คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.)
สถานการณ์ภัยแล้งและฝนทิ้งช่วง ส่งผลกระทบต่อพื้นที่การเกษตร รวมถึงปริมาณน้ำในแหล่งน้ำขนาดใหญ่หลายแห่ง จากข้อมูลของกรมชลประทานและสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ พบว่าขณะนี้ปริมาณน้ำในแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่มีน้ำใช้การได้น้อยกว่า 30% มีอยู่ถึง 22 แห่ง และแหล่งน้ำขนาดกลางที่มีปริมาณน้ำใช้การได้น้อยกว่า 30% มีมากถึง 116 แห่ง ทำให้มีผู้ได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ โดยมีพลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ได้เรียกประชุมหน่วยงานที่ดูแลด้านบริหารจัดการน้ำ เร่งหามาตรการและจัดทำแผนเพื่อรับมือสถานการณ์ภัยแล้งจากฝนทิ้งช่วง บรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนและเกษตรกร นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝนมาเป็นเวลากว่า2 เดือนแล้ว แต่จากข้อมูลปริมาณน้ำในเขื่อน-อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง พบว่ามีปริมาณน้ำน้อยกว่าเกณฑ์อยู่หลายแห่งรวมถึงบริเวณพื้นที่การเกษตร เช่น เขตพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ มีปริมาณน้ำไม่เพียงพอสำหรับทำการเกษตร เนื่องจากได้รับผลกระทบจากปัญหาฝนทิ้งช่วง ขณะเดียวกันในบางพื้
สทนช. ลุยศึกษาจัดทำผังน้ำ ลุ่มน้ำปิง วัง ยม น่าน หวังใช้เป็นแนวทางปรับปรุงการใช้ประโยชน์ที่ดินในระบบทางน้ำ ที่ไม่ส่งผลต่อการไหลของน้ำ เอื้อจัดการท่วม-แล้งอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมติดตามความก้าวหน้างบกลางแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำ-เก็บกักน้ำเร่งด่วนให้กับประชาชนในพื้นที่เสี่ยง ดร. สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กำชับให้ สทนช. เร่งรัดการจัดทำผังน้ำให้แล้วเสร็จโดยเร็ว รวมถึงให้มีการติดตามผลการดำเนินงานตามงบกลางของหน่วยงานต่างๆ รายงานต่อคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ สทนช. ได้ลงพื้นที่ลุ่มน้ำวัง จังหวัดลำปาง และลุ่มน้ำปิง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานศึกษาโครงการจัดทำผังน้ำ ลุ่มน้ำปิง วัง ยม น่าน และติดตามผลสัมฤทธิ์ของโครงการที่ได้รับอนุมัติงบกลาง ปี 2563 ตามมติคณะรัฐมนตรี เนื่องจากลุ่มน้ำปิง วัง ยม และน่าน ถือเป็นแหล่งต้นน้ำสำคัญในพื้นที่ตอนบนของประเทศ และส่งน้ำไปยังพื้นที่ภาคกลางที่เป็นแหล่งชุมชนและพื้นที่เพาะปลูกที่สำคัญ สภาพปัญหาที่พบประจำ ได้แก่ พื้นที่ชุม
นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานเตรียมโครงการพัฒนาแหล่งน้ำและการจัดการทรัพยากรน้ำรองรับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ระยะเวลา 10 ปี (ปี 2564-74) เพื่อเตรียมรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว รวมทั้งภาคเกษตรกรรม ที่อาจจะส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมีเพิ่มขึ้น จากคาดการณ์แนวโน้มความต้องการน้ำในเขตอีอีซี ในปี 2574 คาดจะมีความต้องการน้ำเพิ่มขึ้น 358 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้าน ลบ.ม.) เป็น 1,412 ล้าน ลบ.ม. จากปี 2564 มีความต้องการใช้น้ำปริมาณ 1,054 ล้าน ลบ.ม. ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้พิจารณาแนวทางในการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนรองรับการใช้น้ำที่เพิ่มมากขึ้นในอนาคตเพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำและป้องกันการขาดแคลนน้ำทั้งในการอุปโภคบริโภค ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และการรักษาระบบนิเวศ โดยมีแนวทางการดำเนินการ ดังนี้ ในลุ่มน้ำวังโตนด จ.จันทบุรี ดำเนินการ 2 โครงการ คือ โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด ดำเนินการเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้อ่างเก็บน้ำประแสร์ได้ปีละ 140 ล้าน ลบ.ม. มีแผนงานก่อสร้างในปี 2567-2670 และโครงการผันน้ำคลองวังโตนด-อ่างฯประแสร์ เส้นที่ 2 เพื่
จากสภาพอากาศของประเทศที่เริ่มมีอุณหภูมิสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ตอนนี้ในหลายพื้นที่เริ่มประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อทำการเกษตร รวมถึงน้ำใช้สำหรับอุปโภค-บริโภคแล้ว นอกจากนี้ยังมีบางหน่วยงานกังวลว่า หน้าแล้งใน ปี 2562 นี้ จะหนักกว่าทุกปี ซึ่งจากข้อกังวลดังกล่าวทำให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเริ่มออกมาให้ข้อมูล เตรียมพร้อมสำหรับการช่วยเหลือประชาชนทั่วประเทศแล้ว ⦁ สทนช. ยันแล้งนี้ไม่วิกฤต ประเด็นที่หลายฝ่ายมีความกังวลว่าปีนี้ประเทศไทยจะแล้งหนักสุดในรอบ 30 ปี จากปรากฏการณ์เอลนิโญ จะรับมือไหวหรือไม่ นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้ให้คำตอบว่า กรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์ว่าปรากฏการณ์เอลนิโญจะยังคงอิทธิพลต่อเนื่อง แต่เป็นเอลนิโญกำลังอ่อน และจะเข้าสู่สภาวะเป็นกลางช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2562 คาดว่าจะมีปริมาณฝนต่ำกว่าค่าปกติ 10-20% เฉพาะเดือนเมษายน 2562 ปริมาณฝนจะต่ำกว่าค่าปกติ 10% และคาดว่าปริมาณฝนจะกลับมามีค่าใกล้เคียงกับสภาวะปกติในช่วงสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนพฤษภาคมนี้ ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าจะสามารถเริ่มฤดูเพาะปลูกในปีนี้ได้หลังจากผ่านช่วงเวลาดังกล่าวแล้ว “ย
พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่จังหวัดชัยนาท ติดตามการขับเคลื่อนโครงการบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยา เร่งรัดการปรับปรุงคลองระบายน้ำหลากชัยนาท-ป่าสัก ตัดยอดน้ำหลากหน้าเขื่อนเจ้าพระยา 930 ลบ.ม./วินาที แก้ไขปัญหาอุทกภัยอย่างเป็นระบบ พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่เพื่อติดตามการขับเคลื่อนโครงการบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท โดยมี นายรณภพ เหลืองไพโรจน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค และ นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนในพื้นที่ ร่วมให้การต้อนรับ ณ วัดอินทาราม (วัดตลุก) ตำบลตลุก อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สภาพพื้นที่ของลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างครอบคลุมเนื้อที่ 33 ล้านไร่ มีแม่น้ำสายหลัก คือ แม่น้ำเจ้าพระยา และเป็นพื้นที่ที่มักเกิดปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากเป็นประจำ โดยมีน้ำท่วมครั้งใหญ่หลายครั้ง เช่น ในปี 2538, 2545, 2549 และปี 2554 ซึ่งมี
