ทิศทางข้าว
นับเป็นระยะเวลา 3 ปีมาแล้วที่รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องแบกภาระสต๊อกข้าวสารจากโครงการรับจำนำข้าวในสมัยรัฐบาลที่ผ่านมา ด้วยปริมาณสต๊อกที่สูงถึง 18 ล้านตัน หรือเทียบเท่าครึ่งหนึ่งของปริมาณการค้าข้าวในตลาดโลกในแต่ละปีที่มีปริมาณอยู่ระหว่าง 40-41 ล้านตัน โดยสต๊อกข้าวไทยดังกล่าวไม่เพียงสร้างภาระงบประมาณในการเก็บรักษาข้าวเดือนละ 1,000 ล้านบาทให้กับรัฐบาล แต่ยังสร้างแรงกดดันต่อตลาดข้าวในโลกมาอย่างต่อเนื่องด้วย อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้พยายามระบายข้าวในสต๊อกออกมาอย่างต่อเนื่อง จนขณะนี้สามารถระบายข้าวออกไปได้ประมาณ 13 ล้านตัน คงเหลือข้าวในสต๊อกอยู่ระหว่าง 5-6 ล้านตันเท่านั้น ส่งผลให้ทิศทางราคาข้าวในตลาดโลกเริ่มปรับตัวดีขึ้น สต๊อกข้าวจำนำใกล้หมด ที่ประชุม“ThailandRice Convention 2017” (TRC 2017) เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคมที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงอนาคตของข้าวไทยด้วยการให้มองภาพว่า ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลชุดนี้ได้มุ่งเน้นการระบายสต๊อกข้าวออกไปได้มากถึง 13 ล้านตัน มูลค่า 100,000 ล้านบาท จากจำนวนสต๊อกโครงการรับจำนำข้าวที่รับมาจากรัฐบา
ดร.ภูมิศักดิ์ ราศรี ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) และ ผศ.ดร.กัมปนาท เพ็ญสุภา ผอ.ศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) เปิดเผยว่า ศูนย์ติดตามและพยากรณ์เศรษฐกิจการเกษตร (KU – OAE Foresight Center : KOFC) ได้ติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์ข้าวไทย ซึ่งจากการประกวด World’s Best Rice 2016 เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2559 จัดโดย The Rice Trader ข้าวหอมไทยครองแชมป์ชนะเลิศอันดับ 1 สำหรับการประกวดดังกล่าว มีข้าวจากหลากหลายประเทศส่งเข้าประกวดมากกว่า 50 ตัวอย่าง โดยการให้คะแนนจะพิจารณาจากความสวยและความสะอาดจากตัวอย่างข้าวที่ยังไม่ได้หุง ร่วมกับการพิจารณาจากข้าวที่หุงแล้วในด้านกลิ่น รสชาติ ความเหนียวนุ่ม และรูปร่างลักษณะ ว่าอยู่ในระดับใดแล้วคิดเป็นคะแนนเฉลี่ย โดยใช้วิธีตัดสินแบบการทดสอบด้วย Blind testing (คือไม่ให้กรรมการทราบว่าเป็นข้าวของประเทศใด) และจากการประกวดที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าข้าวหอมไทย มีคู่แข่งมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นข้าวหอมจากประเทศพม่า กัมพูชา และสหรัฐอเมริกา ซึ่งเคยได้รับรางวัลชนะ
