จังหวัดเลย
BEDO หนุนเสริมชุมชนเมืองดอกฝ้ายบาน ดัน ฝ้ายตุ่ย สู่วิถีผ้าทอ “คุณค่าดีๆ ต้นน้ำเลย” หนึ่งเดียวในภูหลวง BEDO ให้การส่งเสริมด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากทรัพยากรสร้างเศรษฐกิจในชุมชนบ้านศรีเจริญ ตำบลเลยวังไสย์ อำเภอภูหลวง จังหวัดเลย เป็นชุมชนที่ตั้งอยู่ตอนบนของแม่น้ำเลย เป็นพื้นที่ต้นน้ำ มีทรัพยากรชีวภาพที่โดดเด่นและสำคัญต่อวิถีชีวิตชุมชน ผลิตภัณฑ์จากผ้าทอจากฝ้ายอินทรีย์สายพันธุ์พื้นบ้าน ย้อมด้วยสีธรรมชาติจากฝ้ายตุ่ยและฝ้ายขาว โดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น และทอด้วยมือ ตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าร่วมสมัย ฝ้ายตุ่ยยังถือเป็นพืชที่เกี่ยวข้องกับวิถีวัฒนธรรมเครื่องนุ่งห่มที่จังหวัดเลย ซึ่งมีชื่อเสียงในเรื่องเมืองแห่งฝ้าย ขณะที่ตำบลเลยวังไสย์มีพื้นที่ปลูกฝ้ายมากที่สุดของจังหวัด การปลูกฝ้ายของตำบลเลยวังไสย์มีการปลูกแบบอินทรีย์ ไม่ใช้สารเคมีใดๆ เมื่อปลูกแล้วจะนำฝ้ายที่ได้มาผ่านกระบวนการ อิ้ว เข็น ปั่นด้าย และทอเป็นผ้าผืนใช้ในครัวเรือนเป็นส่วนใหญ่ สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ BEDO เบโด้ ได้ส่งเสริม เห็นคุณค่าและศักยภาพของฝ้ายตุ่ย จึงได้สนับสนุนให้มีการพัฒนาการทอเป็นผ้าหน้ากว้าง พัฒนารูปแบบลวด
นางเพ็ญศิริ วงษ์วาท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 3 จังหวัดอุดรธานี (สศท.3) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงพืชทางเลือก “ไผ่เลี้ยงทวาย” หรือ “ไผ่สะดิ้ง” ซึ่งเป็นพืชทางเลือกที่ช่วยสร้างรายได้ ให้เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดเลย โดยไผ่เลี้ยงที่นิยมปลูกเพื่อบริโภคและจำหน่ายในปัจจุบันมี 2 พันธุ์ ได้แก่ พันธุ์ปกติ และพันธุ์ทวาย โดยพันธุ์ปกติ จะออกหน่อในฤดูฝน ช่วงเดือนมิถุนายน – สิงหาคม ส่วนพันธุ์ทวาย หรือที่ชาวบ้านเรียก อีกชื่อหนึ่งว่าไผ่สะดิ้ง จะสามารถออกหน่อได้ตลอดทั้งปี สำหรับไผ่พันธุ์ทวาย เป็นพืชที่ปลูกและดูแลรักษาง่าย ตลาดมีความต้องการมาก สามารถขายได้ทั้งในรูปหน่อสดและนำมาแปรรูป เช่น หน่อไม้ดองทั้งหน่อ หรือดองในรูปหน่อไม้สับ นอกจากนี้ การปลูกไผ่เลี้ยงทวายจะไม่มีการใช้สารเคมี เพราะจะทำให้หน่อไม้ตาย ทำให้เกษตรกรและผู้บริโภคปลอดภัยจากสารเคมี ซึ่งจากการลงพื้นที่ของ สศท.3 เพื่อติดตามสถานการณ์การผลิต และการตลาดไผ่เลี้ยงทวาย พบว่า จังหวัดเลย มีสภาพภูมิประเทศและอากาศที่เหมาะสม น้ำไม่ท่วมขังเนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่บนที่สูง และสามารถเจาะน้ำบาดาลขึ้นมาใช้ได้จึงเหมาะสมกับการ
วันที่ 15 มีนาคม 2565 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สนับสนุนสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ ถ่ายทอดความรู้การพัฒนาชุดข้อมูลพื้นฐานไม้ดอกไม้ประดับอัตลักษณ์ประจำถิ่นเพื่อประโยชน์เชิงพาณิชย์ ด้วยแนวทางมาลัยวิทยสถาน ให้แก่ผู้ประกอบการไม้ดอกไม้ประดับในจังหวัดเลย ณ สำนักงานเกษตรจังหวัดเลย โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานเปิดการอบรม ดร.อนันต์ พิริยะภัทรกิจ และคณะนักวิจัย จาก วว. เป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้จากงานวิจัยให้แก่ผู้เข้าอบรม ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้สนับสนุนโครงการมาลัยวิทยสถาน โดยเป็นแนวคิดของ ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ดำเนินการโดย วว. ในการนำเอานวัตกรรม วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี การพัฒนาองค์ความรู้ที่ยั่งยืน สู่การพัฒนาตลอดห่วงโซ่การผลิต อาทิ การพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ การคัดเลือกต้นพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับที่แข็งแรงปล
เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2565 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย เพื่อเยี่ยมชมการพัฒนาชุดข้อมูลพื้นฐานไม้ดอกไม้ประดับอัตลักษณ์ประจำถิ่น เพื่อประโยชน์เชิงพาณิชย์ ด้วยแนวทางมาลัยวิทยสถาน ดำเนินโครงการโดย ดร.อนันต์ พิริยะภัทรกิจ และคณะนักวิจัย จากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ได้สนับสนุนโครงการมาลัยวิทยสถาน ให้แก่ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ดำเนินโครงการฯ เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ ด้วยการผลิตไม้ดอกไม้ประดับ โดยใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ทำให้สามารถยกระดับภาคเกษตรเป็นธุรกิจ สร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการต่อเนื่อง มุ่งส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจไทยในการช่วยเพิ่มรายได้ของชุมชนในพื้นที่ให้มากขึ้นกว่าเดิม และเป็นแหล่งวิทยาการแห่งการเรียนรู้ สร้างแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติและวัฒนธรรม เพื่อเป็นต้นแบบและขยายผลไปยังพื้นที่อื่น ๆ ของประเทศ ด้วยก
คุณปวริศา ศิริกุล รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 3 อุดรธานี (สศท.3) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายส่งเสริมการเลี้ยงจิ้งหรีดให้แก่เกษตรกรเพื่อสร้างรายได้ พร้อมยกระดับมาตรฐานฟาร์มเลี้ยงจิ้งหรีด พัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในผลผลิตให้ผู้บริโภค เนื่องจากปัจจุบันทั่วโลกได้หันมาบริโภคจิ้งหรีดมากขึ้น และตลาดมีแนวโน้มความต้องการอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับจิ้งหรีดเป็นแหล่งโปรตีนทางเลือกและอาหารแห่งอนาคต ด้วยคุณสมบัติการเป็น superfood ที่มีจุดเด่นในการเป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพ ซึ่งตอบโจทย์ทั้งด้านความมั่นคงทางอาหารและการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จากการลงพื้นที่ของ สศท.3 เพื่อติดตามสถานการณ์การผลิตจิ้งหรีดในพื้นที่จังหวัดเลยพบว่า มีเกษตรกรผู้เลี้ยงรวม 56 ราย (ข้อมูลจากสำนักงานเกษตรจังหวัดเลย ณ เดือนพฤศจิกายน 2564) พื้นที่การเลี้ยงส่วนใหญ่อยู่ที่อำเภอปากชม ซึ่งจากการสัมภาษณ์เกษตรต้นแบบ คือ คุณพิมพ์พิศา มูลหล้า ที่ประสบความสำเร็จในการเลี้ยงจิ้งหรีดและได้พัฒนาพื้นที่เป็นศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีตำบลจอมศรี เพื่อถ่ายทอดองค์
“พุทรา” เป็นพืชเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่งที่น่าสนใจ เป็นไม้ผลที่เจริญเติบโตได้เร็ว ปลูกครั้งเดียวอยู่ได้หลายสิบปีกันเลยทีเดียว อีกทั้งยังมีทิศทางตลาดไปได้ดีอีกด้วย คุณสุวิทย์ และ คุณรัศมี ศรีบุรินทร์ 2 สามี-ภรรยา อยู่บ้านเลขที่ 86 หมู่ที่ 12 บ้านน้ำค้อ ตำบลทรายขาว อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย เล่าให้ฟังว่า ตนมีอาชีพเป็นเกษตรกร ทำนา ทำสวน ปลูกอ้อย ฯลฯ แต่หากว่างจากการทำไร่ทำสวนก็จะออกไปขายล็อตเตอรี่ที่ต่างจังหวัด แล้วค่อยกลับมาดูแลไร่สวนตัวเองตามเคย ซึ่งอย่างที่รู้กันอยู่ว่าในช่วงที่ผ่านมาจนมาถึงตอนนี้เศรษฐกิจบ้านเมืองไม่ค่อยดีนัก “ข้าวยากหมากแพง” การใช้จ่ายต้องระมัดระวังให้มากถึงจะดำเนินชีวิตอยู่รอด แถมบางปีฟ้าฝนไม่เป็นใจ ก็ทำให้พืชผลทางการเกษตรเสียหาย ไม่เป็นไปตามเป้าหมายอยู่เหมือนกัน จนตนและภรรยาต้องคิด ปรับเปลี่ยน หาปลูกพืชชนิดใหม่ที่จะทำให้เราได้ผลผลิตที่เป็นไปตามเป้าและยั่งยืน คุณสุวิทย์ เล่าว่า เริ่มแรกได้ตัดสินใจปลูกส้มเขียวหวาน บนเนื้อที่ 4 ไร่ ของตนเอง ตอนแรกก็ให้ผลิตดี ลูกดก แต่พอถึงเวลาเก็บเกี่ยวก็เกิดปัญหาหลายอย่างตามมา ไม่ว่าจะเป็นลูกไม่สมบูรณ์ รสชาติไม่โดนใจตลาด ส่งขายลำบาก เริ่มเก
บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด จัดกิจกรรม “คูโบต้า พลังใจสู้ภัยน้ำท่วม” บำเพ็ญประโยชน์ภายใต้โครงการจิตอาสาพระราชทานตามแนวพระราชดำริ “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” ให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ประสบภัยจากสถานการณ์น้ำป่าไหลหลาก ในพื้นที่บ้านสูบ ตำบลน้ำสวย อำเภอเมือง จังหวัดเลย นำทีมจิตอาสาสยามคูโบต้าเข้าซ่อมแซมฟื้นฟูปรับปรุงสถานที่ ทำความสะอาด และมอบถังเก็บน้ำสำหรับใช้ประจำหมู่บ้าน โดยได้รับความร่วมมือจากร้านค้าผู้แทนจำหน่าย พร้อมด้วยพี่น้องประชาชนในพื้นที่ร่วมเป็นจิตอาสาและให้การต้อนรับ จากสถานการณ์อิทธิพลพายุซินลากู (SINLAKU) ทำให้ประเทศไทยมีฝนตกหนักในพื้นที่ 10 จังหวัด เมื่อวันที่ 1-3 สิงหาคม ที่ผ่านมา ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ซึ่งจังหวัดเลยเป็นหนึ่งในจังหวัดที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก นายกิตติคุณ บุตรคุณ นายอำเภอเมืองเลย ได้กล่าวถึงสถานการณ์ในครั้งนี้ว่า “นับเป็นเหตุอุทกภัยหนักสุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ลำน้ำลายซึ่งเป็นลำน้ำสายหลักที่พาดผ่าน 13 หมู่บ้านเอ่อล้น ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ตำบลน้ำสวย 773 ราย 192 ครัวเรือน ได้รับผลกระทบอีกทั้งประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม จึงท
จากเหตุการณ์น้ำท่วมสูงฉับพลันในหลายพื้นที่ของ จังหวัดเลย เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2563 อันเป็นผลมาจากฝนตกหนักในพื้นที่ภาคอีสาน ซึ่งได้รับอิทธิพลจากพายุโซนร้อนซินลากู ที่อ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชันเข้าปกคลุมประเทศลาว จนเกิดน้ำป่ามวลใหญ่ทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนในหลายจุดของ จังหวัดเลย อีกทั้งยังส่งผลให้ภาคการเกษตรเสียหายเป็นวงกว้าง นายสุดสาคร ภัทรกุลนิษฐ์ อธิบดีกรมการข้าว มีความเป็นห่วงพี่น้องชาวนาในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว จึงได้สั่งการให้ศูนย์วิจัยข้าวชุมแพ ลงพื้นที่เฝ้าติดตามสถานการณ์เยี่ยมเยียนชาวนาที่ได้รับผลกระทบ และให้คำปรึกษาแก่ชาวนาในจังหวัดเลย ร่วมกับสำนักงานเกษตรอำเภอ และเกษตรจังหวัดอย่างใกล้ชิด พร้อมให้รายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทุกวัน พร้อมกำชับให้กองวิจัยและพัฒนาข้าว และกองเมล็ดพันธุ์ข้าว ให้เตรียมความพร้อมด้านเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อให้การช่วยเหลือชาวนาให้ทันถ่วงที นายกิจติพงษ์ เพ็งรัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวชุมแพ เปิดเผยว่า จากการลงพื้นที่สำรวจในเบื้องต้นพบว่า มีพื้นที่ทางการเกษตรได้รับผลกระทบจำนวน 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเอราวัณ อำเภอเมือ
ข้าวโพดตักหงาย เป็นข้าวโพดข้าวเหนียวพันธุ์พื้นเมืองของจังหวัดเลย ที่มีลักษณะเด่น คือ ขนาดฝักเล็กประมาณ 10-15 ซม. เมล็ดสีม่วง กลิ่นหอม รสชาติเหนียวนุ่ม และเคี้ยวไม่ติดฟัน เป็นที่นิยมของผู้บริโภคทั่วไป มีเรื่องเล่าในท้องถิ่นว่า ชาวบ้านรายหนึ่งได้กินข้าวโพดชนิดนี้ แล้วเกิดติดใจในรสชาติความอร่อย กินเพลินจนหยุดไม่ได้ ต้องกินไปเรื่อยๆ จนหงายท้องกันเลยทีเดียว ทำให้ข้าวโพดพันธุ์นี้ถูกเรียกขานว่า “ตักหงาย” มาจนถึงทุกวันนี้ ปัจจุบัน จังหวัดเลย มีพื้นที่ปลูกข้าวโพดตักหงาย ประมาณ 2,000 ไร่ กระจายอยู่ในพื้นที่อำเภอด่านซ้าย นาแห้ว ภูเรือ ท่าลี่ และอำเภอเมือง ข้าวโพดตักหงายมีอายุออกดอก 52-90 วัน ขึ้นอยู่กับระบบการจัดการของเกษตรกร โดยเฉลี่ยจะมีผลผลิต 2-6 ฝัก ต่อต้น ราคาขายส่งหน้าสวน 7-10 บาท ต่อ 20 ฝัก เกษตรกรจะมีรายได้ประมาณ 2-4 หมื่นบาท ต่อไร่ ข้าวโพดตักหงาย ใกล้เสี่ยงสูญพันธุ์ เพราะเกิดการผสมข้ามพันธุ์กับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฯลฯ ทำให้สีเมล็ดเปลี่ยนเป็นสีขาว และแข็งขึ้น รสชาติและความหอมไม่เหมือนเดิม กรมวิชาการเกษตร จึงได้ดำเนินโครงการคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดตักหงายสายพันธุ์แท้เพื่ออนุรักษ์ให้ค
เลย – นายพรชัย ถมกระจ่าง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย กล่าวระหว่างลงพื้นที่ตรวจบ่อขยะเทศบาลเมืองเลย บริเวณโคกช้างไห้ อำเภอเมือง หลังจากที่ชาวบ้านรอบสถานีบ่อกำจัดขยะร้องเรียนบ่อขยะแบบฝังกลบของเทศบาลเมืองเลย ปล่อยน้ำเน่าเสียจากขยะลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ แหล่งน้ำที่ทำการเกษตร ไหลเข้าสู่พื้นที่ไร่นาผลผลิต เสียหายไม่ใช่เฉพาะนาข้าว พืชไร่อย่างอื่นไม่เจริญเติบโตแคระแกร็น และยังส่งกลิ่นเหม็นตลบอบอวน ว่าเนื่องจากปัญหามาจากน้ำที่เกิดจากบ่อขยะ ซึ่งมีน้ำมาจาก 2 ทาง คือน้ำที่มากับขยะที่ขนส่งมา และน้ำมาจากน้ำฝน ประเด็นแรกน้ำที่มาจากขยะสามารถแห้งตามกาลเวลาได้ แต่ส่วนน้ำที่มาจากปริมาณฝน จากเมื่อปี 2554 ปริมาณน้ำฝนตกลงมากทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ขึ้นในจังหวัดเลย ในปีนั้นน้ำจากบ่อกำจัดขยะล้นออกจากบ่อบำบัดน้ำเสียเหมือนกัน มาปีนี้ก็เช่นกันปริมาณฝนก็มาก แต่ปีนี้ทำให้คันดินที่กันบ่อบำบัดน้ำเสียที่มีปริมาณน้ำฝนไหลเข้าจำนวนมากทำให้คันดินของบ่อบำบัดน้ำเสียแตกออกมา ไหลทะลักเข้าสร้างความเสียหายให้กับเกษตรกรรอบบริเวณบ่อขยะ ด้าน นายสัมพันธ์ คูณทวีลาภ นายกเทศมนตรีเมืองเลย กล่าวยอมรับว่าน้ำที่ไหลลงมาจากบ่อกำจัดขยะได้ไหล
