ดอกสะเดา
ถ้าให้เอ่ยชื่อผักรสขม เชื่อได้เลยว่า ชื่อแรกที่แทบทุกคนจะนึกถึงคือ สะเดา นั่นเอง มีบันทึกว่า คนไทยกินสะเดาเป็นผักตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น โดยคนไทยส่วนใหญ่มักชอบกินยอดและดอกสะเดาในช่วงต้นฤดูหนาว เพราะเชื่อว่า “กินสะเดาก่อนเป็นไข้ ช่วยป้องกันไข้ได้ กินสะเดาเมื่อเป็นไข้แล้ว รักษาให้หายได้” คนไทยในสมัยก่อนถือว่า สะเดา เป็นต้นไม้มงคล ควรปลูกในบริเวณบ้าน โดยกำหนดตำแหน่งให้ปลูกทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของบ้าน และด้วยความเชื่อที่ถือว่าเป็นไม้มงคลนี่เอง ต้นสะเดาช้างจึงได้รับการคัดเลือกให้เป็นพันธุ์ไม้ประจำจังหวัดสงขลา และต้นสะเดาไทยทั่วไปเป็นพันธุ์ไม้ประจำจังหวัดอุทัยธานี ไม่ผิดเลยที่กล่าวว่า สะเดา เป็นต้นไม้มงคล เพราะสะเดารวมทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมเสร็จสรรพในต้น โดยในสะเดาเพียงต้นเดียวมีปัจจัยถึง 3 คือ เป็นยา อาหาร และเป็นไม้ใช้สอยใช้ทำเป็นที่อยู่อาศัยได้ ถ้าสะเดาอายุ 20 ปี เนื้อไม้จะได้แข็งแกร่งเหมือนไม้แดง ไม้ประดู่ สะเดามีแก่นไม้ที่สีสวย สามารถนำมาทำไม้ปูพื้น ทำเฟอร์นิเจอร์ได้ และยังสามารถทำเป็นแปรง และยาสีฟันได้เป็นอย่างดี สะเดาเป็นพืชที่ปลูกง่าย โตเร็ว ทนต่อสภาพแห้งแล้งได้เป็นอย่างดี ขยายพันธุ์ได
เมื่อวันที่ 5 มกราคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่าตามท้องนาหลังการเก็บเกี่ยวข้าวนาปี ช่วงนี้ดอกสะเดาเริ่มแตกยอดอ่อนสวยงามเต็มท้องทุ่ง ชาวบ้านต่างพากันออกไปปีนเก็บดอกสะเดา นำไปขาย กำละ 5-10 บาท หารายได้เลี้ยงครอบครัว มีรายรับวันละหลายร้อยบาทเลยทีเดียว นอกจากนี้ ชาวบ้านส่วนใหญ่มักจะนำเอา ดอกสะเดามาลวกน้ำร้อนๆ พอหายขม แล้วจิ้มกินกับน้ำพริกน้ำปลาหวาน รับประทานกับ ข้าวสวยหอมมะลิใหม่ๆจากหม้อหุงข้าวร้อนๆ เมนูอาหารเด็ดที่ ชวนน้ำลายสอคลอปาก สำหรับคนรักสุขภาพ โดยเฉพาะ คนสูงวัย คนเฒ่า คนแก่ และวัยกลางคน มักจะชื่นชอบเป็นพิเศษ เพราะว่า สะเดา มีสรรพคุณบำรุงธาตุไฟ สร้างภูมิต้านทานให้ร่างกาย และแก้ไข้ อีกทั้งรสขมของสะเดายังช่วยเรียกน้ำย่อย และช่วยขับน้ำดีตกลงสู่ลำไส้มากขึ้น ทำให้ร่างกายเกิดความอยากอาหาร ช่วยย่อยอาหาร ช่วยให้ขับถ่ายคล่อง และช่วยให้นอนหลับสบายอีกด้วย ‘สะเดา’ ผักสมุนไพรที่แม้จะมีรสขมขนาดไหน แต่ก็ยังเป็นของโปรดของหลายๆ คน โดยเฉพาะเมนูสะเดาน้ำพริกน้ำปลาหวาน กินกับปลาดุกย่าง หรือกุ้งเผา หรือน้ำพริกปลาร้า ที่เมื่อกินพร้อมกันแล้วจะลดความขมของสะเดาลง เหลือแต่ความอร่อย หรือบางบ้านอาจนำสะเดาไปลวกเพื่อลดค
