ตำลึง
โรคเบาหวาน เป็นโรคเรื้อรัง ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ อ่านแล้วก็อย่าเพิ่งท้อใจไป เพราะถึงแม้จะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่เราสามารถอยู่ร่วมโรคบนโลกนี้ได้อย่างมีความสุข ตราบใดที่เรายังสามารถคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ตามเกณฑ์ ย้ำว่า…สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข เหมือนคนธรรมดาทั่วไปที่ไม่เป็นโรคเลย ถ้าสามารถคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ตามเกณฑ์ นี่คือเป้าหมายที่สำคัญค่ะ ผู้ป่วยบางคนขาดความเข้าใจถึงความร้ายแรง หรือผลเสียของโรค ทำให้ละเลยการปฏิบัติดูแลตนเอง สำหรับใครที่สนใจจะรับประทานสมุนไพรเพื่อรักษาเบาหวาน ก็ขอแนะนำว่าสมุนไพรเหล่านี้เป็นเพียงทางเลือกเสริม โดยเฉพาะในคนที่รับประทานยาแผนปัจจุบันแล้วยังไม่สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดให้ลงมาอยู่ในค่าเป้าหมายได้ การติดตามผลน้ำตาลและโรคแทรกซ้อน โดยการไปพบแพทย์ตามนัดสม่ำเสมอก็ยังเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็น รวมถึงการแจ้งแพทย์เกี่ยวกับสมุนไพรที่เราเลือกใช้เสริมเข้ามา เพราะแพทย์จะได้พิจารณาปรับยาให้ผู้ป่วยให้ได้อย่างเหมาะสม 4 อภินิหาร ผักฆ่าน้ำตาล เป็นผักที่มีงานวิจัยสนับสนุนว่าช่วยในการลดน้ำตาลได้ จึงมีส่วนช่วยในการควบคุมน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเ
ตำลึง เป็นพืชเถาที่คนนิยมนำมาปรุงอาหาร ลวก ต้ม นึ่ง จิ้มน้ำพริก ข้อมูลจากกองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ระบุคุณค่าทางโภชนาการของใบตำลึงและยอดอ่อนตำลึงปริมาณ 100 กรัม ไว้ว่าให้พลังงาน 39 กิโลแคลอรี, น้ำ 90.7 กรัม, โปรตีน 3.3 กรัม, ไขมัน 0.4 กรัม, คาร์โบไฮเดรต 5.5 กรัม, ใยอาหาร 1.0 กรัม, แคลเซียม 126 มิลลิกรัม, ฟอสฟอรัส 30 มิลลิกรัม, ธาตุเหล็ก 4.6 มิลลิกรัม, เบต้าแคโรทีน 5,190 ไมโครกรัม, วิตามินเอ 865 ไมโครกรัม, ไทอามีน 0.17 มิลลิกรัม, ไรโบฟลาวิน 0.13 มิลลิกรัม, ไนอะซิน 1.2 มิลลิกรัม, วิตามินซี 34 มิลลิกรัม ลักษณะต้นตำลึง เป็นไม้ล้มลุกเช่นเดียวกับแตง น้ำเต้า ฟักข้าว ฟักแฟง ลำต้นเป็นเถาทอดเลื้อยไปตามดินและมีมือจับ (Tendril) คล้ายลวดสปริง เกาะปีนป่ายสิ่งที่อยู่ใกล้ เวลาถูกลมพัดจะแกว่งไกวไปมา ลำต้นอ่อนมีขนาดเล็กต้องอาศัยยึดเกาะไปอย่างนั้น แต่ถ้าปล่อยไว้หลายปี จะมีเถาที่โตขนาดข้อมือคนเราก็มี ใบตำลึงรูปร่างคล้ายห้าเหลี่ยม มี 2 ชนิด คือ ชนิดที่มีแฉกเว้าลึกมากเรียกว่า “ตำลึงตัวผู้” ส่วนใบที่ขอบใบไม่เว้าลึกเรียก “ตำลึงตัวเมีย” ดอกเป็นดอกเดี่ยว ออกตามบริเวณซอกใบ ดอกแยกเพศกันอยู่คนละต้น มี
ในบรรดาพืชผักที่เป็นที่นิยมและรู้จักของคนไทย เชื่อแน่ว่าคงมีไม่กี่คนที่ไม่รู้จัก “ผักตำลึง” โดยเฉพาะชาวชนบททั่วทุกภาคของไทยเรา มีผักชนิดนี้ขึ้นประดับผืนไร่ สวนข้างรั้วหลังบ้าน หน้าบ้าน เป็นไม้เถาที่มากประโยชน์ ขึ้นง่ายกับที่ดินทุกชนิด โดยเฉพาะย่างเข้าหน้าฝน จะอวดยอดอวบอ้วนพร้อมมือจับที่ม้วนงอ แกว่งไหวกระดุกกระดิกคล้ายส่ายเสาะ หาที่เกาะปีนป่ายขึ้นอวดโฉมชูยอด จริงหรือที่มีคนเล่าว่า ถ้ากินผักตำลึงหน้าฝนจะเป็นไข้ ปวดท้อง คนเก่าแก่ในชนบทเล่าให้ฟังเหมือนกันว่า หน้าฝนยิ่งมีฝนตกหนักๆ ไปเก็บยอดตำลึงมาต้มแกงกินจะมีอาการไข้ไม่สบาย ปวดท้อง เห็นกันมาบ่อยๆ ก็เล่าต่อกันมา จริงเท็จอย่างไรมาช่วยกันไขปริศนานี้กันให้ที จากทฤษฎีร้อนเย็น ซึ่งเป็นความเชื่อมาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณแพร่หลายมาสู่พ่อค้าชาวอาหรับ ชาวสเปนและกลายเป็นความเชื่อขั้นพื้นฐานของการแพทย์แบบดั้งเดิม และในปัจจุบันทฤษฎีร้อนเย็นยังมีแพร่หลายอยู่ทั่วไป จีน ญี่ปุ่น เกาหลี อินเดีย และแถบละตินอเมริกา ในทฤษฎีร้อนเย็นกล่าวถึงอาหารคือ อาหารร้อน จะมีฤทธิ์กระตุ้น เช่น อาหารรสเผ็ด รสหวาน อาหารทอด ส่วนอาหารเย็น จะมีฤทธิ์ยับยั้งทำให้ร่างกายรู้สึกเย็นจนกลาย
ธรรมชาติของฤดูฝน ฝนตกฟ้าร้อง น้ำนอง น้ำท่วม เป็นเรื่องปกติธรรมดาๆ แต่ไม่ธรรมดา อิทธิพลของฝน ส่งผลให้ต้นไม้ใบหญ้า ข้าวกล้าพืชผักต่างๆ เจริญเติบโต พุ่งชูยอดเถากิ่งก้านใบอ่อนกันไปทั่ว นั่นเป็นเพราะความชื้น ความสดชื่นจากฝนฟ้าที่ชุ่มฉ่ำ ในอากาศที่ฝนตกผ่าน มีแร่ธาตุสารอาหารอยู่มาก ฝนตกได้นำเอาสิ่งเหล่านั้นคืนสู่ดิน ให้ต้นหมากรากไม้ แม้แต่คน สัตว์ต่างๆ ได้สัมผัสและใช้ประโยชน์จากเม็ดฝน สดชื่น ฉ่ำชุ่มกันทั่วหน้า ช่วงนี้แหละที่พี่น้องคนบ้านเราหาพืชผักมาต้มยำทำแกงกันได้ง่าย จริงอยู่ ฤดูอื่นๆ ก็มี แต่ก็มีไม่มากเท่าฤดูนี้ พืชผักหลายชนิดที่ขึ้นเจริญงอกงามให้เก็บ ให้เด็ด ไปทำอาหารได้ทั่วไป มีขึ้นตามป่า ข้างรั้ว พุ่มต้นไม้อื่นๆ เราคงรู้จักกับ “ตำลึง” กันเป็นอย่างดี สุดยอดผักที่เลิศล้ำคุณค่า และมีอยู่ทั่วไป บางทีบางที่เห็นว่าไม่ค่อยมีราคาค่างวด เพิ่งจะเริ่มมีการซื้อขายกันในชนบทเมื่อไม่นานมานี้เอง “ตำลึง” ทางภาคเหนือ เรียก “ผักแคบ” ภาคอีสาน เรียก “ผักตำนิน” กะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอน เรียก “แคเด๊าะ” เป็นพืชประเภทเถาเลื้อย เช่นเดียวกับพวกแตง ถั่วฝักยาว มะระ น้ำเต้า ฟัก เป็นพืชล้มลุกอายุหลายปี เถาตำลึงที่แก่ จะม
โรคเบาหวาน เป็นโรคที่พบบ่อยในผู้สูงอายุและวัยผู้ใหญ่กลางคน ซึ่งมีสาเหตุจากร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลที่กินเข้าไปได้หมด จึงทำให้น้ำตาลคั่งอยู่ในเลือด ถ้ามีน้ำตาลในเลือดมากจะถูกขับออกมาทางปัสสาวะ จึงเรียกอาการดังกล่าวว่า “เบาหวาน” (เบา หมายถึง ปัสสาวะ) ตามภูมิปัญญาดั้งเดิมของคนไทย ได้มีการบันทึกไว้เกี่ยวกับการดูแลรักษาโรคเบาหวาน โดยเน้นการใช้พืชผักสมุนไพรพื้นบ้านที่หาง่ายในท้องถิ่น และส่วนใหญ่มักใช้มาประกอบเป็นอาหารกินเป็นประจำ เป็นที่น่าสังเกตว่าคนไทยในสมัยโบราณ “กินปลาเป็นหลัก กินผักเป็นพื้น” มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง แต่ปัจจุบันพฤติกรรมกินอาหารเปลี่ยนแปลงไป มีค่านิยมเลียนแบบสังคมตะวันตก เน้นการกินอาหารประเภทเนื้อสัตว์ ซึ่งมีไขมันสูงและกินผักน้อยลง ดังนั้น หากมองไปรอบครัวของเรา อาจจะพอหาสมุนไพรพื้นฐานที่ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดที่ใช้กินได้ ดังนี้ มะระ ใช้ผลดิบที่ยังไม่สุกและยอดอ่อนใช้กินเป็นผักจิ้ม ผลของมะระนำมาลวกกินกับน้ำพริก ซึ่งจะมีสรรพคุณทางยาตามตำรายาไทยว่า มะระขี้นก เป็นยารสขม ช่วยเจริญอาหาร น้ำคั้นจากผลช่วยแก้ไข้และใช้อมแก้ปากเปื่อย ใบสดของมะระขี้นก หั่นชงกับน้ำร้อนใช้ถ่ายพยาธิเข็ม
“ตำลึง” ผักที่มีวิตามินเอสูงถึง 18,608 ยูนิต คนโบราณใช้รับประทานเพื่อรักษาอาการตามัว ตาฝ้าฟาง ผิวแห้งไม่มีน้ำมีนวล เพราะนอกจากมีวิตามินเอสูงแล้ว ยังมีวิตามินบี 3 ที่ช่วยบำรุงผิวหนัง ทำให้ผิวสวยได้อีกด้วย นอกจากนี้ ตำลึงยังได้ชื่อว่าเป็นยารักษาอาการผื่นแพ้ทางผิวหนังได้เป็นเลิศ ตั้งแต่ผื่นคันจากพืชคัน เช่น ตำแย หมามุ่ย หรือหนอนคัน บุ้ง หอยคัน มดคันไฟ ผื่นคันจากน้ำเสีย ละอองข้าว เริม งูสวัด หิด สิว ฝีหนอง และผื่นคันที่ไม่ทราบสาเหตุด้วย เนื่องจากตำลึงเป็นยาเย็น ที่มีฤทธิ์ในการลดการอักเสบได้เป็นอย่างดีนั่นเอง ตำลึง รักษาโรคผื่นแพ้ผิวหนัง ใช้ใบตำลึงสด 10-15 ใบ ตำกับข้าวสารเจ้าหรือดินสอพอง ทาบริเวณที่มีผื่น วันละ 2-3 ครั้ง ใช้ใบตำลึงสด 10-15 ใบ ตำให้ละเอียด ผสมน้ำซาวข้าวและพิมเสนเล็กน้อย พอกทิ้งไว้จนแห้งแล้วล้างออก ทำวันละ 3 ครั้ง ตำลึง รักษาสิวเสี้ยน ใช้ผลตำลึงสุก ผ่าครึ่ง นำมาทาหน้าให้ทั่ว ปล่อยทิ้งไว้ให้แห้งแล้วลอกออก สิวเสี้ยนจะหลุดออกมา ตำลึง พอกหน้ารักษาสิว ใช้ยอดตำลึงสดยาวประมาณ 1 ฝ่ามือ 12 ยอด เด็ดเป็นชิ้นเล็กๆ ใส่น้ำสะอาด 2 ช้อนโต๊ะ ตำหรือปั่นให้เป็นเนื้อเดียวกัน เก็บใส่กระปุกแช่เย็น
ตำลึง เป็นพืชเถาที่คนนิยมนำมาปรุงอาหาร ลวก ต้ม นึ่ง จิ้มน้ำพริก ข้อมูลจากกองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ระบุคุณค่าทางโภชนาการของใบตำลึงและยอดอ่อนตำลึงปริมาณ 100 กรัม ไว้ว่าให้พลังงาน 39 กิโลแคลอรี, น้ำ 90.7 กรัม, โปรตีน 3.3 กรัม, ไขมัน 0.4 กรัม, คาร์โบไฮเดรต 5.5 กรัม, ใยอาหาร 1.0 กรัม, แคลเซียม 126 มิลลิกรัม, ฟอสฟอรัส 30 มิลลิกรัม, ธาตุเหล็ก 4.6 มิลลิกรัม, เบต้าแคโรทีน 5,190 ไมโครกรัม, วิตามินเอ 865 ไมโครกรัม, ไทอามีน 0.17 มิลลิกรัม, ไรโบฟลาวิน 0.13 มิลลิกรัม, ไนอะซิน 1.2 มิลลิกรัม, วิตามินซี 34 มิลลิกรัม ลักษณะต้นตำลึง เป็นไม้ล้มลุกเช่นเดียวกับแตง น้ำเต้า ฟักข้าว ฟักแฟง ลำต้นเป็นเถาทอดเลื้อยไปตามดินและมีมือจับ (Tendril) คล้ายลวดสปริง เกาะปีนป่ายสิ่งที่อยู่ใกล้ เวลาถูกลมพัดจะแกว่งไกวไปมา ลำต้นอ่อนมีขนาดเล็กต้องอาศัยยึดเกาะไปอย่างนั้น แต่ถ้าปล่อยไว้หลายปี จะมีเถาที่โตขนาดข้อมือคนเราก็มี ใบตำลึงรูปร่างคล้ายห้าเหลี่ยม มี 2 ชนิด คือ ชนิดที่มีแฉกเว้าลึกมากเรียกว่า “ตำลึงตัวผู้” ส่วนใบที่ขอบใบไม่เว้าลึกเรียก “ตำลึงตัวเมีย” ดอกเป็นดอกเดี่ยว ออกตามบริเวณซอกใบ ดอกแยกเพศกันอยู่คนละต้น มี
จนกระทั่งจวนหมดฤดูฝน ผมถึงนึกได้ว่า ผมยังไม่ได้เล่าแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเก็บพืชผักอาหารข้างทาง ที่ผมทำมาตลอดช่วงหลายปีนี้ให้ฟังกันเลย วันนี้จึงจะขอเล่าเรื่องวิถีชีวิตพื้นๆ ธรรมดาๆ ที่ผมทำในบางวัน เผื่อว่าบางคนจะอยากลองทำดูบ้างนะครับ ปีนี้ ผมย้ายมาพักอาศัยแถบชายขอบเมืองฝั่งธนบุรีด้านตะวันตกสุด ในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองภาษีเจริญและคลองสาขาที่เป็นพื้นที่นาและสวนเก่า ซึ่งแต่เดิม คงเป็นพื้นที่ดินเค็ม น้ำกร่อย เพราะเห็นมีพืชสกุลป่าชายเลนขึ้นอยู่บ้างประปราย และแม้ว่าจะเป็นเขตบ้านจัดสรรไปแล้วหลายต่อหลายแห่ง ทว่าก็ไม่ได้ตั้งกันหนาแน่นนัก ยังมีพื้นที่ว่างเปล่า ทั้งริมคลอง สวนร้าง ป่าโปร่งข้างทาง ที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ตามแบบการจัดสรรพื้นที่เมืองใหญ่อยู่มาก สำหรับคนที่นิยมการออกกำลังกายโดยการเดิน วิ่งจ๊อกกิ้ง หรือชอบขี่จักรยานแบบผม นี่นับเป็น “พื้นที่สีเขียว” ที่มีความหลากหลายของวิวทิวทัศน์ ผู้คนและกิจกรรม ร้านอาหารค่อนข้างดี และสำหรับคนทำอาหารผู้ชอบแสวงหาวัตถุดิบธรรมชาติ ย่อมเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยความสนุกตื่นเต้น ท้าทาย สภาพพื้นที่กึ่งป่า กึ่งสวน กึ่งเมืองเช่นนี้คงมีทั่วทุกภาคของประเทศนะครับ และย
