ทางรอดเกษตรกร
มะนาว พืชคู่ครัวไทยที่แทบทุกบ้านขาดไม่ได้ ไม่ว่าราคาจะถูกหรือแพง ก็ยังเป็นวัตถุดิบสำคัญในชีวิตประจำวัน ขณะเดียวกัน สำหรับเกษตรกรผู้ปลูก มะนาวก็ถือเป็น “พืชปราบเซียน” ของใครหลายคนเช่นกัน เพราะในวงการมะนาว มีทั้งเกษตรกรหน้าใหม่หน้าเก่าวนเวียนเข้าออกกันอยู่ทุกวัน สะท้อนให้เห็นว่าความต้องการของตลาดยังมีต่อเนื่องตลอดทั้งปี เพียงแต่ราคามะนาวมีขึ้นมีลงตามฤดูกาล ใน 1 ปี มีทั้งช่วงราคาดีและช่วงราคาตกต่ำ ใครวางแผนการผลิตแม่น มองตลาดขาด ก็มีโอกาสทำกำไรได้ดี แต่หากปลูกตามกระแสโดยไม่มีข้อมูลรองรับ ก็อาจไปไม่รอดเช่นกัน จึงเรียกได้ว่า มะนาวเป็นพืชที่สร้างโอกาสมหาศาลให้กับคนที่ “จับทางถูก” แต่ก็อาจกลายเป็นฝันร้ายของคนที่ลงทุนโดยไม่ศึกษาตลาดให้ดีพอ คุณนิพนธ์ พรหมรักษ์ เจ้าของ “สวนมะนาวท้ายไร่” ต.เนินปอ อ.สามง่าม จ.พิจิตร คือหนึ่งในเกษตรกรรุ่นเก๋าที่อยู่ในวงการมะนาวมายาวนานกว่า 19 ปี โดยนำความรู้จากสายงานโปรแกรมเมอร์มาประยุกต์ใช้กับการบริหารสวน จุดเด่นคือการใช้ข้อมูลวิเคราะห์ตลาดและวางแผนการผลิตอย่างเป็นระบบ ทำให้ไม่ว่าสถานการณ์ราคามะนาวจะถูกหรือแพง ก็ยังสามารถบริหารจัดการสวนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้
น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า หลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบมาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับเกษตรกร รัฐบาลมอบหมายให้ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เตรียมดำเนินโครงการสินเชื่อ “ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” เพื่อลดต้นทุนการผลิต วงเงินรวม 30,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยนำเงินไปซื้อปุ๋ยและปัจจัยการผลิต บรรเทาผลกระทบจากราคาที่ผันผวนจากสถานการณ์โลก โดยรัฐบาลจะช่วยชำระดอกเบี้ยให้ร้อยละ 3 ต่อปี จากอัตราดอกเบี้ยปกติร้อยละ 6 ส่งผลให้เกษตรกรจ่ายดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 3 ต่อปี วงเงินกู้สูงสุดรายละไม่เกิน 100,000 บาท ระยะเวลา 12 เดือน นับถัดจากวันรับเงินกู้และไม่เกินวันที่ 30 เมษายน 2572 สำหรับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขผู้เข้าร่วมโครงการ “ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” มีดังนี้1) ต้องผ่านการอบรม/เรียนรู้การพัฒนาทักษะและการบริหารจัดการต้นทุน (Reskill/Upskill) โดย ธ.ก.ส. หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ/หรือหน่วยงานร่วมดำเนินการอื่น ๆ เช่น การใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพตามค่าการวิเคราะห์ดิน เป็นต้น 2) ใช้เงินกู้เพื่อจัดซื้อปุ๋ยผ่านสถาบันเกษตรกร กลุ่มเกษตรกรหรือวิสาหกิจชุมชนที่
บทบรรณาธิการ ปัญหาราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำเป็นเผือกร้อนที่รัฐบาลต้องเร่งหาทางออก หากทำได้นอกจากเกษตรกรและคนในระดับรากหญ้าจะมีรายได้ ค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นแล้ว ยังช่วยปลุกกำลังซื้อในต่างจังหวัดปิดจุดอ่อนด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลอีกทางหนึ่ง ขณะเดียวกันก็จะลดแรงกดดันทางการเมือง และการเคลื่อนไหวเรียกร้องให้รัฐแก้ปมสินค้าเกษตรปัญหาคลาสสิกทุกยุคสมัย เพราะล่าสุด ชาวสวนยางภาคใต้เพิ่งออกโรงจี้ให้รัฐเร่งแก้ปัญหาราคายางที่ดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง เท่ากับ ครม.ประยุทธ์ 5 มีงานรอให้สะสางตั้งแต่รัฐมนตรีใหม่ยังไม่ได้เข้ารับตำแหน่งเป็นทางการ ที่สำคัญนอกจากยางพาราแล้วชาวสวนปาล์มก็กำลังเดือดร้อนและต้องการให้รัฐช่วยเหลือ จากราคาผลผลิตปาล์มมีแนวโน้มตกต่ำลง ขณะที่สต๊อกน้ำมันปาล์มดิบสูงเป็นประวัติการณ์ 5 แสนตัน จากปกติ 2-3 แสนตัน ส่วนข้าวนาปีปีการผลิต 2560/2561 ซึ่งทยอยออกสู่ตลาดมากขึ้น แม้จะมีหลายมาตรการดูแลช่วยเหลือ พยุงราคาข้าวเปลือกไม่ให้ตกต่ำ แต่ตัวแปรสำคัญคือทิศทางราคาข้าวในตลาดโลก จึงไม่อาจคาดหวังได้ว่าแม้ปัจจัยลบสต๊อกข้าวรัฐถูกระบายออกไปทั้งหมดแล้ว จะดันราคาข้าวในตลาดให้สูงขึ้น นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสห
นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวถึง การเปิดศูนย์บริหารจัดการน้ำที่ จ.ลำปาง โดย นางอรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นประธานเปิดเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2560 ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง สภาเกษตรกรแห่งชาติและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) ณ สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดลำปาง ศาลากลางจังหวัดลำปาง ว่า ถือเป็นเรื่องใหม่มากกับข้อมูลสารสนเทศเรื่องน้ำ/ภูมิอากาศแบบบูรณาการ โดยมีศูนย์บริหารจัดการน้ำเป็นศูนย์เชื่อมโยงข้อมูลกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมอุตุนิยมวิทยา, สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร, กรมชลประทาน, กรมทรัพยากรน้ำ เป็นต้น เป้าหมายหลักคือเพื่อให้พี่น้องเกษตรกรได้ใช้ประโยชน์ สิ่งที่สภาเกษตรกรฯจะทำต่อไปคือจัดโครงการอบรมให้ความรู้ ความเข้าใจ พร้อมกับวิเคราะห์ให้ใช้ประโยชน์ในการวางแผนการผลิตและป้องกันความเสียหาย ลดความเสี่ยงจากความผันแปรของสภาพอากาศในพื้นที่ของตัวเอง ซึ่งมีเกษตรกรหลายรายที่เข้าใจและนำไปใช้เพื่อบริหารงานเกษตรแล้ว โดยข้อมูลจะมีทั้งรายวัน / สัปดาห์ ระยะสั้นและระยะยาว เกษตรกรสามารถนำไปวางแผนการเก
เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม ที่ผ่านมา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) โดยโครงการกิจกรรมการเชื่อมโยงงานวิจัยกับภาคนโยบาย จัดประชุมเวที TRF Forum เรื่อง “การแก้ปัญหาเรื่องข้าวอย่างยั่งยืน : สหกรณ์และนวัตกรรมคือทางออก” ณ โรงแรมแกรนด์ รอยัล พลาซ่า ฉะเชิงเทรา เพื่อนำเสนอแนวทางในการแก้ปัญหาเรื่องข้าวอย่างยั่งยืน ผ่านมุมมองประสบการณ์ตรงจากเกษตรกร นักธุรกิจและนักวิชาการ อันเป็นการถ่ายทอดความรู้จากงานวิจัยสู่ภาคนโยบาย จ.ฉะเชิงเทรา นายกิตติพันธุ์ โรจนาชีวะ รองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา ประธานเปิดงาน กล่าวว่า ฉะเชิงเทรา เป็นจังหวัดที่มีการปลูกข้าวหอมมะลิในพื้นที่ประมาณ 78 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 51 ของพื้นที่เกษตรทั้งหมดในจังหวัดทั้งใน อ.ราชสาส์น และ อ.บางคล้า ขณะเดียวกันก็มีการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมจากการขยายเขตอุตสากรรมจากกรุงเทพมหานคร การผลิตข้าวใน จ.ฉะเชิงเทรา ปัจจุบันเกษตรกรในพื้นที่ประสบปัญหาต้นทุนการผลิตสูงขึ้น แบกรับภาระด้านหนี้สิน เกษตรจังหวัดและอำเภอจึงเร่งดำเนินงานตามมาตรการเร่งด่วนของรัฐบาล อาทิ การถ่ายทอดเทคโนโยลีเรื่องเมล็ดพันธุ์ การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ส่งเสริมการทำเกษตรแปลงใหญ
