ตลาดกบ
ประเทศไทย นอกจากต้องเจอปัญหาเศรษฐกิจแล้ว ยังต้องประสบกับวิกฤตเรื่องน้ำ ซึ่งกรมชลประทานได้รายงานสถานการณ์น้ำใน 4 เขื่อนหลัก ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ว่ายังมีน้ำเกณฑ์ที่น่าเป็นห่วง แม้จะมีปริมาณน้ำฝนที่ตกลงภายในเขื่อนแล้วก็ตาม ทำให้ชาวนาที่เคยทำนาได้ปีละ 2 ครั้ง คือ นาปี และนาปรัง ต้องหยุดทำนาปรังลงพร้อมทั้งการเกษตรอื่นๆ ด้วย เพื่อให้ปริมาณน้ำมีใช้ถึงฤดูฝนใหม่ที่จะมาถึง เกษตรกรทำนา เช่น คุณเกษร ป้องฉิม อยู่บ้านเลขที่ 65/2 หมู่ที่ 1 ตำบลนางบวช อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี ต้องเจอกับปัญหานี้เช่นกัน ซึ่งเธอมีอาชีพทำนาเป็นรายได้หลักของครอบครัว ในช่วงที่ไม่ได้ทำนาเช่นนี้ เธอยังมุ่งมั่นหาอาชีพเสริม ด้วยการเลี้ยงกบและเลี้ยงปลาดุก และนำกบที่เลี้ยงมาเพิ่มมูลค่า ด้วยการประกอบอาหารขาย เป็นการสร้างรายได้เป็นอย่างดี คุณเกษร เล่าว่า ครอบครัวของเธอทำนามากกว่า 20 ปี แต่ระยะหลังๆ ราคาข้าวไม่แน่นอนทำให้ต้องเริ่มมองหาอาชีพเสริม เพื่อให้มีรายได้มากขึ้น “ทำนามานานมาก บางทีรายได้มันไม่เพียงพอ เมื่อประมาณปี 54 ก็เลยลองหากบมาเลี้ยงดู ก็เลยเริ่มเลี
คำว่า “ความจนมันน่ากลัว” คงนำมาใช้ได้กับทุกยุคทุกสมัย จึงทำให้หลายๆ คน ขยันหมั่นเพียรในการทำงานเพื่อเก็บออมเงิน สร้างอนาคตให้กับตนเองหรือส่งต่อความมั่นคงทางสถานะครอบครัวให้กับลูกหลานต่อไป อย่างเช่น เกษตรกรทางการเกษตรก็เช่นเดียวกัน สร้างอาชีพเพื่อให้เกิดรายได้และมีเงินออม มีรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนโดยที่ไม่ต้องทิ้งบ้านเกิดเพื่อเข้าไปทำงานยังเมืองใหญ่ แต่สามารถทำกินอยู่บนที่ดินของตนเองได้อย่างมีความสุข คุณวันเพ็ญ เริงฮัง อยู่บ้านเลขที่ 42 หมู่ที่ 6 ตำบลทับกุง อำเภอหนองแสง จังหวัดอุดรธานี เป็นเกษตรกรตัวอย่างที่สู้ชีวิต ด้วยการทำอาชีพทางการเกษตรที่มั่นคงให้กับตนเอง ด้วยการเลี้ยงกบจำหน่าย ทำการเรียนรู้และศึกษาการผสมพันธุ์ต่างๆ จึงทำให้กบที่เธอเลี้ยงสร้างรายได้ และเป็นอาชีพที่มั่นคงให้กับเธอมาจนถึงทุกวันนี้ คุณวันเพ็ญ เล่าว่า สมัยก่อนทำอาชีพรับจ้างทุกอย่าง ไม่ว่าใครจ้างทำอะไรก็ทำหมด ตั้งแต่การเป็นกรรมกรก่อสร้างเพื่อให้ได้เงินมาเลี้ยงลูกจำนวน 2 คนให้ได้อยู่สุขสบาย เมื่อเก็บเงินออมได้ก้อนหนึ่งจึงได้ตัดสินใจซื้อรถเพื่อไปออกจำหน่ายหนังสือตามงานต่างๆ ก็เริ่มรู้สึกเหนื่อยกับการค้าขาย เพราะต้องเดิ
