กุ้งกุลาดำ
ปี 2569 นับเป็นปีที่น่าจับตามอง สำหรับ ‘กุ้งกุลาดำ’ กุ้งเนื้อแน่นที่เป็นวัตถุดิบแสนอร่อยในการปรุงอาหาร ที่เคยเป็นสายพันธุ์หลักและเป็นโปรดักต์แชมเปี้ยนของไทยเมื่อปี 2543 กำลังหวนคืนทวงบัลลังก์ให้เกษตรกรอีกครั้ง หลังจากหายไปจากตลาดนานกว่ายี่สิบปี นายเอกพจน์ ยอดพินิจ นายกสมาคมกุ้งไทย กล่าวว่า การเติบโตของตลาดกุ้งกุลาดำในปี 2568 นับเป็นการรีเทิร์นออฟเดอะคิงส์ หรือการหวนกลับสู่บัลลังก์แห่งแชมป์ เพราะกุ้งกุลาดำเคยเป็นพระเอกของสินค้าอาหารทะเลไทย เมื่อ 20 กว่าปีก่อน หลังจากที่หายไปกว่า 22 ปี ตอนนี้เกษตรกรกำลังฟื้นฟูการเลี้ยง การผลิตสินค้าเศรษฐกิจช่วยทำรายได้ในประเทศไทยได้อีกครั้ง ผลผลิตกุ้งกุลาดำ เพิ่ม 18% นายบรรจง นิสภวาณิชย์ ประธานสมาพันธ์การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย และที่ปรึกษาสมาคมกุ้งไทย กล่าวว่า ปี 2568 มีการพูดถึงการเพิ่มการเลี้ยงกุ้งกุลาดำอย่างมาก โดยมีการประเมินว่าปีที่ผ่านมา เกษตรกรเพิ่มสัดส่วนการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ 27% ทำให้มีผลผลิตกุ้งกุลาดำเพิ่มขึ้น 18% และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในปี 2569 นายบรรจง เล่าว่า ย้อนไปในปี 2543 ไทยเคยเป็นแชมป์โลกในการผลิตกุ้งกุลาดำได้มากถึง 300,000 ตัน จ
ในบรรดาวัตถุดิบประเภท “กุ้ง” ที่นักปรุงอาหารนิยมนำไปใช้นั้น ชื่อของ “กุ้งลายเสือ” มีปรากฏเป็นเช็กลิสต์ที่ร้านอาหารต้องการนำไปสร้างสรรค์เมนูเพิ่มรายได้ด้วยอย่างไม่เคยขาด กุ้งลายเสือ หรือที่เรียกอีกชื่อว่า กุ้งกุลาดำ เป็นกุ้งทะเลที่มีรสสัมผัสเนื้อเด้ง กรุบกรอบ มีรสชาติหวานละมุนติดลิ้น เป็นที่นิยมใช้ในการปรุงอาหารได้หลากหลาย อาทิ ต้มยำ ทำซาชิมิ บาบีคิว ซึ่งหลายคนฟันธงว่าถ้าเป็นกุ้งชนิดนี้ ต้องรับประทานแบบ Medium Rare หรือกึ่งสุกกึ่งดิบ จะได้รสสัมผัสที่ดีงามมาก โก โฮลเซลล์ (GO WHOLESALE) จึงได้เสาะหาแหล่งผลิตกุ้งลายเสือมาให้ผู้ประกอบการร้านอาหารและธุรกิจโฮเรก้าได้เลือกสรร ซึ่งแหล่งเพาะเลี้ยงสำคัญของกุ้งชนิดนี้อยู่ในแถบอันดามัน โดย ภูเก็ต พังงา ได้ชื่อว่าเป็นศูนย์กลางการผลิตลูกพันธุ์กุ้งกุลาดำและพ่อแม่พันธุ์คุณภาพ นายศักดิ์สหกรณ์ คงสมุทร ซีอีโอ บริษัท ภูเก็ตกรีนชริมป์ จำกัด และประธานคลัสเตอร์ กุ้งกุลาดำไทยกล่าวว่า “ฟาร์มของเรา เลี้ยงกุ้งในระบบไบโอฟาร์ม ตามหลักปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดี ด้วยการใช้สิ่งมีชีวิตและผลิตภัณฑ์จากสิ่งมีชีวิตเพื่อรักษาสมดุลของธรรมชาติ โดยไม่ใช้ยาและสารเคม
วันจันทร์ที่ 22 สิงหาคม 2565 เวลา 13.00 น. ณ ห้องประชุมพะยูน ชั้น 7 อาคารจุฬาภรณ์ กรมประมง คณะกรรมการบริหารจัดการห่วงโซ่การผลิตกุ้งทะเลและผลิตภัณฑ์ (Shrimp Board) ได้จัดประชุมฯ ครั้งที่ 3/2565 โดยมี นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ อธิบดีกรมประมง เป็นประธานการประชุมฯ พร้อมด้วย นายประพันธ์ ลีปายะคุณ รองอธิบดีกรมประมง และ Shrimp Board ได้ร่วมกันกำหนดราคาประกันขั้นต่ำกุ้งขาวแวนนาไมขนาดต่างๆ พร้อมแจงเงื่อนไขการรับซื้อและความต้องการวัตถุดิบกุ้งของโรงงาน เพื่อใช้เป็นเกณฑ์การรับซื้อไปจนถึงสิ้นปี 2565 หวังรักษาเสถียรภาพราคา และสร้างความเชื่อมั่นในการลงกุ้งให้กับเกษตรกร โดยมีราคาและเงื่อนไขฯ ดังนี้ ขนาด (ตัว/กิโลกรัม) ราคา (บาท/กิโลกรัม) 30 180 35 175 40 165 45 160 50 155 55 150 60 145 70 135 80
วันที่ 21 พฤศจิกายน ของทุกปี ตรงกับ “วันประมงโลก” (World Fisheries Day) ซึ่งตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) แห่งสหประชาชาติ ข้อที่ 14 ที่ว่าด้วยการอนุรักษ์ใช้ประโยชน์จากชีวิตในน้ำให้เกิดความยั่งยืน (Life Below Water) ที่สอดคล้องกับชีวิตการกินการอยู่ของผู้คน และการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย การประกอบการด้านประมง มีบทบาทสำคัญในการสร้างรายได้มาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องของประชาชนชาวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้ง ซึ่งมีมูลค่าการส่งออกถึงปีละหลายหมื่นล้านบาท กุ้งในประเทศไทยมีอุดมสมบูรณ์ทั้งที่เป็นกุ้งน้ำจืด และกุ้งทะเล โดยสายพันธุ์ที่นิยมเลี้ยงแบบอุตสาหกรรม ที่เป็นกุ้งน้ำจืด ได้แก่ “กุ้งก้ามกราม” ในส่วนที่เป็นกุ้งทะเล “กุ้งกุลาดำ” (Penaeus monodon) เคยเป็นที่นิยมเลี้ยง เนื่องจากมีขนาดค่อนข้างใหญ่ แต่นับจากปี พ.ศ. 2545 ที่เกิดวิกฤติโรคระบาดในกุ้งกุลาดำ ทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่ต้องประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ จนกรมประมงได้อนุญาตให้มีการทดลองเลี้ยง “กุ้งขาว” หรือ “กุ้งแวนนาไม” (Litopenaeus vannamei) ซึ่งทนต่อโรค เจริญเติบโตเร็ว และให้ผลผลิตที่ดีกว่าทดแทน จากน
