จีเอพี
ดินเค็ม หมายถึงดินที่มีปริมาณเกลืออยู่ในดินมากเกินไป จนมีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตของพืช มีค่าการนำไฟฟ้าของสารละลายที่สกัดจากดินที่อิ่มตัวด้วยน้ำมากกว่า 2 เดซิซีเมนต่อเมตร (dS/m) พบว่า ในประเทศไทยมีพื้นที่ที่มีศักยภาพเป็นดินเค็ม ประมาณ 14.9 ล้านไร่ ดินประภทนี้นั้นทำให้พืชที่ปลูกได้รับความเสียหาย เนื่องจากการขาดน้ำ เกิดความไม่สมดุลของธาตุอาหาร มีการสะสมของโซเดียมและคลอไรด์ที่เป็นพิษในพืชมากเกินไป ดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำและมีการสูญเสียอินทรียวัตถุสูง เนื่องจากมีพืชน้อยชนิดมากที่สามารถขึ้นได้ ทำให้ไม่มีเศษซากพืชที่จะสลายตัวให้อินทรียวัตถุ ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ถูกทิ้งร้าง ใช้ประโยชน์ทางการเกษตรไม่ได้ มีน้ำใต้ดินเค็มอยู่ใกล้ผิวดิน พบวัชพืชทนเค็ม เช่น หนามพุงดอ และหนามพรม เป็นต้น นางระเบียบ สละ ประธานกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านหนองนาววัว ต.หัวหนอง อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น ซึ่งมีที่นากว่า 60 ไร่ ประสบปัญหาปลูกข้าวไม่ได้ผล เนื่องจากผืนนามีแต่คราบเกลือขึ้น ประสบปัญหาดินเค็มอย่างมาก จึงยึดอาชีพต้มเกลือขายถ้วยละ 50 สตางค์ เพราะไม่สามารถปลูกพืชอะไรได้เลย จนต้องจำใจขายที่ดินให้กับนายทุนไร่ละ 1,500 บาท
พื้นที่ อ. ลาดหลุมแก้ว จ. ปทุมธานี แม้จะมีโรงงาน และโครงการที่พักอาศัยเกิดขึ้นมากมาย แต่ก็ยังคงเป็นหนึ่งในพื้นที่เกษตรกรรมสำคัญของประเทศ ข้อมูลของสำนักงานเกษตรจังหวัดปทุมธานี ระบุว่าปีพ.ศ. 2558 มีอยู่กว่า 404,700 ไร่ หรือ 42% ของพื้นที่จังหวัดทั้งหมด โดยยังมีเกษตรกรที่ยึดอาชีพทำนา และปลูกพืชสวนเป็นหลักอยู่ แต่เกือบทั้งหมดยังเป็นเกษตรเชิงเดี่ยว มีการใช้สารเคมีสูง ทำให้ประสบปัญหาทางด้านต้นทุนการผลิต และราคาผลผลิตที่ไม่แน่นอน เกษตรกรต้องไถกลบหรือถอนผลผลิตทิ้ง เนื่องจากไม่คุ้มทุนกับค่าแรงงานในการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว ในช่วงที่สินค้าเกษตรมีภาวะตกต่ำ อีกทั้งการใช้สารเคมีไม่ถูกหลัก ส่งผลต่อสุขภาพของเกษตรกรและผู้บริโภค ที่สำคัญทำให้เกิดความเสื่อมโทรมต่อทรัพยากรธรรมชาติ ผืนดิน และแหล่งน้ำ นายสมคิด พานทอง เกษตรกรในพื้นที่เจ้าของแปลงกระเพราป่ากว่า 15 ไร่ ที่วันนี้ได้พลิกฟื้นชีวิต หลังจากได้เข้าไปศึกษาดูงานที่ศูนย์การเรียนรู้ด้านการเกษตร กับบริษัท ซีพีแรม จำกัด โรงงานลาดหลุมแก้ว ใน ‘โครงการเรียนรู้คู่อาชีพ เพื่อวิถีเกษตรที่ยั่งยืน’ ได้รับความรู้ในการปลูกพืชภายใต้ จีเอพี ( GAP : Good Agricult
