ชัยนาท
“คุณเบิร์ด” หรือ คุณยุทธนา คามบุตร ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งเจ้าพนักงานการเกษตร ศวพ.เพชรบูรณ์ มาเป็นเกษตรกรทำไร่ทำสวนอย่างเต็มตัว ปลูกฝรั่งพันธุ์กิมจู และฝรั่งพันธุ์หงเป่าสือ บนที่ดิน 3 ไร่ ที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP ภายใต้แบรนด์ “สวนลุงเบิร์ด” มีรายได้เดือนละ 7,000-8,000 บาทตลอดทั้งปี เกษตรกรรุ่นใหม่ (YSF) จังหวัดชัยนาท “คุณเบิร์ด” วัย 33 ปี นับเป็นเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ของอำเภอหนองมะโมง จังหวัดชัยนาท ที่กลับมาสานต่ออาชีพทำไร่ของครอบครัว ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มาหลายปี แต่ผลผลิตที่ได้ไม่แน่นอน เนื่องจากขาดการบริหารจัดการน้ำ จึงได้มีการนำความรู้ทางวิชาการ เทคนิควิธีการต่างๆ จากประสบการณ์ในการเรียน และการฝึกงานเกษตรที่ประเทศอิสราเอล ในโครงการจัดการเรียนการสอน พืชศาสตร์ ระบบทวิภาคี ไทย-อิสราเอล (ARAVA) นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้ในกระบวนการผลิต ทำให้บริหารจัดการฟาร์มได้ดีขึ้น สามารถเพิ่มรอบการผลิตได้มากกว่าเดิม จึงได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่น สาขาอาชีพทำไร่ ระดับจังหวัดชัยนาท ประจำปี 2565 นอกจากนี้ คุณเบิร์ด ยังเข้าร่วมโครงการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer : YSF) ของจังหวั
สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน ตัวผมเองชอบไปชมการแข่งขันนกกรงหัวจุก ได้ฟังเสียงร้องที่เด่นเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละนก วันหนึ่งได้เห็นนกที่มีสีสันมากกว่าสีดำที่เคยพบ จึงต้องเสาะหาสักหน่อย จะดูว่าในเมืองไทยเรามีเกษตรกรเพาะเลี้ยงกันอย่างเป็นเรื่องราวมีอยู่จริงไหม จนวันหนึ่ง คุณอดัม-ตีสิบ (ผมตั้งฉายาให้ใหม่เป็น อดัม-สารพัดสัตว์ เพราะเกี่ยวข้องกับการประกวดสัตว์เลี้ยงเกือบทุกประเภท) แนะนำให้ผมรู้จัก คุณโจ๊ก – กิตติเดช แสงเจริญ แห่ง JM Farm อำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท ฟาร์มที่ได้รับการยอมรับว่ามีนกแชมป์มากมาย คุณโจ๊ก เล่าให้ฟังว่า ก่อนนั้นก็เลี้ยงนกกรงหัวจุกสีดำแบบธรรมดาทั่วไป เมื่อเลี้ยงแล้วก็ทดลองส่งลงแข่งขันหาประสบการณ์ให้นกและตัวเองบ้าง ได้รางวัลหรือไม่ได้ก็ไม่เน้นมากนัก เพราะถือว่าไปเปิดหูเปิดตากับกลุ่มคนรักนกด้วยกัน จนวันหนึ่งได้เห็นนกที่มีสีสันมากกว่าสีดำที่เคยพบ เป็นนกด่างที่ยังไม่เคยเจอ จึงให้ความสนใจและเสาะหามาเลี้ยง ทดลองเพาะพันธุ์ไปเรื่อยแบบไม่มีความรู้อะไรมากนัก “เริ่มรักนกด่างตั้งแต่ปีไหนครับ” “2554 ครับพี่ ปีนั้นจำได้เพราะน้ำท่วมกันเยอะ ได้มาเลี้ยงและทดลองให้ผสมพันธุ์กัน” “ได้ผ
นางกาญจนา แดงรุ่งโรจน์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการติดตามความคืบหน้า ผลการดำเนินงานของโครงการพัฒนาศักยภาพการผลิตและการตลาดโคเนื้อรองรับ FTA ณ คอกกลาง (Central Feedlot) ของบริษัท พรีเมียม บีฟ จำกัด อำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท ซึ่งโครงการพัฒนาศักยภาพการผลิตและการตลาดโคเนื้อรองรับ FTA มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพเพิ่มขีดความสามารถการผลิตโคเนื้อและเนื้อโคให้สามารถแข่งขันได้ พัฒนาประสิทธิภาพระบบโลจิสติกส์เพิ่มมูลค่า ลดต้นทุน สร้างความเข้มแข็งให้กับเครือข่ายการผลิตตลอดห่วงโซ่ ตลอดจนเพิ่มขีดความสามารถการตลาด สามารถแข่งขันรองรับผลกระทบที่จะเกิดจาก FTA ให้แก่กลุ่มเกษตรกร 4 เครือข่าย ได้แก่ 1) เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนโคเนื้อล้านนา จังหวัดเชียงราย 2) วิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงโคเนื้อคุณภาพดีตากฟ้า จังหวัดนครสวรรค์ 3) เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนโคเนื้อไทย จังหวัดราชบุรี 4) วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเครือข่ายพัฒนาโคเนื้อ จังหวัดตาก และบริษัท พรีเมียม บีฟ จำกัด มีระยะเวลาดำเนินการ 8 ปี ตั้งแต่ปี 2563-2571 วงเงินสนับสนุน 161.78 ล้านบาท โดยมีกรมปศุสัตว์ เป็นหน่วยงานรั
ท่ามกลางสภาพความแห้งแล้งที่เกิดขึ้นซ้ำๆ มา 2 ปีแล้ว สร้างความเสียหายให้กับผลผลิตทางการเกษตร เกิดความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรหลายครัวเรือน ในพื้นที่ของอำเภอหันคา แต่ที่น่าเป็นห่วงยิ่งคือ สวนไม้ผล เนื่องจากถ้าเสียหายแล้วคงต้องใช้เวลานาน อย่างน้อย 4-5 ปี กว่าจะให้ผลผลิต คุณกิตติชาติ ชาติยานนท์ เกษตรจังหวัดชัยนาท มีนโยบายให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจเยี่ยมสวนของเกษตรกร สร้างการรับรู้ ให้คำแนะนำการดูแลรักษาในช่วงประสบภัยแล้งให้กับเกษตรกรได้รับทราบและเข้าใจ ในการนี้ สำนักงานเกษตรอำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท ได้เร่งรัดในการลงตรวจเยี่ยมชาวสวนต่างๆ แต่เพื่อให้ได้ประโยชน์ต่อผู้อ่านจึงได้เก็บข้อมูลสวนไม้ผลที่มีเรื่องราวที่น่าสนใจมาฝากผู้อ่าน นั่นคือ สวนมะม่วงที่ยืนต้นสู้แดดที่แผดเผา แวดล้อมด้วยไร่มันสำปะหลัง บริหารจัดการโดยวิศวกรช่างกลเก่าผู้ผ่านงานบริษัทออกแบบชุดควบคุมรถแทรกเตอร์เป็นเวลาหลายปี แต่ต้องออกมาทำสวนด้วยความรักคุณพ่อ ซึ่งเป็นทหารอากาศ เจ้าของสิทธิบัตรมะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง ซึ่งเป็นผู้รักการปลูกมะม่วงและขยายพันธุ์มะม่วง แต่พลาดพลัดตกต้นมะม่วงลงมาจนเส้นเอ็นที่ขาขาด หลังออกจากงานบริษัทรถแทรกเตอ
กรมส่งเสริมการเกษตร โดยสำนักงานส่งเสริมละพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท ร่วมกับจังหวัดปทุมธานี จัดงานแถลงข่าวขับเคลื่อนและพัฒนางานส่งเสริมการเกษตรเชิงพื้นที่ ยึดพื้นที่เป็นหลัก ขับเคลื่อนตามความต้องการของเกษตรกร ชู…แปลงผักสามโคก จุดนำร่องปี 62 สำเร็จเห็นผลเป็นรูปธรรม ชี้เป้าอีก 9 จังหวัด 9 จุด ดำเนินการปี 63 เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2563 สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท ร่วมกับจังหวัดปทุมธานี จัดงานแถลงข่าวการขับเคลื่อนและพัฒนางานส่งเสริมการเกษตรเชิงพื้นที่ ระดับเขตที่ 1 ภายใต้โครงการสร้างการรับรู้ข้อมูลข่าวสารงานส่งเสริมการเกษตร ปีงบประมาณ 2563 ณ แปลงใหญ่หมากเหลือง ตำบลบึงทองหลาง อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี โดยมี นายจรูญศักดิ์ สิงหเดช รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี เป็นประธานการแถลงข่าว ร่วมกับ นายสมโชค ณ นคร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท ร่วมด้วย นายสมเดช คงกระพันธุ์ เกษตรจังหวัดปทุมธานี และนายสุขุม ไตลังคะ ผู้นำกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ผักปลอกภัยอำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี นายจรูญศักดิ์ สิงหเดช รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี เ
นายเกษม ไตรพิจารณ์ เกษตรจังหวัดชัยนาท แจ้งว่า ระหว่าง วันที่ 7-16 กันยายน 2561 จังหวัดชัยนาท กำหนดจัดงานส้มโอและของดีจังหวัดชัยนาทขึ้นที่ สนามหน้าศาลากลางจังหวัด ในงานมีกิจกรรมประกวดส้มโอ จำหน่ายผลผลิตส้มโอขาวแตงกวา คุณภาพดี คาดว่ามีมาจำหน่ายจากสวนเกษตรกร ไม่น้อยกว่า 60 ตัน นายเกษม กล่าวว่า ปีนี้ผลผลิตส้มโอออกช้า สืบเนื่องจากน้ำท่วมในช่วงที่ผ่านมา กิจกรรมที่น่าสนใจนั้น ทางผู้จัดงาน ได้จัดแสดงนิทรรศการส้มโอขาวแตงกวาสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ จีไอ และพิเศษมากกว่านั้น มีการเพิ่มการแข่งขันยำส้มโอ โดยเชิญชวนเกษตรกรจากหลายอำเภอเข้าร่วม
นายไพศาล สังข์มงคล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท กล่าวว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญในเรื่อง การลดต้นทุนการผลิต โดยการรวมแปลงเป็นแปลงใหญ่ที่มีการบริหารจัดการร่วมกัน ให้เกษตรกรเป็นศูนย์กลางในการดำเนินงาน ผลักดันให้เกษตรกรรวมกลุ่มในการผลิตเพื่อร่วมกันจัดหาปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพดี ราคาถูก และการใช้เทคโนโลยีการเกษตรที่เหมาะสมเพื่อลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่ รวมทั้งผลผลิตมีคุณภาพได้มาตรฐาน ตรงตามความต้องการของตลาด มีการผลิตร่วมกันเป็นกลุ่มและมีการเชื่อมโยงกับตลาดเพื่อบริหารจัดการให้เกิดสมดุลระหว่างอุปทานและอุปสงค์ของสินค้า แก้ปัญหาเรื่องสินค้าล้นตลาดและราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ปัจจุบัน พื้นที่การดำเนินงานของสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท ใน 9 จังหวัดภาคกลาง มีจำนวนแปลงใหญ่ทั้งสิ้น 237 แปลง พื้นที่รวม 348,366 ไร่ เกษตรกร 12,666 ราย 24 สินค้า ได้แก่ ข้าว 140 แปลง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 17 แปลง มันสำปะหลัง 16 แปลง พืชผัก 12 แปลง อ้อยโรงงาน 6 แปลง พืชอาหารสัตว์ 2 แปลง ปาล์ม 2 แปลง เผือก 1 แปลง ข้าวโพดฝักสด 1 แปลง ข้าว/ถั่ว
พื้นที่ตำบล “กุดจอก” และตำบล “เนินขาม” จังหวัดชัยนาท มีจุดแข็งเป็นแหล่งวัฒนธรรมของชุมชนลาวครั่งและลาวเวียง ปัจจุบันถือเป็นชุมชนเป้าหมายที่มีหลายหน่วยงานร่วมกันเข้ามาส่งเสริมอาชีพในหลายด้าน เพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจชุมชนให้เข้มแข็ง และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก 1 ใน 12 นโยบายประชารัฐของรัฐบาล ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และภาคประชาชน “อนุรักษ์ เรืองรอบ” ผู้จัดการสำนักพัฒนาเศรษฐกิจและสัมมาชีพชุมชน สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) กล่าวว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากถือเป็นการทำงานภาพรวมขนาดใหญ่ด้วยการเปลี่ยนรูปแบบเศรษฐกิจภายในประเทศ ที่เคยพึ่งพาการส่งออกไปยังต่างประเทศประมาณ 70% ให้เป็นการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจภายในประเทศ โดย พอช.มีส่วนช่วยขับเคลื่อนนโยบาย ดังกล่าวในฐานะคณะทำงาน ผ่านเครือข่ายพื้นที่กับสภาองค์กรชุมชนกว่า 6,000 แห่งทั่วประเทศ ทั้งนี้ ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2559 จนถึงปัจจุบัน มีพื้นที่ปฏิบัติการกว่า 500 ตำบล กระจายอยู่ทั่วประเทศ เป้าหมายขับเคลื่อน 3 ประเด็นหลัก คือ การเกษตร การแปรรูป และการท่องเที่ยวโดยชุมชน โดยเชื่อมโยงกับบริษัทป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ จ.ชัยนาทมีผักตบชวาปริมาณกว่า 50,000 ตัน ที่ไหลมาตามน้ำ เกิดการกีดขวางทางน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยายาวหลายกิโลเมตร และส่งผลกระทบต่อการเดินเรือข้ามฟากด้วย โดยจากการนำอากาศยานไร้คนขับขึ้นบินตรวจสอบเหนือแม่น้ำเจ้าพระยา ช่วงตัวเมืองชัยนาทเริ่มตั้งแต่หน้าศาลากลางจังหวัดชัยนาท ล่องใต้ไปจนถึงสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา บนถนน 340 พบว่ามีผักตบชวาปริมาณกว่า 50,000 ตัน ได้ไหลมาตามแม่น้ำเจ้าพระยาหลังจากมีฝนตกทางเหนือเขื่อนอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผักตบดังกล่าวได้มาติดสะสมเป็นแพยาวหลายกิโลเมตร ตั้งแต่พื้นที่ ต.บ้านกล้วย อ.เมืองชัยนาท ยาวไปจนถึงบริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดชัยนาท ซึ่งจากปริมาณผักตบจำนวนมากได้เกาะกลุ่มเป็นแพแน่น ทำให้ส่งผลกระทบกับแพข้ามฟากที่เดินเรือจากฝั่ง ตลาดเทศบาลเมืองชัยนาท ไปยังฝั่ง ต.ท่าชัย ทั้งนี้การเข้าออกท่าเทียบเรือทำได้ยากลำบากมากขึ้น ทำให้ผู้ให้บริการเรือข้ามฟากต้องแก้ปัญหาด้วยการนำเรือมาต่อกันเป็นสะพานยื่นลงไปในแม่น้ำ เพื่อลดระยะการเข้าเทียบท่าของเรือซึ่งหากเข้าเทียบท่าตามปกติจะเสียเวลาเพิ่มอีกกว่า 10 นาที แต่วิธีการดังกล่าวก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก เพราะในการเข้าออก
