ข้าวนาปี
นายชายศักดิ์ วุฒิศักดิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 12 นครสวรรค์ (สศท.12) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงสถานการณ์การผลิตข้าวนาปี ปีเพาะปลูก 2566/67 ของพื้นที่ 5 จังหวัดภาคเหนือ (ข้อมูลพยากรณ์จาก สศก. ณ เดือนมิถุนายน 2567) ได้แก่ กำแพงเพชร นครสวรรค์ พิจิตร เพชรบูรณ์ และอุทัยธานี) ภาพรวมเนื้อที่เพาะปลูก จำนวน 7,399,679 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่มีจำนวน 7,380,972 ไร่ (เพิ่มขึ้น 18,707 ไร่ หรือร้อยละ 0.25) เนื้อที่เก็บเกี่ยว 7,215,911 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่มีจำนวน 7,191,227 ไร่ (เพิ่มขึ้น 24,684 ไร่ หรือร้อยละ 0.34) เนื่องจากปีนี้ฝนตกตามปกติไม่ทิ้งช่วงนานเหมือนปีที่ผ่านมา ทำให้ในบางพื้นที่เกษตรกรสามารถทำการเพาะปลูกได้ถึง 2 รอบ ผลผลิตรวม 4,203,261 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่มีจำนวน 4,164,896 ตัน (เพิ่มขึ้น 38,365 ตัน หรือร้อยละ 0.92) ผลผลิตต่อไร่เฉลี่ย 588 กิโลกรัมต่อไร่ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่มีจำนวน 585 กิโลกรัมต่อไร่ (เพิ่มขึ้น 3 กิโลกรัมต่อไร่ หรือร้อยละ 0.48) เนื่องจากกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ ณ เดือนพฤษภาคม 2567 ว่าปรากฏการณ์เอลนีโญจะเปลี่ยนเข้าสู่สภาวะ
คณะกรรมการ ธ.ก.ส. อนุมัติจ่ายเงินช่วยเหลือโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ปีการผลิต 2563/64 ตามนโยบายรัฐบาล เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตและกระตุ้นให้เกษตรกรดูแลรักษาข้าวให้มีคุณภาพดี ในอัตราไร่ละ 500 บาท สูงสุดไม่เกิน 20 ไร่ หรือไม่เกิน 10,000 บาท ต่อครัวเรือน วงเงินกว่า 28,000 ล้านบาท โดยทยอยโอนเข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรง 25 ก.พ. – 30 เม.ย. 64 จำนวนกว่า 160,000 ราย จำนวนเงินกว่า 1,200 ล้านบาท และเห็นชอบขยายวงเงินเพิ่มเติมโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี และโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2563/64 ซึ่งจะนำเสนอ ครม. พิจารณาก่อนดำเนินการ นายกษาปณ์ เงินรวง รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการ ธ.ก.ส. ในการประชุมเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2564 ได้เห็นชอบตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2564 ซึ่งเสนอโดยกระทรวงพาณิชย์ เห็นชอบให้ ธ.ก.ส. ดำเนินโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2563/64 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากภาระต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นและจูงใจ
นายสุชัย กิตตินันทะศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 จังหวัดชลบุรี (สศท.6) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะทำงานพัฒนาคุณภาพข้อมูลด้านพืชภาคตะวันออก ซึ่ง สศก. ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดเก็บและสำรวจข้อมูลจากเกษตรจังหวัด เกษตรอำเภอ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในข้อมูลของแต่ละกรมที่เกี่ยวข้องในพื้นที่แต่ละจังหวัด เช่น กรมชลประทาน กรมวิชาการเกษตร กรมการข้าว และการยางแห่งประเทศไทย จำนวน 4 สินค้า ได้ ข้าวนาปี ปีเพาะปลูก 2561/62 สับปะรดโรงงาน ยางพารา และปาล์มน้ำมัน ปี 2561 คณะทำงานฯ ได้ให้ความเห็นชอบรับรองข้อมูล (ณ 14 มิถุนายน 2562) ดังนี้ ข้าวนาปีภาคตะวันออก ปีเพาะปลูก 2561/62 รวม 9 จังหวัด (ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด สระแก้ว ปราจีนบุรี นครนายก ฉะเชิงเทรา และสมุทรปราการ) มีเนื้อที่เพาะปลูก 2,227,121 ไร่ ลดลงจากปี 2560/61 ร้อยละ 0.66 เนื่องจากนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ต้องการลดพื้นที่ปลูกข้าวในพื้นที่นาไม่เหมาะสม และเกษตรกรส่วนหนึ่งที่มีพื้นที่เป็นนาดอนปรับเปลี่ยนปลูกพืชอื่นทดแทน เช่น ไม้ผล อ้อยโรงงาน ยูคาลิปตัส หมาก ส่วนที่นาลุ่มปรับเปลี่ยนเ
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แจงรายละเอียดข้อมูลต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตร ซึ่งการคิดคำนวณต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตรของ สศก. จะประกอบด้วย ต้นทุนที่เป็นเงินสด คือ ต้นทุนที่เกษตรกรจ่ายด้วยเงินสด ได้แก่ ค่าพันธุ์ ค่าปุ๋ย ค่ายาและสารเคมี ค่าจ้างแรงงาน และค่าน้ำมัน และต้นทุนที่ไม่เป็นเงินสด คือ ต้นทุนที่เกษตรกรไม่ได้ใช้เงินจ่าย เช่น แรงงานในครัวเรือน ปุ๋ยคอกในฟาร์ม ค่าใช้ที่ดินของตนเอง ค่าเสียโอกาสและค่าเสื่อมอุปกรณ์การเกษตร ซึ่งเมื่อนำต้นทุนทั้ง 2 ประเภทมารวมกัน จะเรียกว่า ต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ โดยทุกครั้งที่มีการเผยแพร่ข้อมูลต้นทุนในเอกสารต่างๆ จะมีการระบุหมายเหตุให้ผู้ใช้ข้อมูลทราบว่า เป็นต้นทุนเงินสด หรือเป็นต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ ไว้ด้วยทุกครั้ง สำหรับการคิดคำนวณต้นทุนแบบเงินสด จะทำให้ทราบว่าค่าใช้จ่ายในช่วงระยะเวลาการผลิตที่เกษตรกรจ่ายในรูปแบบเงินสดเป็นเท่าใด และสามารถนำมาใช้วางนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาให้เกษตรกรได้อย่างถูกต้องและตรงประเด็น อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายเงินสดบางอย่างอาจจะมีความแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ เช่น ค่าจ้างแรงงาน ซึ่ง สศก. จะคิดแบบค่าเฉลี่ยทั้งประเทศ
ผลผลิตพุ่ง – ฤดูเก็บเกี่ยวข้าวนาปีของเกษตรกร จ.เชียงรายปีการผลิต 2561-2562มีแนวโน้มว่าผลผลิตข้าวจะมีปริมาณสูงถึง 567,000 ตัน ทางธ.ก.ส.จังหวัดเชียงรายจึงได้จัดทำโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือก เพื่อไม่ให้ราคาผลผลิตตกต่ำ ธ.ก.ส.เชียงรายคาดข้าวทะลัก 5.6 แสนตัน ผุดมาตรการสินเชื่อชะลอขายข้าวเปลือกนาปี วงเงิน 1.1 พันล้าน ชี้อาจยาวถึงฤดูนาปรังปลายปี 62 ด้านจ.อุดรประกาศเตือน “ปลอมปนข้าวหอมมะลิ” โทษหนักทั้งจำ-ปรับ นายดุสิต เหลี่ยมวัฒนา ผู้อำนวยการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จ.เชียงราย เปิดเผยว่า ธ.ก.ส.จังหวัดเชียงราย ได้จัดทำโครงการสินเชื่อชะลอขายข้าวเปลือกนาปี ระยะเวลาดำเนินการระหว่างพฤศจิกายน 2561-กุมภาพันธ์ 2562 เพื่อให้เกษตรกรชะลอขายข้าวเปลือก โดยให้เก็บข้าวไว้เพื่อลดความชื้นและรอราคาที่จะสูงขึ้น รวมถึงจัดประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสหกรณ์ใน จ.เชียงราย เพื่อชี้แจงโครงการเพื่อรองรับฤดูเก็บเกี่ยวข้าวของเกษตรกรปีการผลิต 2561-2562 โดยในฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวดังกล่าว คาดว่าเกษตรกรชาวเชียงรายจะมีผลผลิตข้าวนาปีออกมาประมาณ 567,000 ตัน โดยเป็นข้าวเปลือกหอมมะลิประมาณ
