งาดำ
กระแสการดูแลสุขภาพยังคงมาแรงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้บริโภคหันมาใส่ใจเลือกอาหารและเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะกลุ่มธัญพืชและซูเปอร์ฟู้ดอย่าง “งาดำ” ที่ได้รับความนิยมเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นแหล่งรวมคุณค่าทางโภชนาการ และมีสรรพคุณเด่นที่ได้รับการยอมรับจากผู้เชี่ยวชาญว่ามีประโยชน์หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น บำรุงกระดูกและผิวพรรณ, บำรุงหัวใจ, บำรุงเส้นผม, ลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด, ช่วยให้นอนหลับดีขึ้น, ช่วยเรื่องการขับถ่าย, ชะลออาการอัลไซเมอร์ในผู้สูงอายุ นอกจากนี้ สารเซซามินในงาดำยังมีคุณสมบัติช่วยต้านมะเร็ง ซึ่งในทางการแพทย์แผนจีน ก็มีการนำงาดำมาใช้บำรุงสายตาและตับไปพร้อม ๆ กันอีกด้วย ด้วยความเข้าใจในคุณประโยชน์ของงาดำผสานกับเทรนด์สุขภาพที่เติบโตขึ้น แลคตาซอยจึงได้นำเสนอผลิตภัณฑ์แลคตาซอยผสมงาดำธรรมชาติ ที่อุดมไปด้วยคุณค่าน้ำนมถั่วเหลืองคุณภาพกับงาดำเข้มข้นมาอย่างยาวนาน โดยรสชาติงาดำนี้ ถือว่าได้รับความนิยมมาก และเป็นหนึ่งในสินค้าที่ขายดีมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด แลคตาซอยงาดำ มาในขนาด 200 ml. ราคาเพียง 10 บาท สามารถหาซื้อได้แล้วที่ร้าน 7-Eleven ทุกสาขาทั่วประเทศ ซึ่งการขยายช่องทางการจ
นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยพืชไร่อุบลราชธานี กรมวิชาการเกษตร ได้ดำเนินงานวิจัยงาทั้งด้านเทคโนโลยีการปลูก การผลิตงา และการแปรรูป มีองค์ความรู้และเทคโนโลยีการปลูกงาในสภาพไร่และนา ทั้งในระบบอินทรีย์ เกษตรดีที่เหมาะสม (GAP) และเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์ วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว และการแปรรูปงาเพิ่มเพื่อมูลค่าให้แก่งา พร้อมที่จะถ่ายทอดให้แก่กลุ่มเกษตรกรที่สนใจ โดยเฉพาะ “งาดำพันธุ์อุบลราชธานี 3” ซึ่งลักษณะเด่นให้ผลผลิตเฉลี่ย 135 กิโลกรัมต่อไร่ เมล็ดโต มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง 12,813 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม แคลเซียมสูง 0.73% และมีอายุเก็บเกี่ยว 80-85 วัน ที่ผ่านมาเกษตรกรมีความพึงพอใจกับผลผลิต “งาดำพันธุ์อุบลราชธานี 3” สามารถปลูกเป็นพืชหลังนา ทดแทนการปลูกข้าวนาปรัง มีรายได้เสริมจากการจำหน่ายผลผลิตงาดำพันธุ์อุบลราชธานี 3 รวมทั้งผู้ประกอบการมีความพึงพอใจกับผลผลิตงาอินทรีย์แต่ยังมีปัญหาปริมาณผลผลิตยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด การเพิ่มพื้นที่ของการปลูกงาดำพันธุ์อุบลราชธานี 3 จึงมีความจำเป็น ซึ่งเกษตรกรรายใหม่มีความสนใจและอยากเรียนรู้การปลูกงาดำพันธุ์อุบล
ประเทศไทย มีพื้นที่ปลูกงาดำปีละ 80,000 – 120,000 ไร่ ให้ผลผลิตปีละ 6,000 – 8,000 ตัน ซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันตลาดภายในประเทศให้ความสนใจงาดำมากขึ้น โดยนำมาใช้เป็นอาหารเพื่อสุขภาพและใช้น้ำมันงาดำเป็นยารักษาโรค งา เป็นพืชอาหารเพื่อสุขภาพโดยแท้ เนื่องจากมีธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น ธาตุแคลเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และแมงกานีส นอกจากนี้ ยังมีสารพิเศษคือ สารต้านอนุมูลอิสระซึ่งเป็นประโยชน์ต่อร่างกายอย่างยิ่ง ส่วนน้ำมันที่ได้จากงาจะเป็นไขมันชนิดดี คือเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวถึง 85 เปอร์เซ็นต์ ชนิดของกรดไขมันจะเป็นกรดลิโนเลอิค และโอเออิค แอซิด ซึ่งเป็นกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย เมล็ดงาดำ นับเป็นส่วนประกอบในอาหารประเภทชีวจิต เนื่องจากมีธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์เกือบครบถ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีปริมาณธาตุแคลเซียมและฟอสฟอรัสมากในเมล็ดงา และมีสัดส่วนพอเหมาะกับความต้องการของร่างกาย จึงเหมาะอย่างยิ่งที่จะใช้เป็นอาหารเพื่อสุขภาพ นอกจากนั้น ผู้บริโภคจำนวนมากยังนิยม “กินงาดำเป็นยา” เพื่อรักษาโรค ในอดีตแพทย์แผนโบราณนิยมใช้น
ทำเอาน้ำมันงาดำสกัดเย็นขายดีเป็นเทน้ำเทท่าเลยทีเดียว เมื่ออาจารย์หมอ (รศ.ดร.ปรัชญา คงทวีเลิศ ภาควิชาชีวเคมี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) ออกมาประกาศความสำเร็จ หลังจากทำการวิจัยและทดลองมานานกว่า 5 ปี ก็สามารถยืนยันอย่างชัดเจนว่า สารเซซามีนในงาดำมีฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็ง ป้องกันโรคข้อเสื่อม กระดูกพรุนได้ โดยจะเข้าไปทำให้แคลเซียมประสานกับกระดูกเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยฟื้นฟูโรคเกี่ยวกับสมอง อาทิ เส้นเลือดอุดตันในสมอง เส้นเลือดแตก อันเป็นสาเหตุของการเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต ว่าแต่…แล้วเราจะกินอย่างไรจึงจะช่วยป้องกันโรค ง่ายที่สุดคือ โรยข้าวกิน ควรจะเคี้ยวงาให้แตกก่อนกลืน เพราะสารเซซามีนในเมล็ดงาจะได้มีโอกาสได้ทำหน้าที่สร้างคุณประโยชน์แก่ร่างกายเรา หรือจะบดเป็นผงก่อนค่อยโรยข้าวก็สะดวกดี โดยเฉพาะ “น้ำเต้าหู้งาดำ” เมนูนี้ภูมิใจนำเสนอ เพราะไม่เพียงป้องกันมะเร็ง ยังเป็นเครื่องดื่มที่เหมาะสำหรับวัยทอง ที่สำคัญงาดำมีแคลเซียมมากกว่านมวัวถึง 6 เท่า และแร่ธาตุที่สำคัญอีกมากมาย รวมทั้งวิตามินอี วิตามินบี ช่วยบำรุงระบบประสาท ถ้าเป็นหนุ่มสาวให้กินวันละ 3-4 ช้อน ถ้าเริ่มเข้าวัยทอ
