กาแฟอาราบิก้า
เก็บตกผลงานวิจัยน่าทึ่งในในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2565 (Thailand Research Expo 2022) ซึ่งจัดโดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ระหว่างวันที่ 1-5 สิงหาคม 2565 ณ เวที Highlight Stage ชั้น 22 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ ราชประสงค์ กรุงเทพฯ เครื่องดื่มใบข้าวหอมมะลิ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน นำผลงานวิจัยร่วมจัดแสดงในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2565 ภายใต้แนวคิดหลักของการจัดงาน “วิจัยเพื่อพัฒนาประเทศสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” ภาคนิทรรศการ “งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อใช้ประโยชน์เชิงการพัฒนาพื้นที่” ซึ่งได้รับงบประมาณสนับสนุนจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)จำนวน 3 ผลงาน ดังนี้ ดร.อภิชัย สาวิสิทธิ์ แห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ได้นำเสนอผลงานวิชาการเรื่อง เครื่องดื่มใบข้าวหอมมะลิ เสริมวิตามินบีรวม ตรา “จ๊าสไรซ์” ผลิตจากใบอ่อนข้าวหอมมะลิอินทรีย์ทุ่งกุลาร้องไห้ โดดเด่นด้วยความหอมที่เป็นเอกลักษณ์และอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ บรรจุในขวดแก้วที่สะดวก
นักวิจัย มหาวิทยาลัยศิลปากร นำนวัตกรรมระบบอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ “พาราโบลาโดม”แก้ปัญหาและเพิ่มมูลค่าการผลิตเมล็ดกาแฟอบแห้ง วิสาหกิจชุมชน จ.แม่ฮ่องสอน โดยการสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สามารถใช้งานบนพื้นที่สูงอย่างมีประสิทธิภาพ การอบแห้งเมล็ดกาแฟของเกษตรกรบนพื้นที่สูงทางภาคเหนือ นิยมใช้วิธีการตากแห้งแบบดั้งเดิม จึงประสบปัญหาเรื่องฝนตก แมลงรบกวน ขนาดพื้นที่ที่จำกัดและระยะเวลาการตากแห้งหลายสิบวัน จนเกิดเชื้อรา ทำให้ผลผลิตมีคุณภาพต่ำ ขายได้ราคาถูก ซึ่งในแต่ละปีจะมีผลผลิตเมล็ดกาแฟเกิดขึ้นในพื้นที่จำนวนมาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.บุศรากรณ์ มหาโยธี ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัย จากมหาวิทยาลัยศิลปากร เล่าว่า พาราโบลาโดม ถูกใช้อย่างกว้างขวางกับผลิตภัณฑ์อบแห้งหลากหลายชนิด สำหรับการอบแห้งเมล็ดกาแฟ นักวิจัยได้ใช้พาราโบลาโดมมาตรฐานขนาดเล็ก ขนาดพื้นที่ฐาน 6.0 x 8.2 ตร.ม. และพาราโบลาโดมขนาดที่เหมาะสมกับพื้นที่จำกัดบนดอย คือ ขนาดพื้นที่ฐาน 3.0 x 6.2 ตร.ม. ติดตั้งใน 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านห้วยไม้ดำ กลุ่มเกษตรกรบ้านหนอ
ปัจจุบัน มีคนนิยมดื่มกาแฟกันมาก และในประเทศไทยก็มีการปลูกกาแฟเพื่อสนองความต้องการของผู้บริโภคด้วยเช่นกัน ในจังหวัดพะเยาก็มีแหล่งปลูกกาแฟหลายพื้นที่ รวมถึงที่บ้านผาแดง ตำบลศรีถ้อย อำเภอแม่ใจ ก็ปลูกกันมานาน ส่งขายให้กับผู้ผลิตและโรงงานคั่วบดกาแฟเพื่อชงขายให้กับคอกาแฟทั่วไป ทำรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกบ้านผาแดงนับสิบล้านบาท การปลูกกาแฟในภาคเหนือได้รับการส่งเสริมจากโครงการหลวง เพื่อทดแทนการปลูกพืชเสพติด โดยเกษตรกรจำหน่ายผลผลิตผ่านโครงการหลวงปีละประมาณ 400-500 ตันกาแฟกะลา ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรบนพื้นที่สูงได้เป็นอย่างดี การพัฒนาการปลูกและผลิตกาแฟอาราบิก้าของโครงการหลวงได้นำมาเป็นต้นแบบการผลิตกาแฟอาราบิก้าจากประเทศโคลัมเบียมาใช้ เนื่องจากมีสภาพภูมิประเทศที่ใกล้เคียงกับพื้นที่สูงของไทย โดยประเทศโคลัมเบียมีการพัฒนาการปลูกและผลิตกาแฟมายาวนาน และได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่ผลิตกาแฟคุณภาพดีที่สุดของโลกในปัจจุบัน การปลูกกาแฟของโคลัมเบียจะปลูกบนพื้นที่สูง 1,200-1,800 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล อุณหภูมิเฉลี่ย 19-21.5 องศาเซลเซียส และจะปลูกต้นกล้วยควบคู่ไปด้วย เพื่อเป็นร่มเงาและมีรายได้จากกล้วย ร่
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์กาแฟมาแล้วในช่วงปี 2552-2556 และช่วงปี 2560-2564 ซึ่งเป็นช่วงที่กำลังดำเนินการในปัจจุบัน มุ่งที่จะให้ประเทศไทยเป็นผู้นำการผลิตและการค้ากาแฟคุณภาพในอาเซียนก้าวสู่ตลาดโลก คงมีเวลาดำเนินการเหลืออยู่อีก 1 ปี ในปี 2564 มีการเผยแพร่ตัวเลขการผลิตกาแฟในประเทศช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2557-2561) สรุปว่าการผลิตกาแฟโรบัสต้ามีสัดส่วน 69% ลดลงทั้งพื้นที่ปลูก (เหลือ 182,214 ไร่ ในปี 2561) ผลผลิตรวม (เหลือ 13,845 ตัน ปี 2561) และผลผลิตต่อไร่ (เหลือ 76 กิโลกรัม ปี 2561) ส่วนกาแฟอาราบิก้ามีสัดส่วน 31% พื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้นเป็น 75,547 ไร่ ผลผลิตรวมเพิ่มขึ้นเป็น 9,772 ตัน แต่ผลผลิตต่อไร่ลดลงเหลือ 129 กิโลกรัม และในเร็วๆ นี้ เราจะได้เห็นแผนพัฒนากาแฟแห่งชาติ ปี 2563-2573 ซึ่งอยู่ระหว่างการร่างแผนพัฒนาฯ นี้มีจุดเด่นที่น่าสนใจคือต้องการให้มีการบริหารจัดการกาแฟแบบครบวงจรบนพื้นฐานของศักยภาพและอัตลักษณ์ของกาแฟไทย ภายใต้การผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พัฒนาระบบมาตรฐานการผลิตในระดับฟาร์มถึงผู้บริโภคโดยการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน พัฒนาคุณภาพเมล็ดกาแฟสู่มาตร
“กาแฟอาราบิก้า” ต้นแรกอยู่ที่ ดอยมูเซอ จังหวัดตาก นี่คือ ข้อมูลแรกที่เราได้รับ หลังจากเตรียมตัวเดินทางสำรวจเส้นทาง เพื่อนำคณะผู้สนใจศึกษาดูงานด้านการเกษตร กับสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย จากนั้นเป้าหมายแรกของการเดินทางคือ การตามหา “กาแฟต้นแรก” จากพิกัดที่เราอยู่ปลายทาง บอกว่า ระยะทางกว่า 400 กิโลเมตร จึงจะถึงเป้าหมาย นั่นหมายความว่า การเดินทางครั้งนี้ ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 6 ชั่วโมง และก็ไปตามนั่น เพราะการเดินทางจากกรุงเทพฯ สู่กำแพงเพชร ใช้เวลากว่า 5 ชั่วโมง และจากถนนทางแยกขึ้นไปยังดอยมูเซออีก 1 ชั่วโมง บนเส้นทางลาดชันและคดเคี้ยว ในที่สุดเราก็มาถึงศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรตาก (ดอยมูเซอ) และเยี่ยมชมแปลงทดลองวิจัยพืชเศรษฐกิจอีกหลากหลายชนิดที่กำลังได้รับความนิยมในหมู่เกษตรกรเวลานี้ ไม่ว่าจะเป็น อะโวกาโด แมคคาเดเมียนัท หรือ วานิลลา ที่ว่ากันว่าตอนนี้มีพื้นที่ปลูกใหญ่ที่สุดของหน่วยงานราชการ โดยการเดินทางครั้งนี้ได้พาหนะคู่ใจในการเดินทางอย่าง “ฟอร์ด เอเวอร์เรส เอสยูวี ” พันธุ์แกร่งเพื่องานเกษตร ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรตาก (ดอยมูเซอ) สังกัดกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งอยู่ร
1 ตุลาคม ของทุกปี เป็น “วันกาแฟโลก” กำหนดขึ้นโดยองค์การกาแฟนานาชาติ เริ่มเปิดตัวของงานครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. 2558 ณ ประเทศสาธารณรัฐอิตาลี วัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมผู้ปลูกกาแฟและอุตสาหกรรมกาแฟ รวมถึงร่วมกันเฉลิมฉลองกาแฟให้เป็นเครื่องดื่มสากล ที่ใครๆ ก็หลงรัก ซึ่งจัดกันมา 8 ปีแล้ว สำหรับ ประเทศไทย ก็มีบริษัทเอกชนบางแห่งที่เป็นทั้งผู้ผลิตในภาคอุตสาหกรรมและเป็นผู้จำหน่ายกาแฟ รวมถึงร้านกาแฟแบรนด์ต่างๆ ได้จัดแคมเปญเฉลิมฉลองกันมาได้ 1-2 ปีนี่เอง แต่สำหรับเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ ยังไม่พบข่าวว่ามีการจัดงานเฉลิมฉลอง ณ ไร่กาแฟของผู้ใด และเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างไร เพราะเป็นต้นทางของผู้ผลิตเมล็ดกาแฟส่งมอบให้แก่ภาคอุตสาหกรรมก่อนถึงมือผู้บริโภค และช่วงปี พ.ศ. 2560-2564 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของประเทศไทย กำหนดการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์กาแฟให้บรรลุเป้าหมายของการเป็นผู้นำการผลิตและการค้ากาแฟคุณภาพในภูมิภาคอาเซียนก้าวไกลสู่ตลาดโลก ภายใต้ภาพลักษณ์กาแฟไทย ภายในปี พ.ศ. 2564 เพื่อสร้างการรับรู้ ความเข้าใจด้านการพัฒนาโอกาสในธุรกิจกาแฟ นี่ต้นปี พ.ศ. 2563 เหลือเวลาอีก 2 ปี การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์กาแ
เครือซีพี เดินหน้า “สบขุ่นโมเดล” เต็มสูบ เปิดโรงแปรรูปวิสาหกิจชุมชน สร้างป่าสร้างรายได้ บ้านสบขุ่น พลิกฟื้นป่า แก้ปัญหาภูเขาหัวโล้น หมอกควันไฟป่า ส่งเสริมปลูกกาแฟทดแทนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ต่อยอดเพิ่มภูมิปัญญาท้องถิ่นด้วยแนวคิด Social Enterprise สร้างโรงแปรรูปกาแฟ ตั้งเป้าผลิตจำหน่ายกาแฟไปทั่วโลกหวังชุมชนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืน เมื่อเร็วๆนี้ นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ เป็นประธานในพิธีเปิดโรงแปรรูปวิสาหกิจชุมชน สร้างป่าสร้างรายได้ บ้านสบขุ่น อ.ท่าวังผา จ.น่าน โดยมี นายนพปฎล เดชอุดม ประธานคณะผู้บริหาร ด้านความยั่งยืนองค์กร นายจิระศักดิ์ เสงี่ยมกิตติกุล ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร นายจอมกิตติ ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านพัฒนาความยั่งยืนภาครัฐ ดร.ปพนธ์ รัตนชัยกานนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจอาหารและคอฟฟี่เฮาส์ ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ผู้ช่วยบริหาร สำนักประธานคณะผู้บริหาร พร้อมด้วยผู้บริหาร พนักงาน บริษัทในเครือฯ ชาวบ้านชุมชนสบขุ่น ร่วมเป็นสักขีพยานในก้าวเดินต่อไปที่มั่นคงยั่งยืนของพี่น้องสบขุ่น จ.น่าน เครือเจริญโภคภัณฑ์ได้ดำเนิน
สถานการณ์กาแฟไทย กาแฟโลก เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ ปัจจุบัน คนไทยนิยมดื่มกาแฟกันมาก จะสังเกตเห็นซุ้มกาแฟหลากหลายยี่ห้อตั้งอยู่ทั่วไป แต่ผมไม่เคยทราบมาก่อนเลยว่า กาแฟทั้งหลายนั้นเราปลูกเองทั้งหมด หรือมีการนำเข้าจากต่างประเทศปริมาณเท่าไร โดยที่แหล่งปลูกกาแฟที่ผลิตได้มากที่สุดยังเป็นของบราซิลอยู่หรือไม่ ผมขอรบกวนถามข้อมูลเพียงเท่านี้ก่อน และกรุณาให้รายละเอียดด้วยครับ ขอขอบคุณมาในโอกาสนี้ ด้วยความนับถืออย่างสูง ประสงค์ วงศ์ศิริชัย นนทบุรี ตอบ คุณประสงค์ วงศ์ศิริชัย กาแฟ ในโลกเรามีอยู่ 2 สายพันธุ์ คือ อาราบิก้า เป็นกาแฟที่เจริญเติบโตให้ผลผลิตได้ดี มีคุณภาพ ต้องปลูกบนที่สูงมีอากาศหนาวเย็น อาราบิก้า ให้รสชาติและกลิ่น แหล่งผลิตจึงอยู่บริเวณภาคเหนือ ประเทศไทย ผลิตได้ 21 เปอร์เซ็นต์ อีกหนึ่งสายพันธุ์คือ โรบัสต้า เจริญเติบโตได้ดีในแหล่งที่มีอากาศชุ่มชื้น เป็นกาแฟชนิดให้เนื้อ ประเทศไทยปลูกกันอยู่ที่จังหวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช ปริมาณการผลิต 79 เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบัน ประเทศไทยผลิตได้เพียง 30,579 ตัน เนื่องจากผลิตไม่พอเพียงกับความต้องการของภายใน จึงต้องสั่งนำเข้าจากต่างประเทศ 4
