จังหวัดสตูล
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) โดย สำนักงานปลัด อว. กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) และมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา (มรภ.สงขลา) ลงนามความร่วมมือกับจังหวัดสตูล นำองค์ความรู้สมัยใหม่พัฒนาสู่จังหวัดสีเขียว รวมถึงทำให้จังหวัดเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษทางมรดกวัฒนธรรม ผ่านอุทยานธรณีโลก “สตูลจีโอพาร์ค” พร้อมต่อยอดผลิตภัณฑ์พริกไทยสุไหงอุเปเป็นสินค้าอัตถลักษณ์ สร้างสินค้าปลอดสารเคมีวันที่ 1 เมษายน 2565 ศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัด อว. เป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “การพัฒนาจังหวัดสตูลสู่ความยั่งยืน ภายใต้แนวทางการพัฒนา BCG ระหว่าง สป. วศ. วช. ปส. มรภ.สงขลา และจังหวัดสตูล โดยมี นายเอกรัฐ หลีเส็น ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล นางสาวสุณีย์ เลิศเพียรธรรม หัวหน้าผู้ตรวจราชการ กระทรวง อว. ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อํานวยการ วช. นางสาวภัทริยา ไชยมณี รองอธิบดี วศ. นางสุชิน อุดมพร รอง เลขาธิการ ปส. และรองศาสตราจารย์ ดร.ทัศนา ศิริโชติ อธิบดี มรภ.สงขลา ร่วมกันลงนามในครั้งนี้ศาสตราจารย์ ดร.นาย
“ปูนิ่มทอดกระเทียมพริกไทย” เป็นหนึ่งในเมนูอาหารทะเลยอดนิยมที่หลายคนติดอกติดใจ แต่หลายคนที่ไม่รู้จักว่าปูนิ่มคืออะไร บ้างครั้งเข้าใจผิดว่าปูนิ่มเป็นปูพันธุ์ใหม่ที่มีเปลือกนิ่มโดยธรรมชาติ ความจริงแล้ว ปูนิ่ม คือ ปูทะเลหรือปูดำที่อาศัยอยู่ในทะเลตามธรรมชาติ แต่ช่วงการเจริญเติบโต ปูจะมีการลอกคราบเหมือนกุ้ง เมื่อลอกคราบแล้วตัวปูจะโตขึ้นกว่าเดิม ในช่วงชีวิตการเจริญเติบโต ปูจะลอกคราบหลายสิบครั้ง หลังลอกคราบตัวจะนิ่มทั้งหมดรวมถึงกระดองด้วย หลังจากนั้น จะค่อยๆ แข็งขึ้นในไม่กี่ชั่วโมงหลังลอกคราบ ในการลอกคราบตามธรรมชาติ เมื่อถึงเวลาลอกคราบปูก็จะต้องหาที่หลบซ่อนเพื่อให้พ้นจากศัตรูหรือแม้แต่พวกเดียวกันเอง เพราะในช่วงจังหวะนั้นปูจะไม่สามารถต่อสู้หรือหลบหนีศัตรูได้ มีแต่ตกเป็นอาหารของสัตว์อื่นอย่างเดียว สมัยก่อน ปูนิ่มสามารถจับได้จากธรรมชาติแต่เพียงอย่างเดียว แต่ปัจจุบันผู้คนรู้จักและเข้าใจวิถีการเจริญเติบโตของปูมากขึ้น จึงนำปูทะเลหรือปูดำมาเพาะเลี้ยงเพื่อผลิตปูนิ่มออกจำหน่าย ทำให้คนไทยสามารถบริโภคปูนิ่มได้ง่ายขึ้น ถึงแม้ราคาแพงอยู่บ้างแต่ก็คุ้มค่าเพราะปูนิ่มสามารถนำมาทำอาหารได้ทั้งตัวนั่นเอง จังหวัดส
“บุหงาปูดะ” หรือ “ขนมดอกลำเจียก” เป็นขนมพื้นเมืองชื่อดังของจังหวัดสตูล แต่คนไทยทั่วไปรู้จักขนมนี้ในชื่อว่า “บุหงาบูดะ” ซึ่งเพี้ยนมาจาก คำว่า “บุหงาปูดะ” หรือ “โกยปูดะ” ที่แปลว่า “ขนมดอกเตย” ซึ่งในที่นี้หมายถึง ดอกเตยปาหนัน หรือบางคนอาจรู้จักในชื่อ ต้นลำเจียก หรือ เตยทะเล ที่ขึ้นอยู่ตามชายทะเลทั่วไป ผลมีลักษณะเป็นเหลี่ยม ดอกมีสีขาว มีลักษณะคล้ายคลึงกับขนมบุหงาบูดะ บุหงาบูดะ เป็นขนมพื้นบ้านที่ทำสืบทอดกันมานานกว่าร้อยปีแล้ว ในอดีตขนมชนิดนี้ถือเป็นขนมหวานสำหรับชนชั้นสูง ทำกันมาตั้งแต่สมัยพระยาสมันตรัฐ โดยคนในสายสกุลกรมเมือง ที่เข้าไปรับใช้อยู่ในวังเก่าเจ้าเมืองสะโตย หรือจังหวัดสตูลในปัจจุบัน ขนมบุหงาบูดะได้รับอิทธิพลเข้ามาจากประเทศมาเลเซีย แต่ปัจจุบันไม่พบขนมชนิดนี้ในประเทศมาเลเซียแล้ว แต่หาซื้อได้ในบางอำเภอของจังหวัดสตูล ที่มีเขตแดนติดกับประเทศมาเลเซีย หาซื้อได้ง่ายในพื้นที่อำเภอละงูและในอำเภออื่นๆ สมัยอดีต ขนมบุหงาปูดะ มีเฉพาะสีขาว นิยมใช้ต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองและใช้เป็นบททดสอบหญิงสาวที่จะคัดเลือกเป็นคู่ครอง เนื่องจากขนมบุหงาปูดะเป็นขนมที่ทำยาก คนที่ทำขนมชนิดนี้ได้จะต้องเป็นคนสุขุม เยือก
หากติดตามข่าวคราวในแวดวงการเกษตรบ้านเรา เป็นที่น่ายินดีว่ามีคนรุ่นใหม่จำนวนหนึ่งหันมาทำการเกษตรอย่างจริงจัง โดยเริ่มค่อยๆ ศึกษาหาความรู้ ตั้งต้นจากการทำเป็นอาชีพเสริมก่อน จนเมื่อทุกอย่างลงตัวจึงตัดสินใจทำเป็นอาชีพหลัก มูลไส้เดือน ประโยชน์มาก อย่าง คุณไพฑูรย์ ไชยรักษ์ อายุ 35 ปี เจ้าของ รัตนชัยฟาร์มไส้เดือน จังหวัดสตูล ตั้งอยู่ บ้านเลขที่ 14 หมู่ที่ 7 ตำบลแป-ระ อำเภอท่าแพ จังหวัดสตูล ซึ่งหนุ่มคนนี้ยังคงทำงานในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ที่รัฐปีนัง ประเทศมาเลเซีย เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านทางโทรศัพท์ แต่ได้ใช้วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ และเวลาว่างทำฟาร์มไส้เดือน ตั้งแต่ต้นปีนี้ โดยให้พ่อแม่คอยช่วยดูแล ก่อนที่เขาวางแผนจะมาทำเต็มตัวในอีกไม่ช้า เพื่อจะได้มีเวลาอยู่กับครอบครัวเต็มที่ คุณไพฑูรย์ มีดีกรีปริญญาตรี สาขาการจัดการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ พูดถึงแรงบัลดาลใจของการเลี้ยงไส้เดือนว่า มีที่มาที่ไปจากการที่อยากจะกลับมาอยู่ดูแลพ่อแม่ที่จังหวัดสตูล บวกกับความตั้งใจที่จะเดินหาช่องทางความเป็นไปได้เรื่องปุ๋ยในเส้นทางเกษตรแบบยั่งยืน และสามารถผลิตปุ๋ยใช้เองได้ จึงพยายามหาข้อมูลทางอ
วันนี้ (5 ส.ค. 63) การยางแห่งประเทศไทย ร่วม สหกรณ์กองทุนสวนยาง จังหวัดสตูล ลงนาม MOU การนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ แปรรูปบล็อกยางปูพื้นรูปตัวหนอน หนุนสถาบันเกษตรกรพร้อมแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ยางมีคุณภาพสร้างมูลค่าเพิ่ม และรายได้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง นายประพันธ์ บุณยเกียรติ ประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทย เผยว่า กยท. ที่ได้เห็นความสำคัญในการนำผลงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่เป็นผลจากการค้นคว้า ศึกษา วิจัย ขยายผลสู่เกษตรกรชาวสวนยาง สถาบันเกษตรกรชวนยาง และผู้ประกอบการยาง ให้สามารถนำผลงานวิจัยและเทคโนโลยีไปใช้ประโยชน์ สร้างมูลค่าให้กับผลผลิตยาง และสร้างรายได้ให้สถาบันเกษตรกร อันจะนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาง ส่งเสริมให้เกิดการนำผลผลิตยางมาใช้ในประเทศเพิ่มมากขึ้น ลดการพึ่งพาการส่งออกวัตถุดิบยางเพียงอย่างเดียว นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เผยว่า กยท. เห็นถึงศักยภาพและความเข้มแข็งของชุมนุมสหกรณ์กองทุนสวนยางสตูล จำกัด ในการแปรรูปยางซึ่งเป็นผลผลิตจากเกษตรกรชาวสวนยางในจังหวัดสตูล จึงนำผลงานวิจัย บล็อกยางปูพื้นรูปตัวหนอน ของ กยท. มาขยายผลสู่สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง มีวัตถุประสงค์เพื
โครงการฝายคลองท่าแพรอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลควนโดน อำเภอควนโดน จังหวัดสตูล เป็นโครงการในโครงการพัฒนาลุ่มน้ำจังหวัดสตูล ที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรพระราชทานพระราชดำริให้วางโครงการเพื่อช่วยเหลือราษฎรซึ่งขาดแคลนน้ำใช้ในการเกษตร โดยโครงการฝายคลองท่าแพรฯ เป็นฝายคอนกรีตเสริมเหล็ก ความยาวสันฝาย 13.10 เมตร สูง 1.50 เมตร ควบคุมการทดน้ำและระบายน้ำโดยใช้บานระบาย ชนิดบานโค้ง มีคลองส่งน้ำ จำนวน 7 สาย ความยาวรวม 37.189 กิโลเมตร และมีคลองระบายน้ำ 2 สาย ความยาวรวม 18.840 กิโลเมตร โครงการฝายคลองท่าแพรฯ สามารถส่งน้ำเข้าช่วยพื้นที่การเกษตรให้แก่ราษฎรในเขต ตำบลควนโดน อำเภอควนโดน ตำบลควนโพธิ์ ตำบลฉลุง ตำบลบ้านควน อำเภอเมือง รวม 4 ตำบล 17 หมู่บ้าน พื้นที่การเกษตร ประมาณ 10,000 ไร่ และส่งน้ำช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกในช่วงฤดูแล้งประมาณ 600 ไร่ ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชดำริเมื่อวันที่ 18 -19 กันยายน 2520 ให้กรมชลประทานพิจารณาวางโครงการพัฒนาลุ่มน้ำทั้งหมดในเขตจังหวัดสตูลไว้เป็นแผนแม่บท (Master Plan) และพระราชท
ทั่วพื้นที่ประเทศไทย สมุนไพรพื้นบ้าน เป็นสิ่งที่หาได้ง่ายในอดีต แต่ปัจจุบันถูกปรับเปลี่ยนที่มาหรือพื้นที่ปลูกไปเกือบหมด ด้วยการที่มนุษย์นำมาปลูกเอง ปลูกใส่ภาชนะที่แตกต่างออกไป ในกรณีที่พื้นดินปลูกมีความเหมาะสมไม่เพียงพอ หรือปล่อยให้สมุนไพรเฉพาะถิ่นขึ้นได้เฉพาะที่จริงๆ ขึ้นในพื้นที่เดิมต่อไป และทำได้เพียงการอนุรักษ์ไว้ ไม่ให้สูญหายไปเท่านั้น กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกสมุนไพรและแปรรูปสมุนไพร หมู่ที่ 3 บ้านถ้ำทะลุ ตำบลควนโดน อำเภอควนโดน จังหวัดสตูล เป็นกลุ่มหนึ่งที่มีความเข้มแข็ง แม้จะมีสุภาพสตรีเป็นส่วนใหญ่ กลุ่มนี้ ก่อตั้งขึ้น เพราะเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์สมุนไพร และประโยชน์จากสมุนไพรในท้องถิ่น ในการสร้างรายได้เสริมให้กับครัวเรือน โดยมีผู้หญิงหรือแม่บ้าน ที่ว่างจากงานประจำรวมตัวกันก่อตั้งขึ้น ก่อนจะมีพ่อบ้านหรือผู้ชายมาสมทบ ช่วยจัดการในงานที่เหมาะสำหรับผู้ชาย คุณอุสมาน แกสมาน ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกสมุนไพรและแปรรูปสมุนไพร พาสมาชิกกลุ่ม กว่า 10 คน มาให้การต้อนรับ เมื่อผู้เขียนไปถึง จำนวน 1 ในนั้น เป็นครูของสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.)
วันที่ 17 พฤษภาคม นายภัทรพนธ์ รัตนพิเชฏฐชัย ผวจ.สตูล ยอมรับว่า การจัดนิคมให้กับลิงในพื้นที่ จ.สตูล ซึ่งอยู่ในบัญชีรายชื่อจังหวัดวิกฤตในด้านการแก้ปัญหาลิง จากทั้งหมด 12 จว.นั้น หลังได้ส่งรอง ผวจ.สตูล และ ทศจ.เข้าร่วมประชุมกับกรรมาธิการรัฐสภา ก็เห็นว่าปัญหาการสร้างนิคมให้ลิงเริ่มได้รับการยอมรับมากขึ้น โดยคณะกรรมาธิการเห็นว่าสถานที่เหมาะสมในการจัดสร้างนิคมให้ลิงต้องเป็นเกาะที่อยู่ห่างไกลต่างๆ โดยในส่วนของจังหวัดสตูลได้เริ่มมีขึ้นแล้วตั้งแต่ปี 2559 ที่เกาะโกย โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการติดตามประเมินผลว่าได้ผลมากน้อยเพียงไร ทั้งนี้ที่เกาะโกยต้องมาดูผลหลังการทดลองว่าที่มีการปลูกอาหารไว้ให้ ขุดแหล่งน้ำไว้ให้ จะได้ผลไหมสำหรับการเป็นที่อยู่ของลิง ส่วนแนวคิดที่บอกว่าทำหมันก่อนปล่อยนั้น แค่จับมาก็ยากอยู่แล้วส่วนการทำหมันก่อนนั้นมีค่าใช้จ่ายตามมา เรื่องไม่ง่าย ซึ่งต้องมีการพูดคุยกันอีกเยอะ โดยในเดือน พ.ค. 2559 ที่ผ่านมา หลังเกิดปัญหาประชากรลิงที่เพิ่มมากขึ้น จังหวัดสตูลได้นำลิงเสมหลายร้อยตัวมาปล่อยที่เกาะโกย ซึ่งเป็นเกาะกลางทะเล หมู่ที่ 2 ต.ตันหยงโป อ.เมือง จ.สตูล เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนรำคาญให้แก่
นายภัทรพนธ์ รัตนพิเชฏฐชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล เปิดเผยว่า หลังจากเจ้าหน้าที่ขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ “ยูเนสโก” (UNESCO)ได้เดินทางลงพื้นที่ จังหวัดสตูล เพื่อประเมินการเตรียมความพร้อมของอุทยานธรณีสตูล ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอทุ่งหว้า อำเภอมะนัง อำเภอละงู และ อำเภอเมือง (ในเขตอุทยานแห่งชาติตะรุเตา) ระหว่างวันที่ 25-29 กรกฎาคมที่ผ่านมา ก่อนก้าวสู่อุทยานธรณีโลก พบว่า จังหวัดสตูลมีความพร้อมทั้งด้านข้อมูลประวัติศาสตร์และซากดึกดำบรรพ์ รวมทั้งทรัพยากรที่มีอยู่ ซึ่งมีความโดดเด่นทางด้านธรณีวิทยา และควรค่าแก่การอนุรักษ์เป็นอย่างมาก ผู้ว่าราชการจังหวัด สตูล กล่าวว่า อย่างไรก็ตามทางจังหวัดสตูลต้องการสร้างการรับรู้ให้กับประชาชนในวงกว้างมากยิ่งขึ้น จึงได้มอบหมายให้ นางสาวดวงใจมาตยานุมัติ ประชาสัมพันธ์จังหวัดสตูล จัดทำเพจ “PR Satun Geopark” ซึ่งจะเป็นอีกช่องทางหนึ่งทางโซเชียลมีเดีย ที่ประชาชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น และส่งภาพแห่งความประทับใจให้เพื่อนๆ ร่วมชื่นชมความงดงามของสถานที่ใน จ.สตูลได้อีกด้วย นายภัทรพนธ์ กล่าวด้วยว่า จึงข
