ต้นหอม
คนไทยมักนิยมชมชอบการล้อมวงกินข้าว สำรับกับข้าวที่ผสมผสานปนเป ทั้งอาหารไทย อาหารจีน ลาว ฝรั่ง เป็นค่านิยมของคนบ้านเรา กินข้าวร่วมกันไป พูดคุย สรวลเสเฮฮาบ้าง ตลกขบขันบ้าง นินทาบุคคลที่สามบ้าง เพิ่มรสชาติให้อาหารมื้อนั้น ให้ถ่ายเทความอร่อยจากปลายลิ้นสู่ท้อง เข้าถึงก้นบึ้งกลางใจทุกคน และมีค่านิยมหนึ่ง ซึ่งเป็นที่รับกันได้ทั่วไป คือกินข้าวต้องมีของเคียงกับข้าว หรือมีของแกล้ม ที่ชัดที่สุดคือ “ผัก” ซึ่งมีนับกว่าร้อยอย่าง และหนึ่งในนั้น ต้องรู้จักกันทั่วไป คือ “หอมแบ่ง” เรารู้จัก “หอมแบ่ง” กันมานาน ปลูกกิน ปลูกขาย ทั่วทุกภาคของไทยเรา แต่เราไม่ค่อยเรียกหอมแบ่ง ซึ่งเป็นชื่อเรียกอย่างเป็นทางการ เรานักบริโภคส่วนใหญ่เรียกกันว่า “ต้นหอม” เวลาไปตลาดเรามักจะถามแม่ค้าว่า ต้นหอมขายอย่างไร กำละกี่บาท ต้นหอมที่แม่ค้ามัดกำขาย เพราะเขาต้องเอาไปรวมกับ “ผักชี” เรียกกันรวมว่า “ต้นหอมผักชี” ก็ขอให้ทุกท่านได้เข้าใจตามนี้ก็แล้วกันว่า คือ “หอมแบ่ง” ที่กำลังจะพูดถึง อาจจะมีการเรียกสับสลับกัน เป็นหอมแบ่งบ้าง ต้นหอมบ้าง หรือบางทีว่า “ต้นหอมแบ่ง” เลยก็มี คงเข้าใจและอภัยกันได้ เพราะเขาจะเป็นแค่ผักแกล้ม ผักเคียง หรือผัก
นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าจากการที่ได้สั่งการให้กรมวิชาการเกษตรเร่งตรวจสอบสารตกค้างสีฟ้าในตัวอย่างต้นหอมที่จำหน่ายในตลาดสี่มุมเมืองและรายงานให้ทราบโดยเร็วเพื่อคลายข้อกังวลต่อผู้บริโภคนั้น ในวันนี้ (18 มกราคม 2566) ได้รับรายงานจากนายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ว่าผลการตรวจวิเคราะห์สารตกค้างในห้องปฏิบัติการด้วยเครื่อง GC-MS และเครื่อง Atomic Absorption Spectrometer (AAS) ของกองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร พบว่าเป็นสารแมนโคเซบ (mancozeb) ตกค้างประมาณ 2 mg/kg ซึ่งอยู่ในระดับที่ปลอดภัยไม่เกินค่ามาตรฐาน (EU MRL 3 mg/kg in leeks) รวมทั้งสารแมนโคเซบเป็นยาชนิดสัมผัสบริเวณผิว ไม่ใช่สารที่ดูดซึมเข้าในต้นหอม ดังนั้นการล้างให้สะอาดโดยให้สารที่เคลือบออกหมดก่อนจำหน่ายหรือบริโภคจะทำให้ผู้บริโภคไม่ได้รับอันตราย “แม้ผลการตรวจวิเคราะห์จะยืนยันออกมาแล้วว่าปริมาณสารตกค้างดังกล่าวไม่เป็นอันตรายแต่ก็ขอเน้นย้ำให้ทั้งผู้ค้าและผู้บริโภคล้างทำความสะอาดต้นหอม หรือพืชผัก ผลไม้ทุกชนิด เพื่อไม่ให้มีสารตกค้างปนเปื้อนก่อนนำไปจำ
สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักยิ่ง วันนี้ผมขอตั้งคำถามง่ายๆ “เราใช้หอมแบ่งในชีวิตประจำวันอย่างไรบ้าง” ลองช่วยกันนึกดูนะครับ ต้มยำ ลาบ น้ำตก ซกเล็ก ก้อย ยำ ต้มจืด ผัด ดอง สารพัดเมนูเหล่านี้ล้วนต้องมีหอมแบ่งเป็นส่วนหนึ่งหรือเป็นตัวหลักในเมนูนั้นๆ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว วันนี้เรามาทำความรู้จัก หอมแบ่ง กันหน่อยดีไหม ผมนัดพบกับ ท่านนายกฯ ถิ่น เติบสูงเนิน โทร. 081-977-6100 ปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลนากลาง อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา เพื่อไปชมแปลงเงินด่วนที่ท่านนายกฯ ได้ปลูกเอาไว้ นายกฯ ถิ่น เล่าว่า ปัจจุบัน หอมแบ่ง ที่ปลูกจำหน่ายในท้องตลาดมี 2 สายพันธุ์ คือ พันธุ์ลับแล และพันธุ์โคราช ครอบครัวญาติพี่น้องปลูกหอมแบ่งมานานแล้ว ใช้พันธุ์โคราชที่สืบทอดกันมา ตั้งแต่เริ่มปลูกจนเก็บเกี่ยว ใช้เวลาแค่ 35-45 วัน เท่านั้น เรียกว่าเป็นการทำเกษตรเงินด่วน ปลูกพืชเงินด่วนได้เลย เตรียมพื้นที่ปลูก…ปกติเกษตรกรจะนิยมปลูกหอมแบ่งกันหลังฤดูเก็บเกี่ยว คือเริ่มประมาณปลายเดือนธันวาคมจนถึงต้นมกราคมของแต่ละปี เลือกพื้นที่ที่มีไม้บังลม หรือเป็นหุบจะดีมาก เพราะป้องกันลมพัดต้นหอมล้ม ผลผลิตไม่สวยงาม แต่ที่
“ต้นหอม” หรือ “หอมแบ่ง” ผักกินใบและใช้ลำต้นปลูกไม่นาน ติดอันดับผักขายดีที่ทุกแผงผักต้องมีติดไว้ เพราะถือเป็นผักที่มีส่วนสำคัญในการปรุงอาหารทั้งคาวและหวาน ทำให้ความต้องการใช้ในแต่ละวันสูงมาก แต่ยังไงก็ตามสำหรับเกษตรกรท่านใดที่อยากปลูกหอมแบ่งเพื่อสร้างรายได้ ควรมีการศึกษาการตลาดและวางแผนจัดการปลูกให้ดี เพราะหอมแบ่งเป็นพืชที่มีราคาผันผวนสูง ในวันที่ราคาดีราคาก็พุ่งสูงไปถึงกิโลกรัมละร้อย แต่หากช่วงไหนราคาตกก็ตกลงมาอย่างน่าใจหาย เพราะฉะนั้นการวางแผนและเทคนิคการปลูกถือเป็นเรื่องสำคัญ คุณสุรางค์ นรเอี่ยม หรือ พี่ก้อย อยู่บ้านเลขที่ 47 หมู่ที่ 5 ตำบลหนองกร่าง อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์คนเก่ง สร้างตัวจากอาชีพเกษตร ปลูกพืชผสมผสาน เด่นที่การจัดสรรพื้นที่และเทคนิคการปลูกการดูแล รวมถึงการวางแผนการตลาดก่อนปลูกให้มีกำไรตลอดทุกช่วงการผลิต พี่ก้อย เล่าถึงจุดเริ่มต้นการเป็นเกษตรกรว่า เมื่อก่อนตนเองและสามีประกอบอาชีพเปิดร้านซ่อมรถเป็นหลัก การทำเกษตรเป็นเพียงอาชีพเสริมเท่านั้น แต่เมื่อได้ทำมาสักพัก งานเกษตรได้กลายเป็นงานสร้างรายได้หลักให้กับครอบครัวแบบไม่ได้ตั้งใจ เริ่มทำจากพื้นฐานค
ที่ตำบลซานซิง เมืองยี่หลาน ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งปลูกต้นหอมที่ใหญ่ที่สุดและต้นหอมที่นี่มีคุณภาพดีและรสชาติดีที่สุดของเกาะไต้หวัน ตำบลซานซิง ตั้งอยู่บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะไต้หวัน ทาง ต.ซานซิง ได้ปรับปรุงพัฒนาให้โรงเก็บข้าวเก่ามาเป็นพิพิธภัณฑ์ต้นหอมขึ้นมา เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงการเกษตรของเมืองและเปิดพิพิธภัณฑ์ต้นหอมอย่างเป็นทางการขึ้นเมื่อปี 2548 ทุกๆ ปีทาง ต.ซานซิง จะจัดงานเทศกาลต้นหอมและกระเทียม ซึ่งถือว่าเป็นงานใหญ่จนเป็นที่รู้จักและคนไต้หวันจะรู้ว่า เมื่อถึงเดือนมกราคมของทุกปีจะมี “เทศกาลต้นหอมและกระเทียม” ขึ้นที่นี่ คนไต้หวันนิยมบริโภคผักตามฤดูกาล เพราะเชื่อว่าจะทำให้สุขภาพแข็งแรง และปัจจุบันคนไต้หวันเปลี่ยนพฤติกรรมกินข้าวในแต่ละมื้อน้อยลงแต่จะเน้นการกินผักและผลไม้มากขึ้น (จากอดีตบริโภคข้าว 70%, ผักและผลไม้ 30% ปัจจุบันกลับกันบริโภคข้าว 30% และบริโภคผักและผลไม้ 70%) ต.ซานซิง นั้นมีชื่อเสียงมากเรื่องของการปลูกต้นหอมที่มีคุณภาพดีที่สุดในไต้หวัน ด้วยสภาพแวดล้อมที่มีความเหมาะสม ดินมีลักษณะร่วนปนทราย ทำให้การระบายน้ำดี มีน้ำดี (ซึ่งทางภาครัฐของไต้หวันค่
