จิงโจ้
แม้จะเลยฤดูการให้ลูกของเจ้าหนูจิงโจ้มาแล้ว แต่ก็อดไม่ได้ที่จะนำความน่ารักมาเขียนถึงในตอนนี้ เพราะเชื่อว่า อาจมีผู้อ่านจำนวนหนึ่งที่สนใจพฤติกรรมและนิยมชมชอบเจ้าหนูจิงโจ้ไปเสาะแสวงหามาเลี้ยง ซึ่งแม้จะเลยฤดูการให้ลูกมาแล้ว ก็ยังคงหลงเหลือหนูจิงโจ้จำนวนหนึ่งให้ได้จับจองกัน หากให้นึกภาพตามชื่อของ “หนูจิงโจ้” สัตว์เลี้ยงสวยงามชนิดนี้ คงได้ภาพที่ไม่ผิดแผกจากความเป็นจริง เพราะขนาดของรูปร่างที่กะทัดรัดเหมือนหนู แต่มีขาหลังยาวและใช้การกระโดดแทนการเดินเหมือนจิงโจ้ ทั้งที่จริง หนูจิงโจ้ ไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกับจิงโจ้แม้แต่น้อย หนูจิงโจ้ ไม่ใช่สัตว์ที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย แต่เป็นสัตว์ที่มีถิ่นกำเนิดในทะเลทรายแถบมองโกเลีย อียิปต์ แอฟริกาใต้ จึงไม่น่าแปลกใจหากนำมาเลี้ยงในบ้านเรา แล้วเขาสามารถปรับสภาพให้อยู่ได้อย่างปกติ ในประเทศไทย ยังไม่พบว่าสามารถขยายพันธุ์หนูจิงโจ้ได้ แต่ที่กลายเป็นสัตว์เลี้ยงสวยงามกระจายอย่างกว้างขวาง เพราะหนูจิงโจ้ถูกนำเข้ามาจำหน่าย โดยผู้ค้าเพียงไม่กี่ราย และคุณปิยสิชฌ์ พัฒนะพราหมณ์ หรือ คุณโอ๊ต จัดอยู่ในผู้นำเข้าในระดับแถวหน้า คุณปิยสิชฌ์ บอกว่า ความนิยมของหนูจิงโจ้ในประเ
เดลีเมล รายงานว่า ที่เมืองโมรุนดา รัฐนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย นายเกรเซียร์ เลน แมคลีน ชาวนาวัย 69 ปี ได้บันทึกภาพของโครงกระดูก จิงโจ้ ซึ่งยืนแห้งตายเอาไว้ได้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิกฤตความแห้งแล้งในออสเตรเลีย และสัตว์ป่าจำนวนมากต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อหาอาหารดำรงชีวิตในวิกฤตความแห้งแล้งดังกล่าว “โครงกระดูกของมันดูสมบูรณ์มากและไม่ถูกแตะต้อง มันไม่ใช่เรื่องปกติ สัตว์อื่นๆ โดยปกติแล้วกระดูกก็จะแยกชิ้นส่วนออกจากกันตอนที่มันตาย” นายแมคลีนกล่าว และเพิ่มเติมว่า ซากสัตว์มักจะถูกกินโดยสัตว์กินเนื้อเช่นสุนัขจิ้งจอก ประเทศออสเตรเลียกำลังเผชิญความแห้งแล้งที่รุนแรงที่สุดในรอบ 100 ปี และจากการพยากรณ์ของนักอุตุนิยมวิทยา ยังไม่มีวี่แววว่าความแห้งแล้งจะทุเลาลงในเร็วๆ นี้ กรมอุตุนิยมวิทยาได้เผยแพร่แผนที่ที่เผยให้เห็นระดับความแห้งแล้งของพื้นที่ต่างๆ ซึ่งบางพื้นที่มีฝนตกน้อยมากถึงไม่ตกเลย ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. ถึงวันที่ 6 ส.ค. ที่ผ่านมา นายแมคลีนกล่าวว่า เขาคิดว่าสภาพอากาศโหดร้ายกับจิงโจ้มากจนคร่าชีวิตมันได้อย่างรวดเร็ว “ไม่มีหญ้าสีเขียวที่นี่เลย ดังนั้นไม่มีอะไรทำให้สัตว์ดำรงชีวิตอยู่ได้” รัฐนิวเซาท์เว
