จำนำข้าว
ส.เซอร์เวเยอร์โอด ติดบ่วงจำนำข้าวเจอปัญหา 3 เด้ง รัฐบี้ฟ้องอาญาพ่วงคดีแพ่งนับ 10,000 คดี เตรียมไล่เบี้ยค่าเสียหายจำนำข้าว-ค่าส่วนต่างขายข้าวขาดทุนนับ 1 แสนล้าน ด้าน อคส. และ อ.ต.ก.ปัดจ่ายค่าจ้าง 2 ปี แบงก์ตัดเครดิตจ่อเจ๊งรมยาไม่ได้ เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2560 นายประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ระบุว่า ขณะนี้ได้ตรวจสอบคดีทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว 986 คดี และลงนามคำสั่งส่งรายชื่อผู้ถูกกล่าวหาให้หน่วยงานในสังกัด ทั้งในส่วนขององค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) เบื้องต้น รวม 158 คน และภาคเอกชน 144 คน ซึ่งในจำนวนนี้ส่วนใหญ่เป็นเจ้าของคลังที่รับผิดชอบในโครงการรับจำนำข้าวปี 2556/2557 และกลุ่มเซอร์เวเยอร์ที่รับผิดชอบในโครงการรับจำนำข้าวเก่าปี 2556/2557 รวม 302 คน หลังจากนี้ยังมีการตรวจสอบขยายผลเพิ่มก่อนสรุปในเดือนมิถุนายนคาดว่าคดีนี้มีมูลค่าความเสียหาย 115,000 ล้านบาท นางมณฑาทิพย์ ไวยวรรณะ นายกสมาคมผู้ประกอบธุรกิจตรวจสอบสินค้าเกษตรไทย (เซอร์เวเยอร์) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า สมาคมได้ก่อตั้งมาเป็น
ชาวนาในจังหวัดบุรีรัมย์ ไม่เลือกนำข้าวเปลือกไปขายให้กับโรงสี หลังราคาข้าวเปลือกนาปีตกต่ำในรอบหลายสิบปี ทำให้ได้รับความเดือดร้อน โดยชาวนาบางส่วนต้องนำสิ่งของมีค่า เช่น ทองรูปพรรณ เครื่องใช้ไฟฟ้า ผ้าไหม และสิ่งของมีค่าอื่นๆ เข้าไปใช้บริการโรงรับจำนำ หรือสถานธนานุบาลเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ เพื่อนำเงินไปเป็นค่าจ้างรถเกี่ยวข้าว หรือเป็นค่าจ้างแรงงานในการเก็บเกี่ยวข้าว และใช้จ่ายในครอบครัว โดยในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา จะมีเกษตรกรเข้าไปใช้บริการโรงรับจำนำเทศบาลเมือง เฉลี่ยวันละ 500-600 ราย นอกจากนั้น ยังมีเกษตรกรที่ไม่มีเงินไปไถ่ถอนสิ่งของมีค่าที่นำไปฝากไว้มาติดต่อตัดดอกไว้ก่อนอีกด้วย นายเพียร สวัสดี ชาวนาบ้านหนองเครือ ตำบลถลุงเหล็ก อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า ได้นำทองรูปพรรณมาจำนำในครั้งนี้ เพื่อนำเงินไปเป็นค่าจ้างรถเกี่ยวข้าว เพราะไม่สามารถนำข้าวไปขายได้เนื่องจากราคาข้าวตกต่ำเพียง กิโลกรัมละ 5-6 บาทเท่านั้น ส่วนข้าวเปลือกที่เก็บไว้จะรอนำไปเข้าร่วมโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวของรัฐบาล จึงจะนำเงินมาไถ่ถอนทองที่นำมาฝากไว้ที่โรงจำนำ จึงขอให้รัฐบาลได้เร่งดำเนินการในโครงการอย่างเร่งด่วนด้ว
เหมายกเข่งตั้งแต่อดีตคณะรัฐมนตรีถึงข้าราชการพ่วงเอกชน ติดบ่วงจ่ายชดเชยค่าเสียหายจำนำข้าว “ยิ่งลักษณ์” 1.78 แสนล้าน แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า หลังจากที่คณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งที่มี นายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง เป็นประธาน สรุปค่าเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าว รวม 1.78 แสนล้านบาท ซึ่งได้กำหนดรายละเอียดตามหลักเกณฑ์การคำนวณ เพื่อกำหนดสัดส่วนความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ภายใต้ พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 แล้วพบว่า ในกรณีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งเป็นผู้อนุมัติขั้นสูง จะต้องรับผิดชอบในสัดส่วน 20% หรือ 3.56 หมื่นล้านบาท ส่วนอีก 60% หรือ 1.06 แสนล้านบาท เป็นความรับผิดชอบของคณะกรรมการที่พิจารณาโครงการรับจำนำข้าว และอีก 20% หรือ 3.56 หมื่นล้านบาท ที่เหลือเป็นความรับผิดชอบของผู้ผ่านงานชั้นต้นและชั้นกลาง ซึ่งหมายความรวมถึง อดีต รมว.พาณิชย์ รองนายกรัฐมนตรี รวมถึงคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสมัยนั้นทั้งหมด 35 คน ซึ่งเป็นผู้อนุมัติในลำดับรองลงไป ทั้งนี้จากเงื่อนไขดังกล่าว 60% ที่ระบุจะกลายเป็นความรับผิดชอบของคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ใน
การกำหนด “ตัวเลข” ค่าชดเชยในโครงการจำนำข้าว 2.8 ล้านบาท เหมือนกับเป็นเรื่อง “บังเอิญ” แต่เมื่อ “จำเลย” คือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ความบังเอิญในห้วงปลายเดือนกรกฎาคม-ต้นเดือนสิงหาคมจึงดำเนินไปอย่างมีเงื่อนงำ เพราะใกล้กับ “7 สิงหาคม” ความบังเอิญของเรื่อง “จำนำข้าว” ก็เหมือนกับความบังเอิญของเรื่อง “จดหมายบิดเบือน” เริ่มต้นที่ “ลำพูน” เริ่มต้นที่ “ลำปาง” แต่แล้วปลายหอกก็พุ่งเข้าใส่ นายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ นายก อบจ.เชียงใหม่ “ฝนตก” บ้านน้อง “ฟ้าร้อง”บ้านพี่ ไม่ว่าเรื่องความเสียหายในเรื่อง”จำนำข้าว” ไม่ว่าเรื่องความเสียหายในเรื่อง”จดหมายบิดเบือน” ถนนทุกสาย คือ “ชินวัตร” ทั้งหมดนี้เป็น “ยุทธการ” อันลากโยงเอา “ร่างรัฐธรรมนูญ”มายึดโยงอยู่กับ “โจทย์” เก่าทางการเมือง ดำรง “จุดหมาย” ของ “รัฐประหาร”มั่นแน่ว ไม่ว่ารัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 ไม่ว่ารัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 เป้าหมาย คือ “ระบอบทักษิณ” รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ก็เพื่อเป้าหมายนี้ แต่เมื่อไม่เป็นไปตามเป้าหมาย จึงต้องมีรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557 และหันมาใช้ “ตัวช่วย” คือ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ บทบาทที่เคยเป็นของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ก็ต้องเ
