ตะขบ
หลายๆ คนคงรู้จักกันดีหากพูดถึง “ตะขบ” เป็นผลไม้พื้นบ้านริมรั้ว มักพบขึ้นตามที่รกร้างว่างเปล่า ตะขบถือเป็นผลไม้ชนิดหนึ่ง ที่มักจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ น้อยคนนักที่จะตั้งใจปลูกไว้เพื่อกินผล แต่เห็นลูกเล็กๆ แบบนี้แต่อัดแน่นไปด้วยสารอาหารมากมาย กรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุข ได้วิจัยออกมาแล้วว่า ปริมาณวิตามินบีจะมีสูง มีประโยชน์ช่วยดูดซับคอเลสเตอรอล ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งลำไส้ ช่วยแก้อาการอ่อนเพลียได้ และบรรเทาอาการโรคดีซ่าน ม้ามโต แก้คลื่นไส้ อาเจียน เป็นยาระบายได้ บำรุงกระดูก และป้องกันเส้นเลือดสมองแตกได้ดีเลยทีเดียว ก่อนที่จะพาทุกคนไปล้วงสูตร “ชาตะขบ แก้ปวดศีรษะ” นั้นขอพาทุกคนไปทำความรู้จักต้นตะขบให้มากกว่านี้ เพื่อพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า ผลเล็กๆ แบบนี้แต่ประโยชน์เยอะมาก เชื่อว่าสมัยก่อนต้องเคยแอบเด็ดมากินกันบ้างแหละ หรือเราอาจจะเห็นที่มันร่วงเยอะๆ บ้านไหนมีอยู่เก็บไว้อย่าเพิ่งโค่นทิ้งนะ ลักษณะของตะขบ ต้นตะขบ จัดเป็นไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็ก มีความสูงได้ประมาณ 5-7 เมตร และอาจสูงได้ถึง 10 เมตร แตกกิ่งก้านแผ่ขนานกับพื้นดิน เปลือกลำต้นเรียบเป็นสีเทา ตามกิ่งอ่อนมีขนนุ่มขึ้นปกคลุม ตะขับ
ตะขบป่า ชื่อวิทยาศาสตร์ Flacourtia rukam, Flacourtia Indica (BURM.F.) Merr ชื่อสามัญ Govemor’splum, Indian Plum, Ramontchi ชื่อวงศ์ Flacourtiaceae, Salicaceae ตะขบไทย ชื่อวิทยาศาสตร์ Flacourtia Jangomas (LOUR), Flacourtia Rukam ชื่อสามัญ Coffee Plum, Indian Cherry, East Indian Plum ชื่อวงศ์ Flacortiaceae ตะขบฝรั่ง ชื่อวิทยาศาสตร์ Muntingia Calabura Linn ชื่อสามัญ Jamaican Cherry, Calabura Jam Tree, West Indian Cherry ชื่อวงศ์ Muntingiaceae, Tiliceae ชื่ออื่นๆ (รวมทุกชนิด) ตาขบ ขรบฝรั่ง ครบ (ปัตตานี) มะเกว๋นควาย ตะขบควาย ตานเสี้ยน มะเกว๋นนก มะเกว๋นป่า หมักเบ็น ตากบ ผมสับสนกับตัวเอง เพราะแต่ละภาคของประเทศจัดผมอยู่ในกลุ่มต่างๆ ทั้งเป็นชนิด “อยู่ป่า” “ในไทย” และ “ฝรั่ง” แต่เวลาเอ่ยชื่อผม ก็เอ่ยว่า “ตะขบ” อย่างเดียวไม่ต้องสนใจว่าสัญชาติใด ผมก็รู้ว่าเป็นตัวผม เพราะเป็นที่รู้จักกันตั้งสองร้อยกว่าปีมาแล้ว เรื่องนี้ผมภาคภูมิใจมาก จากที่ผมถูกเอ่ยชื่อในกลอนบทละคร จากเรื่อง “อิเหนา” ซึ่งเป็นบทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย กล่าวถึงตะขบป่า ว่า บัดนั้น
นพ.สมยศ ดีรัศมี อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า จากการที่กลุ่มวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการ กองโภชนาการดำเนินการศึกษาวิจัย เรื่อง “ปริมาณใยอาหาร น้ำตาล และแร่ธาตุในผลไม้” โดยการเก็บตัวอย่างผลไม้จำนวน 30 ตัวอย่าง จากท้องตลาด 5 แห่งในเขต กทม.และปริมณฑล โดยเก็บตัวอย่างละ 2 กิโลกรัม มาวิเคราะห์ใน 2 ส่วน คือ 1.วิเคราะห์น้ำตาลและน้ำ 2.วิเคราะห์ใยอาหาร โปรตีน ไขมัน และแร่ธาตุ ซึ่งจากผลการศึกษา พบว่า ผลไม้ในส่วนที่รับประทานได้ 100 กรัม มีน้ำเป็นส่วนประกอบ 76-94 กรัม มีใยอาหาร 0.5-6.3 กรัม มีน้ำตาลรวม 3-18 กรัม และมีพลังงาน 33-97 กิโลแคลอรี ผล ไม้ที่มีใยอาหารสูง ได้แก่ ตะขบ 6.3 กรัม ฝรั่งแป้นสีทอง 3.3 กรัม ลูกหว้า 3.3 กรัม และฝรั่งกิมจู 3.1 กรัม ผลไม้ที่มีน้ำตาลสูง ได้แก่ ลิ้นจี่พันธุ์ค่อม 18 กรัม องุ่นดำไร้เมล็ด (ลูกใหญ่) 15 กรัม ลิ้นจี่จักรพรรดิ 13 กรัม สละ 13 กรัม และองุ่นแดง (ลูกใหญ่) 13 กรัม และผลไม้ที่มีน้ำตาลน้อย ได้แก่ เนื้อมะพร้าวอ่อน 3 กรัม ลูกหว้า 5 กรัม ลูกตาลอ่อน 5 กรัม ราสเบอร์รี 6 กรัม และแคนตาลูป (เขียว) 6 กรัม ผลไม้ส่วนใหญ่มีพลังงานน้อย เพราะมีน้ำเป็นองค์ประกอบค่
