งาดำพันธุ์อุบลราชธานี 3
นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยพืชไร่อุบลราชธานี กรมวิชาการเกษตร ได้ดำเนินงานวิจัยงาทั้งด้านเทคโนโลยีการปลูก การผลิตงา และการแปรรูป มีองค์ความรู้และเทคโนโลยีการปลูกงาในสภาพไร่และนา ทั้งในระบบอินทรีย์ เกษตรดีที่เหมาะสม (GAP) และเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์ วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว และการแปรรูปงาเพิ่มเพื่อมูลค่าให้แก่งา พร้อมที่จะถ่ายทอดให้แก่กลุ่มเกษตรกรที่สนใจ โดยเฉพาะ “งาดำพันธุ์อุบลราชธานี 3” ซึ่งลักษณะเด่นให้ผลผลิตเฉลี่ย 135 กิโลกรัมต่อไร่ เมล็ดโต มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง 12,813 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม แคลเซียมสูง 0.73% และมีอายุเก็บเกี่ยว 80-85 วัน ที่ผ่านมาเกษตรกรมีความพึงพอใจกับผลผลิต “งาดำพันธุ์อุบลราชธานี 3” สามารถปลูกเป็นพืชหลังนา ทดแทนการปลูกข้าวนาปรัง มีรายได้เสริมจากการจำหน่ายผลผลิตงาดำพันธุ์อุบลราชธานี 3 รวมทั้งผู้ประกอบการมีความพึงพอใจกับผลผลิตงาอินทรีย์แต่ยังมีปัญหาปริมาณผลผลิตยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด การเพิ่มพื้นที่ของการปลูกงาดำพันธุ์อุบลราชธานี 3 จึงมีความจำเป็น ซึ่งเกษตรกรรายใหม่มีความสนใจและอยากเรียนรู้การปลูกงาดำพันธุ์อุบล
