คนสู้ชีวิต
หากจะกล่าวว่าคนทุกคนมีความฝันนั้นไม่ใช่เรื่องที่ผิด เพราะแต่ละคนล้วนมีความฝันอันเกิดมาแต่วัยเด็ก หรือช่วงวัยหนึ่งๆ เมื่อโตขึ้นตนเองใฝ่ฝันอยากมีอาชีพในแบบนั้นแบบนี้ ตลอดไปจนถึงอยากทำในสิ่งที่ได้ทำโดยวาดฝันกันมาอย่างยาวนาน และสามารถทำชีวิตจริงให้เป็นไปตามความฝันที่วาดหวังไว้แล้ว บางคนประสบผลสำเร็จในการทำตามความฝันเพียงระยะเวลาสั้นๆ และอีกหลายคนล้มเหลวหลายครั้งหลายคราว กว่าความฝันนั้นจะประสบผลสำเร็จ และเกิดรายได้ที่ยั่งยืนไปจนถึงการได้ทำในสิ่งที่รักและมีความสุขกับสิ่งที่ได้ทำ ความฝันของสาวตัวเล็กๆ ที่ประสบความสำเร็จได้ เพราะ “ใจ” คุณภานุมาศ จันทร์เสวก สาวแกร่งสู้ชีวิตที่ถิ่นฐานบ้านเกิดอยู่จังหวัดสุพรรณบุรี มีใจมุ่งมั่นที่จะทำตามความฝันของตัวเอง คือ การเปิดร้านอาหาร ก่อนที่จะมาเริ่มดำเนินธุรกิจร้านอาหารเหมือนเช่นทุกวันนี้ เธอได้ทำงานอยู่ในกรุงเทพมหานครมาก่อนหลายสิบปี ซึ่งในระหว่างนั้นก็ยังมีความชื่นชอบในการทำอาหารอยู่มากโข ทุกครั้งที่ได้กลับมายังบ้านที่ต่างจังหวัดช่วงวันหยุดงาน ก็จะตื่นแต่เช้าและลงมือทำกับข้าวให้ทุกคนในครอบครัวได้ทาน เพราะเธอเชื่อว่า อาหารที่ปรุงสดใหม่ ใส่ใจไปด้วยคว
ไปตามถนนเพชรเกษม ก่อนถึงตัวเมืองนครปฐม ขวามือเป็นวัดพระประโทน จากนั้นรีบเข้าทางคู่ขนาน ขับไปสักพักเลยบิ๊กซี (อยู่ขวามือ) จะเจอแยกไฟแดง เลี้ยวซ้ายเข้าไปตามถนนเล็กๆ ไม่นานนักจะเจอครัวเจ็ดแยกอยู่ซ้ายมือ ครัวเจ็ดแยก เป็นร้านอาหารขนาดใหญ่ เปิดมาแล้วกว่า 10 ปี มีทั้งหมด 32 โต๊ะ เจ้าของคือ คุณชนิษธุ์ภัค หรือ นุช บัวสมบูรณ์ อยู่เลขที่ 43 หมู่ที่ 6 ตำบลห้วยจระเข้ อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม วันที่ไปเยี่ยมเยือนพูดคุย ถือเป็นช่วงเศรษฐกิจไม่ดีนัก แต่คนก็มาอุดหนุนแน่นร้าน สิ่งที่เกิดขึ้น นอกจากรสชาติอาหารอร่อยแล้ว การเอาใจใส่ลูกค้า เป็นสิ่งสำคัญมาก จบ ป.4 แต่มุมานะ คุณนุช เล่าว่า เกิดมาในครอบครัวที่ยากจน เรียนจบชั้นประถมปีที่ 4 อาชีพเดิมคือปลูกผัก จำพวก พริก มะเขือ เป็นพืชล้มลุก ด้วยเหตุนี้ ชีวิตจึงล้มลุกคลุกคลาน หลังเรียนจบ เขาไปทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟที่สวนอาหารชื่อรุ่ง ในตัวเมืองนครปฐม นอกจากเสิร์ฟอาหารแล้ว แม่ครัวยังใช้ให้เขาหยิบโน่น ตำนี่ เพราะเหตุนี้เอง เขามีใจรักทางด้านอาหารโดยไม่รู้ตัว คุณนุช อยู่ร้านอาหาร 7-8 ปี จากนั้นมาแต่งงาน เมื่ออายุได้ 22 ปี เขาและสามีประกอบอาชีพเลี้ยงหมู ซึ่งเป็นอาชีพยอดฮิ
แหลม มงคล มูลบุญ นักเรียนม.3 โรงเรียนบ้านบุสูง อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี เป็นลูกคนสุดท้องของครอบครัว พ่ออายุ 73 ป่วยหอบหืด ความดันสูง แม่วัย 59 ปี เป็นโรคลำไส้ เมื่อกินอาหารเข้าไปก็จะอาเจียนออกมาหมด ทำให้ร่างกายซูบผอม พ่อแม่อายุมากและป่วย แต่ทั้งสองยังคงทำงานสานหญ้าคา ถักแห สานลอบ เอาไปขาย ด้วยความคิดว่า ไม่อยากเป็นภาระของลูก แหลมเห็นภาพพ่อแม่ทำงานทุกวันไม่เคยหยุด ตัวเค้าก็เริ่มไปทอดแหหาปลาตอนป.1 จนชั้นป.3 สามารถทอดแหได้เก่ง เด็กเล็กอย่างแหลม หิ้วปลาที่หาได้..ไปเดินขายรอบหมู่บ้าน ความฝันของแหลมคือ อยากมีเงินมาซ่อมบ้าน เพราะหลังคามุงหญ้าและสังกะสีเก่า ไม่อาจทานลมฝน เมื่อตกหนักหรือมีพายุ ทั้ง 9 คน ต้องไปนอนรวมกันอยู่ที่มุมหนึ่งของบ้าน กระท่อมหลังเล็กของครอบครัว ยังคงเต็มไปด้วยความอบอุ่น แต่เมื่อนึกถึง พ่อกับแม่ ที่ร่วงโรยไปทุกวัน แหลมจึงอยากหาทางทำให้ “บ้าน” มั่นคงกว่านี้ รู้ดีว่า สองมือของลูกชายคนเดียวคนนี้ช่วยครอบครัวได้ แหลมจึงไม่รีรอ ตั้งแต่ ม.1 ไปรับจ้างแบกมันสำปะหลัง ไหล่ของเขาต้องแบกเข่งมัน 40-50 กิโลกรัมต่อเที่ยว วันละหลายสิบเข่ง ถึงจะหนักแต่ก็รู้ว่า นี่คือทางรอด ปัจจุบัน แหลม เรียนอยู
วันที่ 13 มิ.ย. นายสุรพันธ์ ศิลปสุวรรณ นายอำเภอครบุรี จ.นครราชสีมา พร้อมด้วยนายมะลิ จรครบุรี กำนันตำบลโคกกระชาย เดินทางไปที่บ้านเลขที่ 55 หมู่ 11 ต.จระเข้หิน อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา เพื่อเยี่ยมเยียนให้กำลังใจครอบครัวของนายสมาน ชุ่มใหญ่ อายุ 57 ปี ผู้พิการทางตาบอดทั้งสองข้าง ซึ่งเป็นผลพวงจากการผ่าตัดเนื้องอกในสมองตั้งแต่ปี 2540 ที่ผ่านมา แต่ยังคงมีกำลังใจล้นเปี่ยมที่จะต่อสู้ชีวิต อีกทั้งยังมีความสามารถที่ไม่น่าเชื่อ คือสามารถ ปะ ชุน รวมถึงสานแหได้อย่างพิถีพิถัน และใช้งานได้อย่างดีเยี่ยม เป็นที่ชื่นชอบของบรรดาชาวประมงในพื้นที่ ซึ่งมาใช้บริการสั่งซื้อ สั่งทำแหจากนายสมาน เป็นประจำ ซึ่งแหแต่ละปากนายสมาน ต้องใช้ระยะเวลาทำนานกว่า 2 เดือน แต่คิดราคาถูกกว่าท้องตลาดเพียงปากละ 700-1,000 บาทเท่านั้น แล้วแต่ขนาด โดยนายสมาน บอกว่าถึงแม้จะเป็นค่าตอบแทนที่ไม่มากมายนัก แต่ก็ยังภูมิใจที่แม้ว่าตัวเองจะตาบอด ก็ยังสามารถหาเงินช่วยเหลือจุนเจือครอบครัวได้ และมีกำลังใจที่จะใช้ชีวิตอยู่ต่อไปในสังคมได้อย่างภาคภูมิ นอกจากนี้นายสมาน ยังทำงานบ้านต่างๆ ช่วยเหลือตัวเองได้เหมือนคนปกติ และยังดูหนังดูละครได้อย่างมีอรรถร
