ถ่านแมคคาเดเมีย
ปัจจุบันในไทยมีเพียง 3 จังหวัดที่สามารถปลูกแมคคาเดเมียได้ มีเชียงใหม่ เชียงราย และเลย ซึ่งเกษตรกรมีการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากแมคคาเดเมีย โดยผลแมคคาเดเมียจะถูกกะเทาะเปลือกออกแล้วนำส่วนที่เป็นเนื้อภายในไปขาย ทำให้มีเปลือกแมคคาเดเมียเหลือทิ้งจำนวนมาก ตลาดแมคคาเดเมียเติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี โดยเฉพาะกลุ่มผู้รักสุขภาพ ปัจจุบัน แมคคาเดเมียกำลังเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหมที่ได้รับความสนใจจากเกษตรกรทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย ทุกวันนี้เกษตรกรไทยเริ่มหันมาสนใจปลูกแมคคาเดเมียกันอย่างกว้างขวางทั้งในพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสาน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วีรชัย มัธยัสถ์ถาวร ภาควิชาพืชไร่นา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายกิจการนิสิต เปิดเผยว่า กะลาแมคคาเดเมียเป็นเศษเหลือทิ้งจากกระบวนการแปรรูปแมคคาเดเมีย ซึ่งมีศักยภาพที่นำมาใช้เป็นพลังงานทดแทนได้ ซึ่งถ่านจากเปลือกแมคคาเดเมียมีความหนาแน่นรวมของถ่านน้อย มีรูพรุนสูง สามารถนำมาทำเป็นถ่านกัมมันต์ได้ จึงได้พัฒนาทดสอบกระบวนการและสภาวะที่เหมาะสมในการผลิตแท่งเชื้อเพลิง และนำเศษวัสดุเหลือทิ้งดังกล่าวมาผ่านกระบวนการปรับปรุงคุณภาพและอัดแท่งให้เป็นแท่งเชื้อเพลิง โดยผ่านกร
หนึ่งในภูมิปัญญาไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับโลกอย่าง “ถ่านแมคคาเดเมีย” เป็นนวัตกรรมภายใต้โครงการพัฒนาดอยตุงในพระราชดำริของสมเด็จย่า ซึ่งช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน กระตุ้นเศรษฐกิจและรักษ์สิ่งแวดล้อม “ถ่านแมคคาเดเมีย” นี้ ได้รับการพัฒนาโดย ศ.ดร.จิตต์ลัดดา ศักดาภิพาณิชย์ ผู้นำทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดล ภายใต้โครงการพัฒนาดอยตุง ในหัวข้อการพัฒนาขยะจากกระบวนการผลิตถั่วแมคคาเดเมียเพื่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจในปี พ.ศ. 2549 ถ่านแมคคาเดเมีย สามารถนำมาประยุกต์ใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ทั้งดูดกลิ่น ดูดสารพิษ เร่งให้ข้าวหรืออาหารสุกเร็วขึ้น ต่อต้านอนุมูลอิสระ จึงใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์อาบน้ำและบำรุงผิว และยังสามารถนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์สิ่งทอได้ การนำผงถ่านที่สามารถแผ่รังสีอินฟราเรดแบบไกล (Far Infrared) และบดบังคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าได้มาผสมกับเส้นใยเพื่อแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์สิ่งทอ สำหรับเครื่องแต่งกายนี้สามารถช่วยในการกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตของผู้สวมใส่ได้ดี และยังสามารถพัฒนาให้สร้างประโยชน์ทางการแพทย์ได้หลายประการ ด้วยเทคนิคเฉพาะที่สามารถรักษาประสิทธิภาพการทำงานของผงถ่านได้
