การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19
“ปูนลูกดิ่ง” ร่วมส่งกำลังใจให้คนไทยก้าวฝ่าวิกฤตโควิด-19 มอบถุงยังชีพบรรจุสิ่งของอุปโภค-บริโภคที่จำเป็น 2,000 ชุด มูลค่ารวม 380,000 บาท นำร่องมอบให้กับคนงานในแคมป์ก่อสร้างของพันธมิตรได้แก่ “แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ – ศุภาลัย” ภายใต้โครงการ “ปูนลูกดิ่งไม่ทิ้งกัน” เผยมองคู่ค้าและลูกค้าเปรียบเสมือนเพื่อนที่จับมือเดินทางไปข้างหน้าด้วยกันอย่างจริงใจ ไม่ทิ้งกัน เล็งขยายความช่วยเหลือไปยังแคมป์คนงานพันธมิตรรายอื่นๆ ต่อไป นางสาวประภารัตน์ สิริวัฒกานนท์ ประธานกรรมการ บริษัท ควิกโคท โปรดักส์ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายปูนคุณภาพสำหรับมืออาชีพตัวจริง ภายใต้แบรนด์ “ลูกดิ่ง” และ “จิงโจ้” เปิดเผยว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 นับว่ามีความรุนแรงต่อเนื่อง โดยมีภาคเอกชนเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือผ่านการบริจาคอุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่บุคลากรทางการแพทย์หน้าด่าน และการมอบสิ่งของอุปโภค-บริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ กลุ่มคนงานก่อสร้าง นับเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ได้รับผลกระทบอย่างมากจากการปิดแคมป์เพื่อลดการระบาดของโควิด-19 ซึ่งมีคนงานในแคมป์จ
ปลัดเกษตรฯ เร่งกำจัดจุดอ่อน “1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่” กำชับทุกหน่วยเร่งขับเคลื่อนแล้วเสร็จภายในธ.ค.64 เพื่อช่วยเกษตรกรไทยมีรายได้มันคงและยั่งยืนหลุดพ้นจากภาวะวิกฤติ โดยการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ เผยล่าสุดมีเกษตรกรเข้าร่วมแล้ว 29,537 ราย จ้างงาน 14,078 ราย ขุดสระเก็บน้ำเสร็จแล้ว 5,801 บ่อ วางเป้าประเทศไทยจะมีพื้นที่เกษตรกรรมยั่งยืน เพิ่มขึ้น 1.9 แสนไร่ มีพื้นที่กักเก็บน้ำ เพิ่มขึ้นกว่า 2,100 ลูกบาศก์เมตรต่อราย โครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ นับเป็นโครงการสำคัญภายใต้นโยบายเร่งด่วนของของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่จัดทำขึ้นเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ให้มีงาน มีรายได้ที่มันคงและยั่งยืน รวมทั้งต้องการสกัดการไหลบ่าแรงงานภาคการเกษตรกรรมไปสู่ภาคอื่นๆ โดยน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่มาเป็นแนวทางในการดำเนินงานโครงการ โดยกระทรวงเกษตรฯ ได้เริ่มขับเคลื่อนโครงการดังกล่าวมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2563ที่ผ่านมา และวางเป้าหมายจะต้องพัฒนาพื้นที่เกษตรทฤษฎีใหม่ให้ครบ 4,009 ตำบล เกษตรกรมีเข้าร่วมโครงการจำนวน 32,00
“ราชภัฏโพลล์” ระบุสถานศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชนลดความเสี่ยงโควิด-19 เน้นการเรียนการสอนออนไลน์ ชี้สัญญาณเน็ต-ความเมื่อยล้า คือ ปัญหาใหญ่การเรียนออนไลน์ ระบุชัดโทรศัพท์มือถือยืนหนึ่งอุปกรณ์จำเป็นสำหรับระบบออนไลน์ เครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏ 38 แห่ง เผยการสำรวจความคิดเห็นต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 หัวข้อ “การเรียนการสอนออนไลน์ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19” โดยเก็บข้อมูลนักเรียน นักศึกษา ระดับมัธยมศึกษาถึงปริญญาตรี จำนวน 72,626 คน ระหว่าง วันที่ 24 – 29 มกราคม 2564 พบว่า สถานศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชนจัดการเรียนการสอนในรูปแบบออนไลน์ 78.18% โดยเฉพาะในเขตควบคุมสูงสุด 28 จังหวัด มีการเรียนการสอนแบบออนไลน์ 88.06% ทั้งนี้ อุปกรณ์หลักในการเรียนการสอนออนไลน์ อันดับหนึ่ง คือ โทรศัพท์มือถือ 71.32% รองลงมา คือ โน้ตบุ๊ก 30.31% ส่วนปัญหาการเรียนการสอนออนไลน์ อันดับหนึ่งคือ ความเร็วของสัญญาณอินเทอร์เน็ต 41.15% และปัญหารองลงมาคือ ความเมื่อยล้าสายตาจากการใช้มือถือ คอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์สำหรับใช้เรียน 31.81% ติดตามผลงานของเครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏทั้ง 38 แห่ง
