การเลี้้ยงหมู
บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ต้นแบบการดำเนินธุรกิจรักษ์โลก โดยมี “มาตรฐานฟาร์มสีเขียว” หรือกรีนฟาร์ม (CPF Green Farm) เป็นตัวอย่างความสำเร็จ จากการมุ่งปรับปรุงตลอดกระบวนการเลี้ยงสุกรของบริษัทให้มีมาตรฐาน คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมรอบข้างเป็นสำคัญ เพื่อให้ฟาร์มเลี้ยงสัตว์อยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างมีความสุข ด้วยการนำเทคโนโลยีที่หลากหลายมาสนับสนุนการเลี้ยงได้เต็มประสิทธิภาพ ด้วย 5 ปัจจัย คือ การเลี้ยงสุกรในโรงเรือนระบบปิด ที่ทำความเย็นด้วยการระเหยของน้ำ (Evaporative Cooling System) สามารถควบคุมอุณหภูมิ สภาพอากาศ ความชื้น ให้เหมาะสมกับสุกรแต่ละช่วงวัย ทำให้สัตว์อยู่สบายและไม่เครียด การใช้ระบบไบโอแก๊ส (Biogas) ได้ก๊าซชีวภาพนำมาผลิตเป็นกระแสไฟฟ้าใช้ในฟาร์มช่วยลดต้นทุนด้านไฟฟ้าได้ถึง 50-80% ของค่าไฟฟ้าทั้งหมด และยังช่วยป้องกันกลิ่นออกจากระบบทำให้ไม่มีแมลงวันที่จะไปรบกวนชุมชน นำระบบฟอกอากาศท้ายโรงเรือน มาใช้ตัดกลิ่นที่อาจหลงเหลือ การบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยมีการปันน้ำที่ผ่านการบำบัดจากระบบผลิตก๊าซชีวภาพส่งให้ชุมชนโดยรอบ นำไปใช้เพื่อการเกษตร ช่วยบรรเทาผลกระทบจาก
ราคาหมูตกต่ำมายาวนานหลายเดือน สร้างผลกระทบต่อรายได้เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูในระดับครัวเรือนเป็นอย่างมาก แม้ภาคราชการและเอกชนพยายามหาแนวทางแก้ปัญหาผลผลิตสุกรล้นตลาดและราคาตกต่ำ แต่ดูเหมือนว่าเป็นแนวทางเฉพาะหน้าที่ยังหาความชัดเจนในระยะยาวไม่ได้ ที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ทางปศุสัตว์จังหวัดได้ร่วมมือกับ “กลุ่มวิสาหกิจชุมชน การเลี้ยงหมูขุนวิถีธรรมชาติเพื่อความยั่งยืน” ได้หาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูรายย่อยให้ปรับมาเลี้ยงหมูดำเพิ่มขึ้น พร้อมกับการรับซื้อในราคาประกันที่สูงกว่าหมูทั่วไป สร้างความมั่นใจให้แก่ชาวบ้าน ขณะเดียวกัน ด้วยคุณสมบัติที่เป็นประโยชน์ทางโภชนาการหลายด้านของเนื้อหมูดำที่มีเนื้อนุ่ม ไขมันน้อย (ส่วนใหญ่เป็นไขมันชนิดดี) คอเลสเตอรอลต่ำ ฯลฯ ข้อดีเหล่านี้จึงทำให้ทางวิสาหกิจชุมชนเล็งผลเลิศทางการตลาดด้วยการนำไปผลิตเป็นเมนูอาหารยอดนิยมได้หลายอย่าง อาทิ สเต๊ก ไส้อั่ว ลูกชิ้น หมูยอ ฯลฯ จนเป็นที่ต้องการของตลาดผู้บริโภคอย่างต่อเนื่องชนิดผลิตเท่าไรก็ไม่พอขาย คุณมัณฑนา ทองนิ่ม เจ้าหน้าที่วิสาหกิจชุมชนฯ ด้านการขายและการตลาด โทรศัพท์ 082-503-1429 เปิดเผยว่า หมูดำที่ส่งเสริมให้ชาวบ้านเลี้ยงในตอน
การมีอาชีพที่ไร้ความเสี่ยงถือเป็นสุดยอดปรารถนาของทุกคน เพราะเมื่อไม่มีความเสี่ยงก็ย่อมมีความมั่นคงยั่งยืนตามมา “เกษตรกร” ถือเป็นหนึ่งในอาชีพที่มีความเสี่ยงโดยเฉพาะด้านการตลาด ที่มีความผันผวนตามปัจจัยภายนอกทั้งเรื่องดินฟ้าอากาศ เศรษฐกิจ การบริโภค ฯลฯ ทำให้หลายคนหลีกหนีจากอาชีพนี้ แต่ “ปกรณ์ แก้วทอง” กลับไม่คิดเช่นนั้น เพราะเขาเชื่อว่าทุกอย่างเป็นไปได้หากเลือกในสิ่งที่ถูกต้อง และวันนี้เขาก็ได้พิสูจน์ความเชื่อนั้น ด้วยการเป็นเกษตรกรสมัยใหม่ที่ประสบความสำเร็จในอาชีพ ปกรณ์บอกว่าแม้ว่าปัจจุบันจะรับราชการเป็นนักวิชาการคอมพิวเตอร์ ในโรงพยาบาลสรรพสิทธิ์ประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี แต่ด้วยความสนใจในการเลี้ยงสัตว์มาตั้งแต่เด็กๆ จึงหมั่นศึกษาหาลู่ทางที่จะเดินตามความฝันนี้มาตลอด จนมารู้จักกับ “โครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงสุกรรุ่นพันธุ์ หรือโครงการฝากเลี้ยง” กับ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ จากเพื่อนเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการกับซีพีเอฟที่โครงการส่งเสริมฯ วารินชำราบ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี “เห็นเพื่อนเลี้ยงหมูกับซีพีเอฟมาก่อนแล้วมีรายได้ดีและขยายการเลี้ยงเพิ่มขึ้น ระบ
อหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever : ASF) โรคนี้เริ่มคุ้นหูคนไทย หลังจากจีนพบการแพร่ระบาดของโรคนี้ครั้งแรกในมณฑลเหลียวหนิงทางตะวันออกเฉียงใต้ของจีน เมื่อเดือนสิงหาคม 2561 กระทั่งพบหมูติดเชื้อในจีนกว่า 20 มณฑล ในปัจจุบัน ทำให้มีหมูที่ถูกทำลายเพื่อกำจัดการแพร่กระจายของเชื้อแล้วไม่ต่ำกว่า 6 แสนตัว เรื่องนี้กลายเป็นความหวั่นวิตกต่อทุกประเทศทั่วโลก แม้ว่าโรคนี้จะเกิดเฉพาะในหมู ทั้งในหมูป่าและหมูบ้าน แต่เนื่องจากโรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสแอสฟรา (Asfravirus) เชื้อสามารถติดต่อจากหมูตัวหนึ่งสู่ตัวอื่นๆ ได้ จากการสัมผัสสิ่งคัดหลั่งของหมูที่ติดเชื้อ การหายใจเอาเชื้อเข้าไป การกินอาหารที่มีเชื้อปนเปื้อน ไปจนถึงการถูกเห็บที่มีเชื้อกัด ที่สำคัญโรคนี้ยังไม่มีวัคซีนป้องกันหรือวิธีการรักษาเฉพาะ ทั้งยังสามารถอยู่ในสิ่งแวดล้อมหรืออยู่ในซากหมูได้นานหลายเดือน หมูที่ติดเชื้อจะมีอาการป่วย 100% อัตราการตาย 30-100% ถ้าเกิดในลูกหมูอัตราการตายจะสูง 80-100% ความเสียหายที่มากขนาดนี้ ทำให้ทุกประเทศต่างป้องกันไม่ให้โรคนี้เข้าสู่ประเทศได้อย่างเด็ดขาด อันที่จริงโรคนี้ไม่ใช่โรคใหม่ เพราะพบการระบาดมาตั้งแต่ ปี 1960 ใ
นายปรีชา กิจถาวร นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคใต้คนใหม่เปิดเผยว่า นโยบายสำคัญของสมาคมในยุคนี้คือ การยกระดับและพัฒนาแบบครบวงจร โดยสมาชิกจะต้องเลี้ยงสุกรเอง ชำแหละ-แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์และขายเอง รวมทั้งมีการพัฒนาคุณภาพฟาร์มสุกรให้ได้มาตรฐาน เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นกับผู้บริโภค เพราะแนวโน้มธุรกิจสุกรจะมีการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น “ผู้เลี้ยงสุกรต้องมีการพัฒนาเพื่อลดต้นทุนการผลิตโดยการนำเทคโนโลยีและวิชาการมาใช้ เนื่องจากผู้เลี้ยงที่มีประสิทธิภาพดีกับผู้เลี้ยงที่มีประสิทธิภาพด้อยกว่า จะมีต้นทุนการผลิตห่างกันมากประมาณ 10% เช่น ผู้เลี้ยงที่ดี จะมีต้นทุนประมาณ 55 บาท / กิโลกรัม(กก.) และผู้เลี้ยงที่ด้อยกว่าจะมีต้นทุนถึง 60 – 65 บาท /กก. จากราคาเฉลี่ยต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 60 บาท / กก.” สำหรับสถานการณ์ราคาสุกรนั้นได้เริ่มขยับดีขึ้นมาตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม 2560 เป็นต้นมา โดยขณะนี้มีการส่งอออกสุกรไปยังประเทศจีนวันละ 900 ตัว และประเทศกัมพูชาวันละ 300 ตัว ราคาหน้าท่าอยู่ที่ 55 – 56 บาท /กก. ส่วนราคาในประเทศมีความแตกต่างกันโดยขึ้นอยู่กับปัจจัยปริมาณสุกรในพื้นที่และภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งขณะน
นายสุรชัย สุทธิธรรม นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า ปีนี้อุตสาหกรรมการเลี้ยงหมูทั่วโลกต่างประสบปัญหาภาวะราคาตกต่ำอย่างต่อเนื่องมาตลอด โดยเฉพาะผู้ผลิตและผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลกอย่างสหรัฐอเมริกา ที่ราคาหมูเป็นหน้าฟาร์มลดลงต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี มาอยู่ที่ 31 บาทต่อกิโลกรัม จากที่ราคาเคยสูงถึงกว่า 46 บาทต่อกิโลกรัมในช่วงต้นปี เนื่องจากสหรัฐฯ เพิ่มปริมาณการเลี้ยงหมูมากขึ้่นตลอดปีนี้ ขณะที่ราคาหมูของประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งเวียดนาม กัมพูชา ลาว และฟิลิปปินส์ ต่างเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยราคาเริ่มปรับตัวลดลงมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน ปัจจุบันราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 57, 65, 72 และ 80 บาท ตามลำดับ “สถานการณ์ราคาหมูของไทยไม่ต่างจากประเทศอื่นๆ ปัจจุบันราคาหมูเป็นหน้าฟาร์มลดลงมาอยู่ที่กิโลกรัมละ 56-63 บาท ซื้อขายจริงอยู่ที่กิโลกรัมละ 54-61 บาทเท่านั้น ขณะที่ต้นทุนการผลิตสูงถึง 64-68 บาทต่อกิโลกรัมแล้ว เท่ากับว่าผู้เลี้ยงบางส่วนโดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยที่แบกรับภาระขาดทุนไม่ไหวและต้องชะลอการเลี้ยงไปแล้ว ซึ่งเราเกรงว่าจะส่งผลต่อปริมาณหมูขุนที่จะเข้าสู่ตลาดในช่วง 6 เดือนข้างหน้า” นายสุรชัยกล่า
พ่อผาย สร้อยสระกลางชาวอำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ เดิมทำการเกษตรเชิงเดี่ยวโดยการปลูกข้าวโพด และได้กู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นจำนวนเงิน 40,000 บาท รวมกับเงินออมของตนเองอีก 10,000 บาท ไปลงทุนจ้างลูกจ้าง จำนวน 5 คน ไปโค่นต้นไม้ ถางปา เพื่อปลูกข้าวโพด เมื่อเวลาผ่านไป 1 ปี ข้าวโพดราคาดี แต่ผลผลิตได้เพียงเล็กน้อยเพราะเกิดภัยแล้ง ทำให้เงินที่ได้มาไม่พอจ่ายดอกเบี้ย ปีที่ 2 เมื่อรู้ว่าตนเองคิดผิดจึงนั่งสมาธิอยู่ 10 วัน เพื่อตั้งมั่นหาทางออกและกลับมาตั้งหลักที่บ้าน ต่อมาจึงได้ตั้งใจว่าจะไม่ออกไปหาเงิน จะให้เงินมาหาเอง ไม่เอาเงินเป็นตัวตั้ง แต่จะเอางานและความสุขเป็นตัวตั้ง จึงตัดสินใจขายที่ 5 ไร่ ที่มีอยู่ใช้หนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จนหมด และตั้งต้นทำเกษตรผสมผสานและได้ดำเนินชีวิตและอาชีพตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยเริ่มต้นจากความต้องการออมน้ำบนพื้นดินของตนเองเพื่อให้มีข้าว นก ปลา ต้นไม้ ที่หลากหลาย จึงตัดสินใจใช้จอบขุดดินเพื่อปั้นสระด้วยมือเพียงลำพัง โดยใช้เวลา 8 เดือน สระลูกแรกก็เสร็จสิ้นลงเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2528 และเริ่มจากกา
