ต้นหมาก
เด็กสมัยใหม่ใครกี่คนในยุคนี้ที่จะรู้จัก หมาก อย่าว่าแต่เคยลิ้มชิมรสเลย ด้วยว่ากระทั่งคนรุ่นห้าสิบบวกก็ใช่ว่าจะเคยกินหมาก เพราะการกินหมากบ้านเรากลายเป็นของต้องห้ามไปตั้งแต่ยุคจอมพลผ้าขาวม้าแดง สฤษดิ์ ธนะรัชต์ นัยว่าเพื่อให้เป็นอารยประเทศแบบเมืองฝรั่งเขา สมัยก่อน ใครๆ ก็นิยมเคี้ยวหมากปากแดง ตั้งแต่ระดับชนชั้นสูงและชาวบ้านร้านตลาดทั่วไป เครื่องวัดฐานะอย่างหนึ่งของคนยุคนั้นคือ เชี่ยนหมาก แขกไปใครมาต้องยกเชี่ยนหมากมารับรอง เป็นหน้าเป็นตาอย่างหนึ่งเลยทีเดียว แต่พอเลิกกินหมากเครื่องเคราที่เกี่ยวกับการกินหมากก็ค่อยๆ หมดความนิยม กลายเป็นของเก่าเก็บที่นักสะสมมีไว้ในตู้โชว์ ตามข้อมูลที่ค้นหาได้มา บอกเราว่า หมาก เป็นพืชลำต้นเดี่ยว ไม่แตกกอ และมีใบเลี้ยงเดี่ยว ไม่มีรากแก้ว หมากมีแต่รากฝอยกระจายรอบโคนต้น ด้วยเหตุนี้หมากจึงทนทานในสภาพน้ำท่วมขังได้นาน เพราะสามารถสร้างรากอากาศได้นี่เอง เนื้อต้นหมากเป็นเสี้ยนยาวจับตัวกันแน่น ส่วนกลางลำต้นเป็นเสี้ยนแต่ไม่อัดแน่นเหมือนด้านนอก มีเนื้อไม้อ่อนนุ่มคล้ายฟองน้ำ ทำให้ต้นหมากเหนียวและสามารถโยกโอนเอนได้มาก สมัยก่อนคนเก็บหมากผู้เชี่ยวชาญจะโยกเอนลำต้นหมากจากต้นหนึ่ง
ลูกลานอ่อนเริ่มร่วงหล่นสู่พื้นดิน เป็นสัญญาณธรรมชาติที่บ่งบอกว่า ลานกำลังยืนต้นตาย เพราะวงจรของต้นลานจะออก ดอกและผลเพียงครั้งเดียวในรอบ 60-80 ปี “หลังโพสต์ภาพลานกำลังยืนต้นตาย บริเวณแจ่งหัวริน จ.เชียงใหม่ ลงไปในสื่อ โซเชี่ยลก็เกิดคำถามขึ้นมากมาย บ้างไม่รู้จักต้นลาน บ้างว่าเสียดายที่มันกำลังตาย บ้างอาสาเสาะหากล้ามาให้ซึ่งหายากมาก กลายเป็นปรากฏการณ์ของผู้คนที่รักเมือง ชักชวนกันมาปลูกต้นลานแทนต้นแม่ที่กำลังจะตาย” คำบอกเล่าของ นายชัชวาล ทองดีเลิศ จากมูลนิธิสืบสานล้านนาในงาน “ปลูกลาน ปลูกหมาก ฝากไว้กับแผ่นดิน” จัดโดยวัดเจ็ดยอด จ.เชียงใหม่ มูลนิธิสืบสานล้านนา ศูนย์ ใบลานศึกษา สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ และ “Spark U Chiang Mai” ที่วัดเจ็ดยอด โดยมี พระเทพปริยัติ เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ เจ้าอาวาสวัดเจ็ดยอด ผศ.สุชานาฏ สิตานุรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ นายชัช พชรธรรมกุล รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ นายบรรจง สมบูรณ์ชัย คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ดร.วรลัญจก์ บุณยสุรัตน์ คณบดีคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาล
