ของใช้ชาวบ้าน
กาน้ำของเราชาวไทยที่ใช้กันอย่างแพร่หลายคือ กาน้ำ ที่ทำด้วยอะลูมิเนียม กาน้ำชนิดนี้ นอกจากพบเห็นได้ตามบ้านเรือนแล้ว ยังพบเห็นได้จากตามวัดวาอาราม เพราะคราใดที่บวชพระ ครานั้นเป็นต้องมีกาน้ำเพิ่มขึ้นไปอีก 1 ใบ เนื่องจากกาน้ำเป็นหนึ่งในเครื่องของใช้สำหรับพระภิกษุสงฆ์มาแต่โบราณกาล แต่ปัจจุบัน แม้กาน้ำอะลูมิเนียมพระภิกษุสงฆ์จะไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์แล้ว เนื่องจากมีกาน้ำชนิดเสียบปลั๊กไฟฟ้าต้มน้ำร้อนได้มาแทน แต่ด้วยความเชื่อและความเคยชิน เวลาบวชพระก็จะพบกาน้ำอะลูมิเนียมอยู่นั่นเอง สมัยเก่าก่อน เราชาวบ้านเคยมีกาดินเผาใช้กันมานมนาน นอกจากเรามีกาใส่น้ำ ต้มน้ำแล้ว เรายังมีกาใส่นมให้เด็กๆ ด้วย ถ้าจะถามว่า กาดินเผา มีมาแต่ปางใด คำตอบอาจอยู่ที่ ตั้งแต่คนเราเริ่มรู้จักการทำเครื่องปั้นดินเผามาใช้ในครัวเรือน เรารู้จักปั้นหม้อ ไห ถ้วย ชาม ของใช้ในชีวิตประจำวันมาเมื่อหลายพันปี การสร้างสรรค์คิดทำกาใส่นมก็น่าจะคิดทำได้ ใช้สะดวกดีมาแต่ปางนั้น แต่ทั้งนี้ขอบอกก่อนว่า เป็นเพียงข้อสันนิษฐานที่น่าจะเป็นไปได้ กาสำหรับใส่น้ำนมให้เด็กๆ มีการพบที่ภาคเหนือของไทย และอาจจะมีที่อื่นๆ อีกบ้าง ภูมิปัญญาชาวบ้านสมัยเก่าก่อน แม้
แผ่นดินเราชาวไทยปลูกมะพร้าวได้ผลดี มะพร้าว เรานำมาปรุงอาหารได้หลายอย่าง ส่วนต่างๆ ของต้นมะพร้าว เราชาวบ้านยังนำมาใช้ประโยชน์ได้มากมาย การนำมะพร้าวมาปรุงอาหาร เราชาวบ้านเก็บผลมะพร้าวแก่ๆ ลงมาจากต้น ปอกเปลือกออก เกลาเปลือกที่ติดอยู่กับกะลาออกให้เรียบร้อย แล้วจึงผ่าเอาน้ำมะพร้าวออกมา น้ำมะพร้าวเราชาวบ้านไม่ได้ทิ้ง สมัยผู้เขียนเป็นเด็กๆ คราใดที่พ่อผ่ามะพร้าว ครานั้นผู้เขียนต้องรีบไปคว้าขันน้ำมาเตรียมไว้ใกล้ๆ เมื่อพ่อจะผ่ามะพร้าว พ่อก็จะหยิบขันเอาไปวางไว้เบื้องหน้า พอเสียงผ่าดังโพละน้ำมะพร้าวก็จะไหลออกมา พ่อขยับเอากะลามะพร้าวเทน้ำใส่ขัน วินาทีต่อจากนั้น น้ำมะพร้าวก็จะหายไปอย่างรวดเร็ว แทบทุกหยดไม่ได้หายไปไหน อยู่ในกระเพาะของผู้เขียนเอง น้ำมะพร้าวแก่ๆ หอม หวานนิดๆ ดื่มแล้วชื่นใจ หลังผ่ามะพร้าวออกเป็น 2 ซีกแล้ว เราชาวบ้านไม่ได้ยืนดูมะพร้าวเฉยๆ หากแต่นำไปขูดกับกระต่าย เราเรียกว่ากระต่ายขูดมะพร้าว หน้าตาของกระต่ายขูดมะพร้าว สมัยเก่าก่อนบางบ้านทำเป็นรูปกระต่าย มีขา 4 ขา บริเวณปากกระต่ายเอาหัวขูดมะพร้าวทำด้วยเหล็ก มีฟันเป็นซี่เล็กๆ รายเรียงกันลักษณะโค้งคล้ายหางปลาช่อน คนขูดมะพร้าวบางคราวเป็นพ่อ บ
เมื่อไม่นานมานี้ ผม วัชรินทร์ เขจรวงศ์ เกษตรอำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ เดินทางไปที่บ้านโพนคำพุทธคีรี บ้านเลขที่ 76 หมู่ที่ 5 ตำบลนามะเขือ พบ คุณสงค์ สัญญา อายุ 68 ปี อาศัยบ้านพักกับภรรยา มีเพื่อนบ้านกำลังก่อไฟผิงคลายหนาว ขณะนั่งล้อมวงกัน คุณสงค์ ก็ทำงานไปด้วยคือ การเหลาไม้ไผ่ ผ่าไม้ไผ่ เพื่อทำแคร่ เก้าอี้นั่ง สำหรับจำหน่ายทั่วไป โดยมีความพิเศษของการทำงานคือ “เครื่องผ่าไม้ไผ่” เป็นเหล็กทำจากท่อกลมผ่าได้ครั้งละ 7 ซีก และ 8 ซีก จึงสอบถามความเป็นมาของเครื่องและวิธีการทำ คุณสงค์ เล่าให้ฟังว่า ตอนเป็นหนุ่มตนเองเดินทางไปทำงานที่จังหวัดชุมพร เห็นเครื่องผ่าไม้ไผ่ที่เกษตรกรในพื้นที่ทำ ตนเองจดจำรูปแบบและนำมาประยุกต์ใช้อย่างดีมาก โดยจ้างช่างเชื่อมทำ ให้หาเหล็กเป็นท่อกลมๆ ขนาด 4-5 นิ้ว ตัดเป็นท่อขนาด 5-10 นิ้ว ตรงกลางทำเป็นใบมีดให้เป็นแฉกมีแกนกลาง ขอบเชื่อมติดกับเหล็กท่อที่เป็นวงกลม มี 2 ชนิด 7 แฉก และ 8 แฉก เหล็กกลมขนาดเล็กผ่าไม้ได้ขนาดเล็ก เหล็กวงกลมใหญ่ผ่าได้ขนาดใหญ่ ที่ทำแคร่ไม้ไผ่พอดี เหล็กแฉกที่เป็นใบมีดคมที่สุด แข็งแกร่งที่สุดคือ ใบมีดจากผาลรถไถเก่า ทำเป็นแขนเชื่อมเหล็กออก 2 ข้างให้พอเห
หน้ากากดำน้ำ ใช้สำหรับยิงปลา เราชาวบ้านไม่ได้ทำเอง ต้องไปซื้อตามท้องตลาด ราคาอยู่ในหลักร้อย ถ้าคุณภาพดีมากๆ ก็เป็นพัน หน้ากาก แยกคร่าวๆ ได้ 2 ชนิด คือ 1. ชนิดที่ไม่มีสายท่อ กับ 2. ชนิดที่มีสายท่อ ทั้งสองอย่างราคาต่างกัน อย่างไม่มีสายท่อถูกกว่า ใช้ง่ายและสะดวกกว่า แต่ดำน้ำลงไปไม่ได้นาน เพราะไม่มีสายท่อหายใจ หากใครต้องการดำน้ำให้ได้นานๆ ต้องซื้อย่างที่มีสายท่อ แม้จะราคาแพงก็ต้องซื้อ เพราะไม่มีทางเลือกอื่น หน้ากากทั้งชนิดมีท่อและไม่มีท่อ เราชาวบ้านซื้อใช้จุดประสงค์เดียวกันคือ เพื่อไว้สำหรับสวมดำน้ำลงไปยิงปลา การดำน้ำยิงปลา เป็นการหาปลาอย่างหนึ่ง เหมาะสำหรับคนที่มีเวลาว่างมากๆ หรือไม่ก็สามารถหาเวลาว่างไปยิงปลาได้ สถานที่ยิงปลาคือ ลำคลอง หนองน้ำ บ่อน้ำ มีระดับน้ำลึกๆ พอลงไปเคลื่อนไหวหายิงปลาได้ หรือไม่ก็พอที่จะดำลงไปแล้วมิดตัวได้อย่างน้อยสัก 1 วา สมัยผู้เขียนยังเป็นเด็กๆ ราว พ.ศ. 2515-2520 สมัยนั้นบ้านทุ่งน้ำใส่แจ๋ว การยิงปลาเราไม่ได้สวมหน้ากาก ไม่ใช่หน้ากากไม่มี แต่เราไม่มีปัญญาจะซื้อ อีกประการหนึ่งเราชาวบ้านก็ไม่ค่อยนิยมสวมหน้ากากกัน บางคนบอกว่ารุงรัง บ้างก็บอกว่าเหมือนเป็นการเอาเปรียบปลา
สมัยเด็กๆ ผู้เขียนได้ยินคนต่างถิ่นเรียกน้ำปลาว่าเคย ระหว่างกินข้าวกันอย่างเอร็ดอร่อย กระทาชายเอ่ยออกมาว่า หยิบเคยมาให้หน่อย ข้าพเจ้างงเป็นไก่ตาแตก เพราะไม่รู้ว่าเขาต้องการอะไร พอรู้ว่าท่านหมายถึงน้ำปลา แทนที่จะถึงบางอ้อกลับยิ่งงงมากกว่าเดิม คนอะไรเรียกน้ำปลาว่า เคย เคยตัวเล็กๆ ที่ชาวบ้านนำมาทำกะปิ มีขั้นตอนการจับหลายขั้นตอน แต่ละขั้นตอนก็มีเครื่องไม้เครื่องมือหลายอย่าง ต้องใช้ประกอบกัน เครื่องมือจับเคยชาวบ้านเรียกละวะ นำไปดักบริเวณป่าชายเลน การดักละวะชาวประมงดักเมื่อน้ำลง ไม่ใช่น้ำลงเมื่อเดือนยี่ แต่น้ำลงประจำวัน น้ำลงประจำวันขึ้นอยู่กับข้างขึ้น ข้างแรม แต่ละวันน้ำจะลงในเวลาต่างกัน เรื่องนี้ชาวประมงชายฝั่งรู้กันเป็นอย่างดี ชาวประมงจะนำเอาละวะไปดักรอตัวเคย เมื่อได้ตัวแล้ว ขั้นตอนแยกตัวเคยออกจากกุ้ง เครื่องมือคัดแยกนี้ชาวบ้านเรียกว่า แล่ง หน้าตาของแล่งก็ไม่ต่างจากตะกร้าทั่วไป เพียงแต่มีรูเล็กๆ รอบตัว ความเป็นมาของการสร้างเครื่องมือชนิดนี้ขึ้นมาใช้ ชาวบ้านคงจับเอาลักษณะของเคยที่ตัวเล็กกว่ากุ้ง มาทำเครื่องมือคัดแยก เพื่อความรวดเร็วในการทำมาหากิน เมื่อได้เคยมาก็ไม่ต้องมานั่งหลังขดหลังแข็งคั
เจียด ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายว่า น. ภาชนะชนิดหนึ่ง เป็นเครื่องขุนนางโบราณ สำหรับใส่ของ เช่น ผ้า มักทำด้วยเงิน เครื่องขุนนางมี เจียด ประกอบยศตั้งแต่เมื่อใด เรื่องนี้ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัด แต่ในแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พระเจ้าแผ่นดินแห่งกรุงศรีอยุธยา ปรากฏเกิดแล้วแน่นอน สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พระมหากษัตริย์ราชวงศ์สุวรรณภูมิ ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ.1991 – 2031 ในรัชกาลของพระองค์ เต็มไปด้วยความเจริญรุ่งเรืองด้านการเมือง การปกครอง บ้านเมืองอยู่เย็นเป็นสุข หลักฐานว่ามีเจียดใช้ อยู่ในทำเนียบศักดินาของขุนนาง บรรดาศักดิ์ข้าราชการสมัยพระบรมไตรโลกนาถมี เจ้าพระยา พระยา พระ หลวง ขุน หมื่น พัน และทนาย คำว่าเจียดปรากฏอยู่ชัดเจนว่า “ขุนนางศักดินาหมื่น กินเมืองกินเจียดเงินถมยาดำรองตะลุ่ม” หน้าตาของเจียดมองไปก็คล้ายๆ พานแต่มีฝาปิด ขนาดของเจียดใหญ่กว่าพาน เนื่องจากเจียดผลิตขึ้นมาเพื่อใส่ข้าวของจำพวกผ้า ผ้าใส่เจียดนั้นไม่ใช่ผ้าธรรมดา แต่เป็นผ้าพระราชทาน หรือไม่ก็ผ้าชั้นดี เพื่อแสดงให้เห็นฐานะของผู้ครอบครอง ขุนนางต้องศักดินาหมื่นถึงจะได้รับพระราชทานเจียด จึงกล่าวได้ว่าเจียดเป็นของขุนนางชั้
กรรไกรเรามีหลายชนิด ลองร่ายเรียงออกมา จะพบว่ามีกรรไกรตัดเล็บ กรรไกรตัดผม กรรไกรตัดกระดาษ กรรไกรคีบหมาก กรรไกรตัดผ้า กรรไกรตัดสายไฟ และกรรไกรตัดกิ่งไม้ เป็นต้น แต่ละชนิดใช้งานต่างกันไป แม้บางชนิดจะใช้ร่วมกันได้ แต่ในแง่ของความสะดวก รวดเร็ว และความเหมาะสมนั้น อาจจะไม่เกิดผลดีนัก อย่างเอากรรไกรตัดกระดาษไปตัดกิ่งไม้เล็กๆ แม้จะตัดได้ แต่กรรไกรก็จะเสียหาย ถ้าทำอย่างไม่ระมัดระวังอาจจะบิ่น ร่อย หัก และเสียหายได้ กรรไกรตัดกิ่งไม้ เราชาวบ้านมีใช้กันมานานแล้ว แม้จะไม่นานขนาดบรรพกาล แต่ก็นานพอที่จะเล่าขานได้ว่า เราใช้คู่กับสวนมายาวไกล การตัดกิ่งไม้ สมัยเก่าก่อน เราชาวบ้านใช้มีด เพียงแค่ลับมีดให้คม เมื่อต้องการตัดกิ่งไม้ก็บรรจงตัดออกไปได้เลย แต่ถ้าเป็นกรณีแต่งกิ่งต้นไม้ปลูกใหม่ กล้าไม้ หรือดอกไม้ที่บอบบาง บางกรณีเราก็ไม่สามารถใช้มีดคมๆ ตัดได้ เพราะจะทำให้ไม้ของเราชอกช้ำ ผลต่อมาก็คือ กล้าไม้ตาย หรือไม่ก็เฉาไปอีกหลายวัน กว่าจะฟื้นขึ้นมาใหม่ การเอามีดไปตัดกิ่งไม้ที่บอบบางเป็นการใช้เครื่องมือผิดประเภท แม้จะไม่ผิดอะไร แต่ถ้าไม่ระวังให้ดีอาจทำให้เกิดความเสียหาย ได้ไม่คุ้มเสีย ด้วยเหตุนี้เอง กรรไกรตัดกิ่
วิถีชีวิตชาวไทยผูกพันอยู่กับสายน้ำ เราชาวบ้านเก่าก่อน ต้องอาศัยน้ำเป็นเส้นทางไปมาหาสู่กัน ไม่ว่าจะไปไหนใกล้ ไกล ต้องศัยเรือ แพ บางบ้านก็ใช้อีโปง อยากจะไปไหนก็พายหรือไม่ก็ท่อกันไป อีโปง บางถิ่นเรียกอีโพง หรือ โพง การเรียกขานมีเพี้ยน ๆ กันไปบ้าง แต่หมายถึงพาหนะสิ่งเดียวกันคือ พาหนะคล้ายเรือ ชาวบ้านนำเอาต้นตาลมาขุด เจาะ เป็นโพรงด้านใน แล้วอุดด้านปลายไม่ให้น้ำเข้า จัดการเสี้ยนต่าง ๆ ให้ราบเรียบ แล้วนำมาใช้ถ่อหรือพาย ใช้ประโยชน์ตามใจต้องการ การเดินทางของชาวบ้าน จะเลือกพาหนะอย่างไหน ขึ้นอยู่กับระยะทางและคนที่เดินทางแต่ละคน ว่ามีอะไรอยู่ในบ้าน โดยทั่วไปแล้ว การเดินทางไกล มักใช้เรือและแพ ส่วนอีโปงหรือโพงนั้น เรามักถ่อไปไหนมาไหนใกล้ ๆ แพ เราชาวบ้านต่อกันมาใช้เอง ขนาดใหญ่ เล็ก ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ใช้ว่า ต้องการแพไปทำอะไร ถ้าเป็นแพสำหรับล่องแม่น้ำเพื่อเดินทางไกล มักต่อเป็นแพขนาดใหญ่ พร้อมสร้างที่พักบนแพนั้น กิจวัตรประจำวันไม่ว่าจะกิน อยู่ หลับนอนอยู่ในแพ รอนแรมกันไปเป็นเดือน ๆ เมื่อเสบียงหมดก็แวะข้างทาง เพื่อหาเสบียงเดินทางต่อไป “บ้านพี่เป็นเรือนแพ สาวน้อยก็ไม่แล สาวแก่ก็ไม่มอง” เนื้อเพลง
เครื่องมือของใช้ชาวบ้าน วัสดุที่นำมาใช้มักเป็นของใกล้ตัว ต้องการเมื่อใดก็หยิบจับได้ง่าย อย่าง เข่งใส่ผัก เรานำไผ่ริมรั้วมาเป็นวัสดุ จากนั้นใช้ฝีมือจักตอก และสานออกมา เรียกว่าถ้ามีไผ่อยู่ริมรั้วแล้ว แค่มีฝีมือก็ผลิตเข่งออกมาใส่ผักได้แล้ว ไม่ต้องไปซื้อหาวัสดุใดๆ เข้ามาเพิ่มเติมอีก วิธีสานเข่งใส่ผัก เริ่มจากหาไผ่ลำงามๆ มาจักตอก ตอกสานเข่งใส่ผักไม่ต้องจักเป็นเส้นเล็กๆ เหมือนใช้สานเข่งอย่างอื่น แต่จักเป็นตอกเส้นโตๆ เมื่อได้ตอกยืน ตอกเวียน เรียบร้อยแล้ว เราก็เริ่มสานได้ เราชาวบ้านมักมีแบบเข่งไว้ 1 ใบ เมื่อเราเริ่มต้นสานส่วนของก้นแล้ว เราก็เอามาทาบเข้ากับก้นของแบบ ใช้ไม้กลัดไว้ให้มั่นคง แข็งแรง กันขยับเขยื้อนเวลาสาน จากนั้นก็ค่อยๆ ใช้ตอกเวียนสานวนไปทางเดียวกัน จนกระทั่งได้ความสูงของเข่งตามต้องการ การที่เรามีแบบ ช่วยให้เข่งทุกใบมีขนาดเท่ากัน ทั้งเส้นผ่าศูนย์กลางและความสูง เมื่อสานเสร็จเรามักวางซ้อนๆ กันไว้ เมื่อผู้สั่งซื้อ หรือผู้มารับไปขายมา เราก็ช่วยกันยกขึ้นไปเรียงไว้ รายการต่อไปก็คือคิดค่าแรง ถูกแพงขึ้นอยู่กับฝีมือ และสถานที่ขนส่ง เข่งผักชาวบ้านแต่ละที่ แต่ละถิ่นรูปร่างอาจผิดเพี้ยนกันไปในร
กระทาย เป็นของใช้ชาวบ้านสมัยก่อน กระทาย ดูไปก็เหมือนกระบุงขนาดเล็ก สมัยโบราณคนไทยเคยใช้เป็นเครื่องตวงข้าว วิธีนับคือ 2 กระทายเท่ากับ 1 กระบุง หน่วยวัดนี้ กาลเวลาผ่านไป ก็เหลือไว้เพียงชื่อ เด็กรุ่นใหม่แทบไม่มีใครรู้และเข้าใจ เพราะเครื่องตวงสมัยใหม่แสนจะทันสมัย และแพร่หลายโดยทั่วไป บางท้องถิ่น อย่าง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เรียกกระทายว่า กระเช้า ท้องถิ่นอื่นๆ อาจเรียกชื่อต่างกันไป ตามคำเรียกขานของผู้เฒ่าผู้แก่ แต่ความหมายคือ เครื่องมือใช้ตวงชนิดเดียวกัน คำว่า กระทาย มีอยู่สองความหมาย ถ้าเป็นคำนาม กระทาย หมายถึง ภาชนะคล้ายกระบุง แต่ถ้าเป็นคำกริยา หมายถึง อาการกระทบให้เมล็ดข้าวที่ใส่กระด้งแยกออกจากแกลบ ดังบทเพลงลูกทุ่งของ เมืองมนต์ สมบัติเจริญ ชื่อ หนุ่มสุพรรณ ท่อนหนึ่ง ความว่า “พี่จะเป็นคนตำเสียให้รำอ่อน ให้น้องรักเป็นคนร่อน คนกระทาย” ร่อน หมายถึง การเอาเมล็ดข้าวใส่ตะแกรงร่อน ส่วนกระทายนั้น หมายถึง การเอาเมล็ดข้าวที่ตำแล้วใส่กระด้ง แล้วใช้มือกระทบขอบกระด้งเป็นจังหวะ การกระทายเมล็ดข้าว สาวๆ สมัยก่อนคงรู้จักกันดี ไม่อย่างนั้น เมืองมนต์ สมบัติเจริญ ร้องเพลงออกไป คนคงไม่เข้าใจ กระทาย เค
