ขนุนสำปะลอ
ก่อนที่มนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ทั้งในดินแดนประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะลงมือปลูกข้าวทำนาบนลักษณะภูมิประเทศต่างๆ จนมีผลผลิตเป็นข้าวและแป้งอย่างมีความมั่นคงเรื่อยมาตั้งแต่ราว 3,000 ปีก่อนนั้น มนุษย์จำเป็นต้องออกเก็บหาของป่า โดยเฉพาะพืชอาหารที่ให้แป้ง อันเป็นพลังงานสำคัญต่อร่างกาย พวกเขาย่อมต้องตระเวนหาเผือก มัน ตัดฟันสาคูต้น หรือขุดหามันสาคู ขุดกลอยหัวใหญ่ๆ อันเต็มไปด้วยพิษมาหั่น ล้าง แช่น้ำนานนับหลายๆ วัน เพื่อเก็บสำรองไว้ให้พอเพียงในกระท่อมหรือทับถ้ำ โดยเฉพาะสาเก (Bread fruit) ซึ่งนักโบราณคดีได้พบละอองเรณูของมันในชั้นดินอยู่อาศัยที่มีอายุกว่า 4,000 ปีมาแล้ว ที่แหล่งโบราณคดีในจังหวัดตรัง ย่อมเป็นหลักฐานยืนยันวัฒนธรรมการกินแป้งในผลสาเกในดินแดนแถบนี้ได้เป็นอย่างดี มงเซเญอร์ ปาลเลกัวซ์ สังฆนายกมิซซังโรมันคาทอลิกประจำสยามในสมัยรัชกาลที่ 4 เขียนบันทึก Description du Royaume Thai ou Siam ไว้ตอนหนึ่งว่า “ในประเทศสยาม มีผู้รู้จักขนุน (Artocarpus Jacca) อยู่ 2 พันธุ์ ชนิดแรกเป็นต้นไม้มีใบยาว แหว่งลึกเป็นแฉกๆ ผลนั้นกลมและยาว บางทีใหญ่ขนาดเท่าหัวคน ภายในเปลือกอันหนานั้น เนื้อร่วนมีลักษณ
