งา
งาขี้ม้อน เป็นชื่อที่ไม่คุ้นหูสำหรับคนทั่วไป แต่คนในภาคเหนือคุ้นเคยกับชื่อนี้ดี งาขี้ม้อนเป็นพืชพื้นเมืองของทางภาคเหนือ มีการเพาะปลูกกันมาช้านาน งาขี้ม้อนพบการแพร่กระจายตั้งแต่พื้นที่เขตภูเขาหิมาลัย พื้นที่ภูเขาในจีนถึงเอเชียตะวันออก เมื่อมีการอพยพย้ายถิ่นฐานของคนเอเชียเข้าไปตั้งรกรากในประเทศสหรัฐอเมริกาปลายปี พ.ศ. 2343 (ค.ศ. 1800) ผู้อพยพได้นำเมล็ดงาขี้ม้อนไปปลูกด้วย งาขี้ม้อนสามารถเจริญเติบโตปรับตัวได้ดีเข้ากับสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมที่นั่น ในประเทศไทยพบงาขี้ม้อนได้ทั่วไปในภาคเหนือ ตั้งแต่ระดับความสูง 300-1,000 เมตร จากระดับน้ำทะเล แหล่งปลูกอยู่ที่เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน พะเยา แพร่ น่าน ลำพูน ลำปาง เริ่มมีการปลูกกันบ้างที่สุโขทัย งาขี้ม้อน เป็นพืชน้ำมันที่สำคัญชนิดหนึ่งที่เพิ่งมาเป็นที่รู้จักในหมู่คนรักสุขภาพเมื่อไม่นานมานี้ เนื่องจากงาขี้ม้อนมีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีประโยชน์ต่อร่างกายหลายด้าน งาขี้ม้อนได้กลายเป็นพืชอุตสาหกรรมน้ำมันพืชชนิดใหม่กำลังเป็นที่ต้องการอย่างมาก งาขี้ม้อน มีชื่อเรียกตามแต่ละท้องถิ่นได้อีกหลายชื่อ เช่น งาปุก งานก (คนเมือง) งาม้อน งาหอม งามน (แม่ฮ่อง
คุณรุ่งโรจน์ คำมาสาร ประธานกรรมการวิสาหกิจชุมชนต้นบุญ อยู่บ้านเลขที่ 17 หมู่ 2 ตำบลห้วยผา อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เล่าว่า งาถือเป็นพืชเศรษฐกิจของจังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยชาวบ้านปลูกกันมาอย่างช้านาน เมื่อผลผลิตออกมาในสมัยก่อนก็จะขายแบบผลผลิตทั่วไป จึงทำให้ราคาที่ได้เป็นไปตามกลไกลของตลาด ไม่สามารถกำหนดราคาได้ ต่อมาจึงมีแนวความคิดด้วยการเพิ่มมูลค่า คือ นำมาทำการแปรรูปเพื่อให้ผลผลิตขายได้ราคาเพิ่มมากขึ้น “ในสมัยก่อนชาวบ้านก็จะปลูกกันมาก พอผลผลิตเริ่มมีมากก็จะไม่มีที่ขาย จึงทำให้ได้ราคาไม่ดีเท่าที่ควร ต่อมาจึงได้มีความคิดที่จะรวมกลุ่มกัน เพื่อนำมาแปรรูป โดยให้อยู่ภายใต้มาตรฐานจีเอ็มพี(GMP) โดยนำงาดิบมาทำการแปรรูป เพื่อรักษาคุณค่าทางอาหารที่มีอยู่ในงา จึงมาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด” คุณรุ่งโรจน์ บอก คุณรุ่งโรจน์ บอกว่า งาที่ทำการแปรรูปออกมาแล้วจะได้เป็นน้ำมันงา ที่ใช้กินสดคู่กับผักสลัดหรือจะผสมกับอาหารทั่วไป โดยทานวันละ 1 ช้อนโต๊ะ ซึ่งงาแต่ละชนิดมีประโยชน์แตกต่างกัน เช่น งาดำจัดว่าให้แคลเซียมสูง ส่วนงาขาวจะมีวิตามินอีสูง จึงถือได้ว่ามีคุณประโยชน์ต่อร่างกายเพราะจัดว่าเป็นไขมันดี “การบริโภ
ทำเอาน้ำมันงาดำสกัดเย็นขายดีเป็นเทน้ำเทท่าเลยทีเดียว เมื่ออาจารย์หมอ (รศ.ดร.ปรัชญา คงทวีเลิศ ภาควิชาชีวเคมี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) ออกมาประกาศความสำเร็จ หลังจากทำการวิจัยและทดลองมานานกว่า 5 ปี ก็สามารถยืนยันอย่างชัดเจนว่า สารเซซามีนในงาดำมีฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็ง ป้องกันโรคข้อเสื่อม กระดูกพรุนได้ โดยจะเข้าไปทำให้แคลเซียมประสานกับกระดูกเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยฟื้นฟูโรคเกี่ยวกับสมอง อาทิ เส้นเลือดอุดตันในสมอง เส้นเลือดแตก อันเป็นสาเหตุของการเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต ว่าแต่…แล้วเราจะกินอย่างไรจึงจะช่วยป้องกันโรค ง่ายที่สุดคือ โรยข้าวกิน ควรจะเคี้ยวงาให้แตกก่อนกลืน เพราะสารเซซามีนในเมล็ดงาจะได้มีโอกาสได้ทำหน้าที่สร้างคุณประโยชน์แก่ร่างกายเรา หรือจะบดเป็นผงก่อนค่อยโรยข้าวก็สะดวกดี โดยเฉพาะ “น้ำเต้าหู้งาดำ” เมนูนี้ภูมิใจนำเสนอ เพราะไม่เพียงป้องกันมะเร็ง ยังเป็นเครื่องดื่มที่เหมาะสำหรับวัยทอง ที่สำคัญงาดำมีแคลเซียมมากกว่านมวัวถึง 6 เท่า และแร่ธาตุที่สำคัญอีกมากมาย รวมทั้งวิตามินอี วิตามินบี ช่วยบำรุงระบบประสาท ถ้าเป็นหนุ่มสาวให้กินวันละ 3-4 ช้อน ถ้าเริ่มเข้าวัยทอ
