ทำนาแบบอินทรีย์
ในอดีตชาวนาในพื้นที่ตำบลห้วยไร่ อำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ ปลูกข้าวโดยใช้สารเคมีจำนวนมาก ทำให้มีต้นทุนการผลิตสูง แต่ได้ข้าวไม่มีคุณภาพ แถมขายข้าวได้ราคาถูกเพราะขาดอำนาจต่อรองกับพ่อค้า ทำให้เกิดปัญหาหนี้สินในครัวเรือน ปี พ.ศ.2552 นายวันนา บุญกลม เป็นแกนนำรวมกลุ่มเกษตรกรชาวนา ภายใต้ชื่อ “เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์จังหวัดอำนาจเจริญ” ปกติการทำนาทั่วไปมีต้นทุนประมาณ 3,500 – 4,000 บาทต่อไร่ นายวันนา ส่งเสริมสมาชิกทำนาแบบอินทรีย์ ที่เน้นหลักธรรมชาติ ไม่ใช้สารเคมีในทุกขั้นตอนการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยเคมีสารกำจัดศัตรูพืช ยาฆ่าหญ้า สารกำจัดแมลง รวมถึงสารเคมีอื่น ๆ สามารถลดต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 2,600 บาท/ไร่แล้ว ยังสามารถเพิ่มผลผลิตข้าวอินทรีย์ได้ประมาณ 400 -450 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของผลผลิตข้าวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มีค่าเฉลี่ยโดยทั่วไปอยู่ที่ 360 กิโลกรัมต่อไร่ ทางกลุ่มผลิตข้าวอินทรีย์ประเภทข้าวหอมมะลิ105 ข้าวมะลิแดง ข้าวมะลิดำ และข้าวเหนียวคุณภาพดีมีจุดเด่น “ใหญ่ ยาว ขาว นุ่ม หอม” ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น ต่อมาทางกลุ่มได้ยื่นตรวจม
มหาอุทกภัยครั้งร้ายแรงเมื่อปลายปี 2554 ที่มีมวลน้ำก้อนมหึมา ถาถมเข้าใส่พื้นที่หลายจังหวัด นับตั้งแต่ตอนบนของประเทศเรื่อยมาจนถึงกรุงเทพมหานคร ในครั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นใครที่อยู่ในเหตุการณ์ต้องประสบชะตากรรมเดียวกัน ซึ่งไม่ต่างจากความเดือดร้อนของคู่สามีภรรยาคือ ป้าสาวและลุงเนียร ในยามบั้นปลายของชีวิตที่บอกว่าไม่เคยมีเหตุการณ์น้ำท่วมร้ายแรงเช่นนี้มาก่อน กระทั่งทำให้พื้นที่ทั้งหมดของตำบลบางม่วง จังหวัดนครสวรรค์ และพื้นที่อีกหลายแห่งต้องจมอยู่กับความสูงของระดับน้ำ 4 เมตร เป็นเวลานานถึง 2 เดือน ซาบซึ้งในโครงการหลักเศรษฐกิจพอเพียง ลาออกจากงาน เดินหน้าตามโครงการ ผู้เขียนได้เดินทางไปที่บ้านเลขที่ 39/1 หมู่ที่ 2 ตำบลบางม่วง อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ เพื่อไปพบกับ ป้าสาว หรือ คุณมันทนา กลิ่นนิ่มนวล และ ลุงเนียร หรือ คุณจำเนียร กลิ่นนิ่มนวล คู่ชีวิตที่เพิ่งผ่านการต่อสู้กับความเดือดร้อนจากน้ำท่วมมาไม่นาน เพราะทราบมาว่าท่านทั้งสองใช้ชีวิตคู่ด้วยการทำไร่นาสวนผสม ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ป้าสาว ในวัย 70 ปีเศษ เดิมเคยทำงานที่ท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย ฝ่ายการเงิน แต่เมื่อซาบซึ้งในโครงการหลักเศรษฐกิจพอเพีย
