จิ้งหรีดทองแดงลาย
วช.หนุนทีมวิจัย มก. ใช้โปรตีนจากจิ้งหรีดพัฒนาผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวสำหรับสุนัข รองรับตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงที่กำลังเติบโตสูง เผยโปรตีนจากแมลงนอกจากได้รับการยอมรับว่าคุณภาพดีแล้วยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทีมวิจัยพร้อมผลักดันให้เกิดการจัดจำหน่ายทางการค้าและส่งออกผลิตภัณฑ์ไปจำหน่ายต่างประเทศได้ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า สุนัขเป็นสัตว์เลี้ยงที่ได้รับความนิยมสูงและมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผู้เลี้ยงสุนัขส่วนใหญ่ในปัจจุบันมีความรู้ในการเลือกผลิตภัณฑ์อาหารสุนัขที่มีคุณภาพดี และยอมจ่ายแม้จะมีราคาที่สูงกว่า เพื่อให้เกิดผลดีต่อสุขภาพของสัตว์เลี้ยงรวมถึงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จึงได้สนับสนุนทุนวิจัยฯ ประจำปี พ.ศ. 2564 ให้กับโครงการ “การพัฒนาผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวสำหรับสุนัขที่ส่งเสริมสุขภาพและเพิ่มมูลค่าทางการตลาดโดยใช้แหล่งโปรตีนทดแทนจากจิ้งหรีด” ซึ่งมี ผศ.ดร.สุดาทิพย์ แซ่ตั้น จากคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัย
ลืมตาอ้าปากได้ ก็เพราะอาชีพเลี้ยงจิ้งหรีด สำหรับชาวบ้าน ต.บัวใหญ่ อ.น้ำพอง จ. ขอนแก่น เพราะประชากรของหมู่บ้านนี้มี 99 ครัวเรือน ยึดอาชีพเลี้ยงจิ้งหรีดจำนวน 66 ครัวเรือน มีเงินสะพัดในหมู่บ้านแห่งนี้เดือนละกว่า 1.6 ล้านบาท โดยผู้ที่นำจิ้งหรีดมาเลี้ยงคนแรก คือ ผู้ใหญ่บ้าน “เพ็ชร วงศ์ธรรม” ซึ่งทุกๆ 45 วันเขาจะเก็บจิ้งหรีดขาย มีรายได้แสนกว่าบาทเลยทีเดียว เพ็ชร วงค์ธรรม ผู้ใหญ่บ้านวัย 53 ปี อดีตเคยขับสองแถวตั้งแต่อายุ 23 ปี ต่อจากนั้นหันมาเลี้ยงหมู เลี้ยงได้ 3 ปี ราคาหมูตกต่ำ หันมาเลี้ยงนกกระทา เลี้ยงได้ 2 ปีต้องยุติเพราะประสบปัญหาไข้หวัดนก ในที่สุดมาเพาะถั่วงอก แต่แล้วเจอภัยแล้ง เพาะถั่วงอกได้ 6 ปี สุดท้ายมาเลี้ยงจิ้งหรีดในปี 2550 จวบจนปัจจุบัน “ผมเริ่มเลี้ยงจิ้งหรีดตอนอายุ 44 ปี หรือประมาณ 9 ปีที่แล้ว สาเหตุที่เลี้ยงจิ้งหรีด เพราะเพื่อนที่อำเภอกัณทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม มาแนะนำวิธีการเลี้ยงพร้อมทั้งแนะนำตลาดให้ เลยซื้อไข่จิ้งหรีด ขันละ 100 บาท มา 600 ขัน มีจิ้งหรีดทั้งหมดราว 42,000 ตัว เป็นเงิน 60,000 บาท และค่าอุปกรณ์ 70,000 บาท รวมครั้งแรกลงทุนเบ็ดเสร็จ 130,000 บาท” ผู้ใหญ่บ้าน เลี้ยงจิ
