ตลาดโลก
เมื่อสวนปาล์มน้ำมันอายุกว่า 30 ปี เดินทางมาถึงวันที่ต้องรื้อปลูกใหม่ คำถามสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าจะปลูกปาล์มอีกครั้งหรือเปลี่ยนไปปลูกยางพารา แต่คือมีพืชอะไรที่เหมาะกับพื้นที่และสร้างมูลค่าได้มากกว่านั้นหรือไม่? คำถามนี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการทดลองปลูกพริกไทยในจังหวัดตรัง และค่อยๆ พัฒนาไปสู่การทำสวนพริกไทยดำ GI ที่ไม่ได้มองเพียงผลผลิต แต่พยายามค้นหาคุณค่าของพืชท้องถิ่นชนิดนี้ ให้ลึกไปถึงประวัติศาสตร์ การปลูก และการตลาด ผู้ที่พาเรื่องราวนี้เดินทางจากสวนทดลองหลักพันต้น มาสู่สวนพริกไทยขนาด 20 ไร่ คือ คุณทราย – กันต์หทัย จิตรไมตรีเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แบล็คโกลด์ เทรชเชอร์ จำกัด ซึ่งเดิมกำลังศึกษาต่อด้าน Digital Marketing ที่ประเทศอังกฤษ และเหลือเวลาอีกประมาณ 6 เดือนก่อนเรียนจบ ขณะเดียวกันทางบ้านกำลังมองหาพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ หลังตัดสินใจไม่ปลูกปาล์มน้ำมันหรือยางพารา เพราะเวลานั้นสถานการณ์ราคาผลผลิตทางการเกษตรไม่ได้เป็นใจนัก ขณะที่ต้นทุนกลับเพิ่มขึ้นทั้งค่าแรง ค่าปุ๋ย และค่าใช้จ่ายในการจัดการสวน จาก 1,000 ต้น สู่ 20 ไร่ พลิกพืชทางเลือก สู่พืชเศรษฐกิจท้องถิ่น ค
สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA นำโดย ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร และสมาคมทุเรียนไทย นำโดย นายกฤติเดช อยู่รอด นายกสมาคมทุเรียนไทย ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เรื่อง “การวิจัยและพัฒนาเพื่อแก้ไขปัญหาทุเรียนไทยและถ่ายทอดเทคโนโลยีทุเรียนสู่การใช้ประโยชน์” เพื่อสานต่อความร่วมมือด้านการวิจัยและนวัตกรรมอีก 5 ปี มุ่งเชื่อมโยงโจทย์จากเกษตรกร ผู้ประกอบการและภาคการส่งออกเข้าสู่กระบวนการวิจัย พร้อมขยายการพัฒนาเทคโนโลยีตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อยกระดับคุณภาพ มาตรฐานและขีดความสามารถในการแข่งขันของทุเรียนไทยในตลาดโลก โดยมีคณะผู้บริหารและผู้แทนจากทั้งสองหน่วยงานร่วมเป็นสักขีพยาน ณ โรงแรมมณีจันท์รีสอร์ท อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี ความร่วมมือครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อภาคการเกษตรและเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากทุเรียนเป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรส่งออกสำคัญของไทย โดยข้อมูลกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ปี 2568 ไทยส่งออกทุเรียนสดสู่ตลาดโลก 979,045 ตัน มูลค่ากว่า 125,737 ล้านบาท ขณะที่ช่วงวันที่ 1 มกราคม – 19 กรกฎาคม 2569 ไทยส่งออกทุเรียนสดไปยังจีน ซึ่งเป
ทุกวันนี้การทำเกษตรอาจไม่ใช่เรื่องของการผลิตให้ได้มากที่สุดอีกต่อไป เพราะต่อให้ผลิตได้ดีเพียงใด หากไม่มีตลาด ไม่มีเรื่องราว และไม่มีวิธีสื่อสารให้ผู้คนเข้าใจคุณค่าของสิ่งที่ผลิต สิ่งนั้นก็อาจกลายเป็นเพียงสินค้าที่ต้องแข่งขันกันด้วยราคา ในขณะที่เกษตรกรจำนวนมากมีต้นทุนสำคัญอยู่ในมือแล้ว ทั้งผืนดิน ภูมิประเทศ ทรัพยากรธรรมชาติ ภูมิปัญญา วิถีชีวิต และวัฒนธรรม เพียงแต่ต้นทุนเหล่านี้ ยังไม่ได้ถูกนำมามองในฐานะ “คุณค่าของแบรนด์” อย่างจริงจัง อาจารย์ขาบ-สุทธิพงษ์ สุริยะ นักปั้นแบรนด์และนักออกแบบภาพลักษณ์ธุรกิจอาหาร ภาคการเกษตร และการท่องเที่ยวเกษตรยั่งยืน แห่ง Karb Studio เจ้าของรางวัล Gourmand Awards หรือเวทีที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติด้านอาหารอย่างต่อเนื่องกว่า 20 ปี รวม 27 รางวัล และเป็นผู้ขับเคลื่อนแนวคิด “Local สู่ เลอค่า” มีความเชื่อว่าของดีในท้องถิ่น ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวตนเพื่อให้มีมูลค่า แต่ต้องรู้จักค้นหาและสื่อสารคุณค่าที่มีอยู่ให้คนอื่นมองเห็น เกษตรไทยมีของดี ต้องสร้างแบรนด์ให้ไปไกล อาจารย์ขาบ มองว่า จุดแข็งของภาคการเกษตรไทยที่ผ่านมาอยู่ที่การผลิต เพราะประเทศไทยมี
ปัจจุบันความต้องการผลิตภัณฑ์ Freeze-Dried หรือการอบแห้งแบบแช่เยือกแข็งในตลาดโลกเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในกลุ่มอาหาร ขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพ และอาหารสัตว์เลี้ยง เนื่องจากผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสินค้าที่เก็บรักษาได้นานโดยไม่ต้องพึ่งสารกันบูด สะดวก พร้อมรับประทาน และยังคงรสชาติ กลิ่น รวมถึงคุณค่าทางโภชนาการไว้ได้ใกล้เคียงของเดิม ดังนั้นเทคโนโลยี “ฟรีซดราย” (Freeze Drying) จึงเป็นโอกาสใหม่และทางรอดของสินค้าเกษตรและผู้ประกอบการไทย ในการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งในและต่างประเทศ สุทธิพจน์ แก้วบุญเรือง หน่วยวิศวกรรมและโรงงานต้นแบบ (EPP) สถาบันพัฒนาและฝึกอบรมโรงงานต้นแบบ (สรบ.) (Pilot Plant Development and Training Institute: PDTI) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) บางขุนเทียน กล่าวว่า เทคโนโลยีการอบแห้ง (Drying Technology) ถือเป็นนวัตกรรมสำคัญที่ช่วยยกระดับและเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูปของไทยได้อย่างมหาศาล โดย สรบ. มีบทบาททั้งด้านการวิจัย พัฒนา ฝึกอบรม และถ่ายทอดองค์ความรู้ให้ผู้ประกอบการสามารถนำไปต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์เชิงพาณ
โลกกำลังเดินหน้าเข้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเต็มรูปแบบ ส่งผลให้ภาคการเกษตรทั่วโลกต้องปรับตัวครั้งใหญ่ เพราะการแข่งขันในวันนี้ไม่ได้วัดกันเพียงปริมาณผลผลิตหรือราคาสินค้าอีกต่อไป แต่ยังรวมถึง “วิธีการผลิต” ว่าปลอดภัยต่อผู้บริโภค เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมจากประเทศคู่ค้า ไม่ว่าจะเป็น CBAM, EUDR, ESG, Carbon Footprint และ Carbon Credit กำลังกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการค้าระหว่างประเทศ หากเกษตรกรหรือผู้ประกอบการไทยไม่สามารถปรับตัวให้สอดคล้องกับมาตรฐานใหม่ ก็อาจมีโอกาสสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกในอนาคต แนวคิดนี้เองจึงเป็นจุดเริ่มต้นของ คุณวชิระวิชญ์ จารุพัฒนวาณิช ผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัท Organic Way Corporation ที่เชื่อว่า การพัฒนาเกษตรไทยต้องเริ่มจาก “ต้นทางของการผลิต” มากกว่าการมุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มเฉพาะปลายทาง เริ่มต้นจากฟาร์มเล็กๆ สู่การค้นพบ Pain Point ของเกษตรกร ก่อนก่อตั้ง Organic Way คุณวชิระวิชญ์เริ่มทำฟาร์มเกษตรอินทรีย์ที่อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี ตั้งแต่ปี 2552 ซึ่งเป็นช่วงที่เกษต
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากการประเมินสถานการณ์การค้าสินค้าน้ำตาล พบสัญญาณความท้าทายเพิ่มขึ้น จากแนวโน้มปริมาณผลผลิตอ้อยและน้ำตาลทั้งในประเทศ และจากผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกที่สูงขึ้น ประกอบกับนโยบาย “พึ่งพาตนเอง” ของประเทศคู่ค้าหลักอย่างอินโดนีเซีย เกษตรกรและผู้ประกอบการ ควรเตรียมแผนรับมือด้านการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ควบคู่กับการเร่งขยายและผลักดันการส่งออกไปยังตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ และยกระดับอุตสาหกรรมอ้อยสู่การแปรรูปมูลค่าสูง โดยเฉพาะการพัฒนาไปสู่การผลิตพลังงานชีวภาพและผลิตภัณฑ์ชีวภาพอื่นๆ สัญญาณหนึ่งที่ควรติดตามคือ นโยบายของอินโดนีเซียที่มุ่งลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำตาลเพื่อการบริโภค โดยมีเป้าหมายเพิ่มการใช้ผลผลิตภายในประเทศให้สอดคล้องกับความต้องการใช้ในประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป ทั้งนี้ อินโดนีเซียเป็นหนึ่งในตลาดส่งออกน้ำตาลที่สำคัญของไทย จึงอาจต้องพิจารณาการกระจายและหาตลาดส่งออกทดแทนเพิ่มในระยะต่อไป โดยเฉพาะในภาวะที่ “ผลผลิตอ้อยปี 68/69” ของไทยมีแนวโน้ม
ภายหลังกรมทรัพย์สินทางปัญญาเดินหน้าหนุนยกระดับ GI “หมอนทองจันท์” หวังสร้างมูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นและโอกาสการค้าทุเรียนตลาดโลก หลังจากปี 2568 กรมทรัพย์สินทางปัญญาเดินหน้ายกระดับเศรษฐกิจชุมชนผ่านการขึ้นทะเบียนและคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรไทย โดยเฉพาะ “ทุเรียน” ราชาแห่งผลไม้ ที่มีอัตลักษณ์โดดเด่นแตกต่างกันตามแหล่งกำเนิด โดยปัจจุบันมีทุเรียนไทยได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น GI 19 รายการ จาก 17 จังหวัดทั่วไทย สร้างมูลค่าการตลาดสูงถึง 68,000 ล้านบาท สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อคุณภาพและมาตรฐานสินค้า GI ไทย ส่งออกเกือบ 10 ปี ไม่ได้จด GIผศ.ดร.เดือนรุ่ง เบญจมาศ ที่ปรึกษาศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมสินค้าเกษตรและอาหารภาคตะวันออก คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี ในฐานะผู้จัดทำโครงการจัดทำคำขอสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ไทย (GI) สินค้าทุเรียน “หมอนทองจันท์” กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี ร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดจันทบุรี สำนักงานเกษตรจังหวัดจันทบุรี ตัวแทนภาครัฐและเอกชน ตลอดจนเกษตรกรเจ้าของสวนทุเรียนหมอนทองทั้ง 10 อำเภอ
ปี 2569 นับเป็นปีที่น่าจับตามอง สำหรับ ‘กุ้งกุลาดำ’ กุ้งเนื้อแน่นที่เป็นวัตถุดิบแสนอร่อยในการปรุงอาหาร ที่เคยเป็นสายพันธุ์หลักและเป็นโปรดักต์แชมเปี้ยนของไทยเมื่อปี 2543 กำลังหวนคืนทวงบัลลังก์ให้เกษตรกรอีกครั้ง หลังจากหายไปจากตลาดนานกว่ายี่สิบปี นายเอกพจน์ ยอดพินิจ นายกสมาคมกุ้งไทย กล่าวว่า การเติบโตของตลาดกุ้งกุลาดำในปี 2568 นับเป็นการรีเทิร์นออฟเดอะคิงส์ หรือการหวนกลับสู่บัลลังก์แห่งแชมป์ เพราะกุ้งกุลาดำเคยเป็นพระเอกของสินค้าอาหารทะเลไทย เมื่อ 20 กว่าปีก่อน หลังจากที่หายไปกว่า 22 ปี ตอนนี้เกษตรกรกำลังฟื้นฟูการเลี้ยง การผลิตสินค้าเศรษฐกิจช่วยทำรายได้ในประเทศไทยได้อีกครั้ง ผลผลิตกุ้งกุลาดำ เพิ่ม 18% นายบรรจง นิสภวาณิชย์ ประธานสมาพันธ์การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย และที่ปรึกษาสมาคมกุ้งไทย กล่าวว่า ปี 2568 มีการพูดถึงการเพิ่มการเลี้ยงกุ้งกุลาดำอย่างมาก โดยมีการประเมินว่าปีที่ผ่านมา เกษตรกรเพิ่มสัดส่วนการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ 27% ทำให้มีผลผลิตกุ้งกุลาดำเพิ่มขึ้น 18% และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในปี 2569 นายบรรจง เล่าว่า ย้อนไปในปี 2543 ไทยเคยเป็นแชมป์โลกในการผลิตกุ้งกุลาดำได้มากถึง 300,000 ตัน จ
(ซินหัว) — วันนี้เรื่องราวของ “เห็ดทรัฟเฟิล” ที่ครั้งหนึ่งถูกมองเป็น “ของหรูนำเข้าจากยุโรป” และมีเพียงคนส่วนน้อยเท่านั้นที่ได้ลองลิ้มชิมรสกำลังเปลี่ยนแปลงจากของนำเข้าหายากกลายเป็นสมบัติล้ำค่าที่ผลิตได้ในจีนด้วยเห็ดทรัฟเฟิลที่เพาะปลูกในมณฑลอวิ๋นหนาน (ยูนนาน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน มณฑลอวิ๋นหนานกำลังสร้างห่วงโซ่อุตสาหกรรมเชิงบูรณาการที่ครอบคลุมการเก็บเกี่ยว แปรรูป จัดจำหน่าย และพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ขณะเห็ดทรัฟเฟิลได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในหมู่ผู้บริโภคชาวจีนและถูกต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยเฉพาะเห็ดทรัฟเฟิลจากอำเภอหย่งเหรินที่ถูกจัดจำหน่ายสู่ตลาดจีน รวมถึงส่งออกสู่ตลาดต่างประเทศทางเครื่องบิน อำเภอหย่งเหรินมีแสงแดดมากกว่า 2,800 ชั่วโมงต่อปี และอัตราความครอบคลุมของป่าไม้สูงเกือบร้อยละ 75 ทำให้มีสภาพแวดล้อมเหมาะสมกับการเจริญเติบโตของเห็ดทรัฟเฟิลอย่างมาก โดยแต่ละปีที่นี่ผลิตเห็ดทรัฟเฟิลได้ราว 50 ตัน คิดเป็นสัดส่วนสำคัญของผลผลิตเห็ดทรัฟเฟิลทั้งหมดในจีน ปัจจุบันเห็ดทรัฟเฟิลคุณภาพสูงจากอำเภอหย่งเหรินมีราคาสูงถึง 850 หยวน (ราว 3,800 บาท) ต่อกิโลกรัม การเก็บเห็ดทรัฟเ
มข. ดันธุรกิจ “จิ้งหรีด” เลี้ยงเป็น เปลี่ยนชีวิต อย่างที่หลายคนทราบดีว่า“จิ้งหรีด” เป็นแมลงที่ได้รับความสนใจในหลายมิติ เป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพสูง จนเกิดกระแสนิยมการบริโภคโปรตีนจากแมลงในทวีปยุโรปและอเมริกา ยกให้เป็นอาหารใหม่ หรือ Novel Food อาหารแห่งอนาคต ทั้งยังมีการคาดการณ์ว่า อุตสาหกรรมโปรตีนจากแมลงจะขยายตัว 3.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี พ.ศ. 2570 ซึ่งผู้ซื้อรายใหญ่ในตลาดนี้คือ บริษัทอาหารและเครื่องดื่ม ผู้ผลิตนมทางเลือก และอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ เป็นต้น ในด้านเศรษฐกิจไทย จิ้งหรีดสามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชน โดยเฉพาะในชนบทที่มีพื้นที่จำกัด ซึ่งเกษตรกรผู้เลี้ยงจิ้งหรีดในไทยมีมากกว่า 20,000 ราย และมากกว่าร้อยละ 80 อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยที่เกษตรกรกลุ่มแรกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเริ่มเลี้ยงจิ้งหรีดมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2541 แต่ปัจจุบันกลุ่มผู้เลี้ยงจิ้งหรีดที่สามารถแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและส่งออกต่างประเทศได้ กลับเป็นกลุ่มผู้เลี้ยงจิ้งหรีดในพื้นที่ภาคกลาง และอื่น ๆ ดร.อนุวรรตน์ ศรีสวัสดิ์ หัวหน้าโครงการเพิ่มขีดความสามารถผู้ประกอบการผ่านกระบวนการพัฒนาห่วงโซ่คุณค่าใหม่ของกา
