ชาวประมง
นายบัญชา สุขแก้ว รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ในรอบปีการประมง 2566 คณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติ ได้มีการจัดสรรวันทำการประมงเพื่อควบคุมกลุ่มเรือที่ใช้เครื่องมือประมงประสิทธิภาพสูง 7 เครื่องมือ ได้แก่ อวนลากคู่ อวนลากแผ่นตะเฆ่ อวนลากคานถ่าง อวนล้อมจับ อวนล้อมจับปลากะตัก อวนครอบปลากะตัก และ อวนช้อน/ยกปลากะตัก จำนวน 4,487 ลำ (จากเรือประมงพาณิชย์ที่กรมประมงได้ออกใบอนุญาตทำการประมงให้ จำนวนทั้งสิ้น 9,357 ลำ) โดยฝั่งอ่าวไทยมีการควบคุมวันทำการประมงในสัตว์น้ำหน้าดินและปลาผิวน้ำ 240 วัน และปลากะตัก 255 วัน ในฝั่งทะเลอันดามันมีการควบคุมวันทำการประมงในสัตว์น้ำหน้าดิน 270 วัน ปลาผิวน้ำ 255 วัน และปลากะตัก 225 วัน อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลที่ได้รับการรายงาน พบว่า ปัจจุบันมีเรือจำนวนหนึ่งหยุดออกเรือไม่ได้ออกไปทำการประมง เป็นเหตุให้มีปริมาณสัตว์น้ำคงเหลือทั้งสิ้น จำนวน 177,429 ตัน ประกอบกับในช่วงเวลาที่เหลือของปีการประมง 2566 ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 31 มีนาคม 2567 มีกลุ่มเรือที่ได้รับผลกระทบจากจำนวนวันทำการประมงไม่เพียงพอ จำนวน 1,200 ลำ ดังนั้น เพื่อเป็นการนำสัตว์น้ำที่ได้โควต้ามาใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มปร
ภาพสวยงาม “เกาะจิกรีสอร์ท มัลดีฟส์เมืองไทย” ที่ตั้งอยู่บริเวณเกาะจิกนอก บ้านเลขที่ 90 หมู่ที่ 1 ตำบลบางชัน อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี ที่นักท่องเที่ยวนำไปเผยแพร่ด้วยการชื่นชมความงามของที่พักในท้องทะเล ที่ประมาณว่าสวยงามเหมือนมัลดีฟส์เมืองไทย ทำให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องรุดไปตรวจสอบ พบว่ามีปัญหาผิดกฎหมายปลูกสร้างที่พักบุกรุกทะเลและป่าไม้ ทำให้จังหวัดจันทบุรีต้องปิดประกาศ เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน 2561 มีคำสั่งรื้อถอนภายใน 90 วัน หลายคนอาจจะไม่ทราบว่า จริงๆ แล้ว “หมู่บ้านเกาะจิก” มีความน่าสนใจอย่างคาดไม่ถึง ไม่ว่าประวัติศาสตร์ที่เคยรุ่งเรือง เอกลักษณ์ของหมู่บ้านที่ใช้พลังงานสะอาดโซลาร์เซลล์ทั้งเกาะ และความร่วมมือของชาวบ้านที่ช่วยกันดูแลสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน นอกเหนือจากเสน่ห์ของธรรมชาติชายทะเลสวยงาม บรรยากาศเงียบสงบ อาหารทะเลสดๆ แสนอร่อย “เกาะจิก” หมู่บ้านประมง ที่เคยรุ่งเรือง คุณณรงค์ชัย เหมสุวรรณ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 1 ตำบลบางชัน อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี วัย 59 ปี เล่าว่า เกาะจิกตั้งอยู่ปากแม่น้ำเวฬุ ระหว่างจันทบุรี-ตราด มีพื้นที่ 700 ไร่ มีเพียงหมู่บ้านเดียวคือ หมู่ที่ 1 ตำบลบางชัน
นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในการประชุมหารือเพื่อพิจารณาประเด็นความซ้ำซ้อนของร่างพระราชบัญญัติสภาการประมงแห่งประเทศไทย พ.ศ….. กับภารกิจและอำนาจหน้าที่ของสภาเกษตรกรแห่งชาติ ร่วมกับ นายบัญชา สุขแก้ว รองอธิบดีกรมประมง และคณะทำงาน พร้อมด้วยผู้บริหารสภาเกษตรกรแห่งชาติ, คณะกรรมการด้านประมง สภาเกษตรกรแห่งชาติ, สมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้าน, สมาคมเครือข่ายผู้เลี้ยงกุ้งไทย, สมาคมการประมงแห่งประเทศไทย ณ ห้องประชุม 1 สำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B) เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ นายประพัฒน์ กล่าวว่า การทำการเกษตรภาคประมงก็เป็นสาขาอาชีพการผลิตสาขาอาชีพหนึ่งที่มีสำคัญและมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่มาก มูลค่าเศรษฐกิจทั้งจากภาคอาหารภายในประเทศและการส่งออกเป็นกอบเป็นกำสร้างรายได้ให้ประเทศไทยมหาศาล โดยหลักการแล้วสภาเกษตรกรฯ สนับสนุนสภาการประมงฯ แต่ถ้าว่ากันด้วยกฎหมายก็ได้เสนอแนะกับทางกรมประมงไปว่าให้จำกัดกรอบในการยกร่างกฎหมายเพื่อป้องกันเรื่องการทับซ้อนกับกฎหมายอื่นๆ ที่ออกมาก่อนหน้า และเน้นไปที่การทำให้เกิดสภา
นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยถึงมาตรการของรัฐรับซื้อเรือประมงคืนว่า การควบคุมการจับสัตว์น้ำมิให้เกินกว่ากำลังผลิตของสัตว์น้ำตามธรรมชาตินั้น ตาม พ.ร.ก. การประมง พ.ศ. 2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 36 ได้จำกัดอำนาจในการออกใบอนุญาตทำการประมงว่า จะต้องสอดคล้องกับปริมาณผลิตผลสูงสุดของสัตว์น้ำที่สามารถทำการประมงได้อย่างยั่งยืน ซึ่งกรมได้รับความเห็นชอบกรอบในการออกใบอนุญาต จากคณะกรรมการนโยบายประมงแห่งชาติแล้ว ซึ่งการออกใบอนุญาตที่ผ่านมาก็สอดคล้องกับกรอบดังกล่าว ซึ่งแนวทางดังกล่าวเป็นการจำกัดจำนวนเรือประมงให้สอดคล้องกับศักยภาพการผลิตของท้องทะเล ส่งผลให้มีเรือประมงจำนวนหนึ่งไม่ได้รับใบอนุญาตทำการประมง หากปล่อยให้เรือประมงดังกล่าวอยู่ในระบบต่อไป จะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการทำการประมงที่ผิดกฎหมาย โครงการซื้อเรือคืนนั้น ได้ถูกบรรจุไว้ในแผนบริหารจัดการประมงทะเล (FMP) ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบไว้ ตั้งแต่วันที่ 3 พ.ย. 2558 แผนดังกล่าวเป็นการซื้อเรือที่ไม่มีใบอนุญาตทำการประมงออกนอกระบบ เพื่อไม่ให้มีความเสี่ยงที่จะกลับมาทำประมงผิดกฎหมายอีกต่อไป ซึ่งจะเป็นการลดจำนวนเรือประมงให้สอดคล้องก
ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ระบุว่า ชาวนากุ้งในจังหวัดสงขลาและอีกหลายจังหวัดภาคใต้ เตรียมร่วมกันยกระดับมาตรการในการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องให้กรมประมง ยกเลิกการนำเข้ากุ้งจากประเทศอินเดียจำนวน 50,000 ตัน ในเร็วๆนี้ ภายหลังจากการหารือร่วมกับอธิบดีกรมประมง เมื่อวานนี้ ไม่ได้ข้อสรุปว่าจะยกเลิกการนำเข้าหรือไม่ โดยนายกาจบัณฑิต รามมาก ประธานชมรมเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า ได้เข้าหารือร่วมกับอธิบดีกรมประมงพร้อมหน่วยเกี่ยวข้อง ที่กรมประมงเมื่อวานนี้ ชมรมผู้เลี้ยงกุ้ง หลายจังหวัดเข้าร่วม ต่างเห็นด้วยที่จะให้ยกเลิกการนำเข้ากุ้งจากต่างประเทศ แต่กลับไม่ได้ข้อสรุปแต่อย่างใด ทำให้ชมรมเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดสงขลา และ หลายจังหวัดภาคใต้เตรียมหารือร่วมกัน เพื่อกำหนดแนวทางเคลื่อนไหว และจะรอคำตอบจากกรมประมงภายในวันที่ 14 มีนาคมนี้ แต่หากคำตอบไม่เป็นที่ชัดเจน ก็พร้อมที่จะยกระดับการเคลื่อนไหวทันที ทั้งนี้การนำเข้ากุ้ง 50,000 ตันนั้นจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมกุ้งทั้งระบบ ทั้งในเรื่องเสถียรภาพด้านราคา ปัญหาเรื่องของเชื้อโรค โรคระบาดที่อาจติดมากับกุ้งจากต่างประเทศ ทำให้ต้องออกมา
รายงานข่าวจากจังหวัดสงขลาเมื่อวันที่ 25 ตุลาคมนี้ ที่ บ้านท่าเสา – บ้านใหม่ หมู่ที่ 1 ต.สทิงหม้อ อ.สิงหนคร กลุ่มอนุรักษ์ชายฝั่ง กลุ่มฟาร์มทะเล กลุ่มชาวประมง กลุ่มชาวบ้านในพื้นที่ และตัวแทนนักศึกษาในพื้นที่ กว่า 300 คน ได้ร่วมตัวสร้างบ้านปลาหรือซุ้มปลาขึ้นในทะเลสาบสงขลา เป็นสัญลักษณ์หมายเลข 9 ทั้งนี้เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดี และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่ทรงมีความห่วงใยในการประกอบอาชีพของชาวปะมงทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังเป็นการอนุรักษ์ พันธุ์สัตว์น้ำทุกชนิด ทั้งกุ้ง หอยปู และปลา ให้อาศัยอยู่ในสถานที่ ที่ได้จัดทำขึ้น ทั้งเพื่อใช้ในการวางไข่ และเป็นสถานที่หลบซ่อนตัวป้องกันการทำประมงแบบล้างผลาญ ที่นับวันจะรุนแรงขึ้น นายดลหรอหมาน ปูละ ประธานกลุ่มอนุรักษ์ชายฝั่งและฟาร์มทะเลชุมชนบ้านใหม่ อ.สิงหนคร กล่าวว่า บ้านปลา หรือซุ้มปลาที่สร้างขึ้นในทะเลสาบสงขลานั้น ทำด้วยวัสดุจากธรรมชาติในพื้นที่ ทั้งไม้ ไม้ไผ่ และทางมะพร้าว ใบตาล ซึ่งจะไม่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมเพราะสามารถเน่าสลายไปเองโดยธรรมชาติและบางส่วนก็ยังเป็นอาหารของสัตว์น้ำไปพร้อมๆกันด้
