ที่ดิน
นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลสำรวจภาวะเศรษฐกิจสังคมครัวเรือนและแรงงานเกษตรของไทย โดยการถือครองและการใช้ประโยชน์ที่ดินของครัวเรือนเกษตร ปีเพาะปลูก 2566 พบว่า ครัวเรือนเกษตรของประเทศไทย มีที่ดินถือครองเฉลี่ย 24.97 ไร่ต่อครัวเรือน โดยร้อยละ 43.89 เป็นที่ดินที่เป็นของตนเองที่มีกรรมสิทธิ์ครอบครองเป็นเจ้าของ ส่วนร้อยละ 28.91 เป็นที่ดินที่เช่าผู้อื่น ไม่มีกรรมสิทธิ์ครอบครอง โดยจ่ายค่าเช่าเป็นเงินสด หรือผลผลิตหรืออื่นๆ ร้อยละ 18.19 เป็นที่ดินที่มีสิทธิ์เข้าทำประโยชน์ แต่ไม่มีกรรมสิทธิ์ครอบครองเป็นเจ้าของ เช่น ที่ดินที่อยู่ในเขต ส.ป.ก. ร้อยละ 8.92 เป็นที่ดินที่ได้ทำฟรี ไม่มีกรรมสิทธิ์ครอบครองและไม่ได้จ่ายค่าเช่า และที่เหลือร้อยละ 0.09 เป็นที่ดินที่ครัวเรือนเกษตรรับจำนองหรือรับขายฝากผู้อื่น และนำมาใช้ประโยชน์เอง ในจำนวนที่ดินที่ครัวเรือนเกษตรถือครองอยู่ จำนวน 24.97 ไร่นั้น แบ่งเป็นที่ดินที่นำมาใช้ประโยชน์ทางด้านการเกษตร เช่น การนำไปปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ หรือเป็นที่พักอาศัยบริเวณพื้นที่ทำการเกษตร จำนวน 24.27 ไร่ และเป็นที่ดินที่ใช้
คลังเตรียมออกเกณฑ์ที่ดินเกษตรเสียภาษีที่ดิน พร้อมหารือข้อควรปฏิบัติร่วมมหาดไทย 20 ธ.ค.นี้ ชี้ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไม่เพิ่มภาระผู้จ่ายภาษี คาดจัดเก็บภาษีที่ดินได้ 3 หมื่นล้านบาท ต่อปี นายชุมพล สุวรรณกิจบริหาร ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านนโยบายภาษี สำนักนโยบายภาษี สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ในส่วนอัตราภาษีที่ดินเกษตรกรรรม ยังต้องออกกฎหมายรองเพื่อกำหนดเกณฑ์ว่าปลูกพืชเท่าใดถึงจะนับว่าเป็นพื้นที่เพื่อการทำเกษตรกรรม ซึ่งปัจจุบันกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ส่งเรื่องมายังกระทรวงการคลังแล้ว โดยขณะนี้อยู่ระหว่างหารือกับกระทรวงมหาดไทย ในการปรับปรุงกฎหมายรองให้มีความชัดเจนอยู่ โดยในวันที่ 20 ธ.ค. 62 ทั้งกระทรวงการคลังและกระทรวงมหาดไทยจะมีการหารือร่วมกันอีกครั้ง ถึงสิ่งที่ควรปฏิบัติเกี่ยวกับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง “สำหรับกฎหมายรองที่จะออกมา จะมีการจำแนกพรรณไม้และจำนวนการปลูกพืชอย่างชัดเจน อาทิ พื้นที่ 1 ไร่ จะต้องปลูกกล้วยอย่างน้อย 200 ต้น แต่หากปลูกน้อยกว่าที่กำหนดไว้ จะคิดภาษีที่ดินที่เหลือ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีเงื่อนไขอื่นประกอบการพิจารณาด้วย เช่น กรณีพื้นที่ที่ใช้เพื่อการเกษตรต่อเนื่อง
นางสาวเบญจพร ชาครานนท์ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน พร้อมด้วย นายสถาพร ใจอารีย์ รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินด้านวิชาการ เข้าร่วม “พิธีมอบรางวัลการประกวดการพัฒนาและรณรงค์การใช้หญ้าแฝกอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” ครั้งที่ 11 ประจำปี 2561 – 2562 โดยได้รับเกียรติจาก ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ในฐานะประธานคณะกรรมการตัดสินการประกวดฯ และเป็นประธานในพิธี โดยมีผู้เข้าร่วมงานจาก คณะผู้บริหารกรมพัฒนาที่ดิน คณะผู้บริหาร บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) คณะผู้บริหารมูลนิธิชัยพัฒนา คณะผู้บริหารสำนักงาน กปร. ข้าราชการกรมพัฒนาที่ดิน สมาชิกเครือข่ายคนรักษ์แฝก หมอดินอาสา ประชาชนทั่วไป และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ณ ห้องประชุม 801 ชั้น 8 อาคาร 8 ชั้น กรมพัฒนาที่ดิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร โดย นางสาวเบญจพร ชาครานนท์ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า การจัดพิธีมอบรางวัลการประกวดการพัฒนาและรณรงค์การใช้หญ้าแฝกอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ภายใต้ความร่วมมือของกรมพัฒนาที่ดิน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) มูลนิธิชัยพัฒนา และสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนั
รองอธิบกรมป่าไม้ สั่งตรวจสอบที่ดินโครงการสวนน้ำทั้ง 57 แปลง “ภูขี้ไก่” ให้แปลภาพถ่ายดาวเทียมย้อนหลัง เพื่อใช้เป็นหลักฐานวิทยาศาสตร์ให้กรมที่ดินเพิกถอนโฉนด ชี้ “พ.อ. พงษ์เพชร” คงน้อยใจหลังเห็นงานไม่คืบ เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม นายอรรถพล เจริญชันษา รองอธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวถึงความคืบหน้าการเพิกถอนโฉนดที่ดิน 57 แปลง บริเวณภูขี้ไก่ ต.หล่มเก่า อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ หลังจาก หน.ชป.กอ.รมน.ตัดพ้อถึงขั้นตอนมีความล่าช้าและวิงวอนให้หน่วยงานเกี่ยวข้องมีความจริงใจในการแก้ไขปัญหาว่า ขณะนี้ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ติดตามใกล้ชิดและสั่งการชัดเจน ให้ศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์ป่าสนับสนุนการทำงานของ พันเอกพงษ์เพชร เกษสุภะ หน.ชป.ศปป.4 กอ.รมน. ซึ่งพันเอกพงษ์เพชร ก็อยู่ศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์ป่าอยู่แล้ว หมายถึงว่าหลังจากที่ไปตรวจแล้วคงไม่คืบหน้าก็เลยเกิดอาการน้อยใจ จึงดูเหมือนว่าหน่วยงานของรัฐเองก็ยังน้อยใจ ซึ่งความจริงคงไม่ใช่ แต่อาจจะเป็นเรื่องของความตั้งใจทำงาน ซึ่งพันเอกพงษ์เพชร ที่มีความตั้งใจทำงาน และบางทีอะไรที่ไม่ได้ดั่งใจก็เกิดความน้อยใจ ก็ไม่มีปัญหา เราได้ช่วยกัน
การแก้ปัญหาการใช้ที่ดินในพื้นที่ ส.ป.ก.เพื่อประโยชน์ในกิจกรรมอื่นนอกเหนือจากเกษตรกรรมยังไม่ได้ข้อยุติ แม้ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะใช้อำนาจตามมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญ ปี 2557 แก้ล็อกชั่วคราว ไม่ให้กระทบการลงทุน พร้อมกำหนดให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแล ยกร่างเงื่อนไขหลักเกณฑ์ในการอนุญาตให้ใช้ที่ดิน ส.ป.ก. โดยให้ออกเป็นกฎกระทรวง ซึ่งขณะนี้การดำเนินการคืบหน้าไปมาก และอยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้ปัญหาที่เกิดขึ้นส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการ นักลงทุน คำสั่งตามมาตรา 44 ได้เปิดให้กลุ่มผู้ผลิตปิโตรเลียม เหมืองแร่ ผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานลม ที่ได้รับอนุญาตให้ใช้พื้นที่ ส.ป.ก. ก่อนมีคำสั่งดังกล่าว ยื่นคำร้องขอใช้ประโยชน์ในพื้นที่ ส.ป.ก. และให้สามารถใช้ประโยชน์ที่ดินไปพลาง ๆ ก่อนได้ รวมทั้งให้ผู้ที่ได้รับสัมปทานปิโตรเลียม แต่ยังไม่ได้รับความยินยอมให้ใช้พื้นที่ ส.ป.ก. ยื่นคำขอใช้ที่ดินในเขต ส.ป.ก. และให้สามารถใช้ประโยชน์ที่ดินดังกล่าวใน
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ลงพื้นที่ประเมินโครงการจัดรูปที่ดินและระบบน้ำเพื่อเกษตรกรรม จังหวัดสุพรรณบุรี และจังหวัดศรีสะเกษ เผย เกษตรกรตอบรับ มีความพึงพอใจต่อโครงการเป็นอย่างมาก เพราะมีน้ำใช้เพียงพอตลอดฤดูกาลเพาะปลูก ช่วยแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำและปัญหาน้ำเกินความต้องการได้จริง นางสาวรังษิต ภู่ศิริภิญโญ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการลงพื้นที่ประเมินผลโครงการจัดรูปที่ดินและจัดระบบน้ำเพื่อเกษตรกรรม ซึ่ง สศก. ได้ลงพื้นที่ติดตามใน 2 จังหวัด คือ สุพรรณบุรี และศรีษะเกษ พบว่า จังหวัดสุพรรณบุรี ได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างในปีงบประมาณ 2560 และแล้วเสร็จเดือนพฤษภาคม 2560 อยู่ในช่วงทดลองส่งน้ำเข้าสู่แปลงนาเกษตรกร โดยงานจัดระบบน้ำโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาสองพี่น้อง (คลอง 4 ซ้าย-5 ซ้าย-2 ซ้าย) มีพื้นที่รับประโยชน์ 1,400 ไร่ เกษตรกร 58 ราย ส่วนงานจัดรูปที่ดินโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่าโบสถ์ ส่วนที่ 3 จังหวัดสุพรรณบุรี มีพื้นที่รับประโยชน์ 1,390 ไร่ เกษตรกร 120 ราย เกษตรกรส่วนใหญ่ที่เข้าร่วมโครงการฯ มองเห็นถึงประโยชน์ของการจัดรูปที่ดินและจัดระบบน้ำ ว่าจะ
ความท้าทายของมนุษย์โลกที่สำคัญในอนาคต คือ การปรับปรุงประสิทธิภาพของการใช้ที่ดินในภาคเกษตร การใช้ทรัพยากรธรรมชาติ พลังงานและน้ำ การคาดคะเนอนาคตของการใช้ที่ดิน ภาพในอนาคตของน้ำ จากนโยบายต่างๆ และความต้องการใช้พลังงานของประเทศไทยใน 20 ปีข้างหน้า จึงมีผลสำคัญต่อการพัฒนาประเทศและเศรษฐกิจไทยในอนาคต ในเวทีสัมมนา “ภาพอนาคตในปี 2035 : ที่ดิน พลังงาน และน้ำในประเทศไทย” โดยมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ภายใต้การสนับสนุนของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ที่ รร.ดิเอมเมอรัลด์ กรุงเทพฯ มีการพูดคุยถึงประเด็นดังกล่าว โอกาสนี้ ศ.นพ.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผู้อำนวยการ สกว. ร่วมให้ข้อมูลถึงทิศทางการสนับสนุนการวิจัยของ สกว. ที่เปลี่ยนแปลงไปว่าจะมุ่งเน้น 1.การนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ โดยโจทย์วิจัยมาจากผู้ใช้ประโยชน์จากงานวิจัยโดยตรง 2.ต้องการให้งานวิจัยส่งผลกระทบสูงต่อสังคม ที่เกิดต่อชุมชน สังคม ประเทศชาติ โดยปีงบประมาณ 2561 กำลังสนับสนุนทุนเรื่อง Future Study ซึ่งสอดคล้องกับเวทีสัมมนาในวันนี้ที่เป็นการพยากรณ์ภาพอนาคตของประเทศ โดยใช้งานวิจัยเป็นฐานข้อมูลที่สำคัญ เพื่อสร้างทา
ธนารักษ์เตรียมจัดที่ราชพัสดุให้เกษตรกรทำกินปลอดค่าเช่า 6 เดือนในปี′60 รายละไม่เกิน 15 ไร่ และเร่งจัดหาพื้นที่สร้างบ้านคนแก่ ชง ครม.ผ่อนคลายเงื่อนไขบ้านธนารักษ์ประชารัฐ นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า ในปี 2560 กรมธนารักษ์มีแผนจัดที่ราชพัสดุในการทำการเกษตรแบบยั่งยืน สำหรับเกษตรกร รายละไม่เกิน 15 ไร่ โดยจะยกเว้นค่าเช่าให้คนที่เข้าร่วมโครงการ เป็นเวลา 6 ปี ซึ่งจะร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการดำเนินการ ทั้งนี้ ปัจจุบันมีเกษตรกรที่เช่าที่ราชพัสดุทำการเกษตรอยู่ทั้งสิ้นกว่า 1 แสนราย นอกจากนี้ กรมธนารักษ์ยังมีโครงการก่อสร้างที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงอายุ (Senior Complex) ตามมาตรการรองรับสังคมผู้สูงอายุที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เพิ่งเห็นชอบไปนั้น ในส่วนกรมธนารักษ์ได้เสนอพื้นที่ที่จะก่อสร้างไปเบื้องต้น 4 แห่ง คือ ชลบุรี นครนายก เชียงราย และเชียงใหม่ ขณะเดียวกันก็ได้จัดหาพื้นที่เพิ่มเติมอีกประมาณ 7 แห่ง อาทิ ประจวบคีรีขันธ์ เป็นต้น ซึ่งอยู่ระหว่างให้ธนารักษ์พื้นที่ลงไปสำรวจ พร้อมกับรับฟังความคิดเห็นของประชาชนก่อนจะนำพื้นที่มานำเสนอให้รัฐบาล “การก่อสร้างก็คงทำเหมือนกับบ้าน
สำนักงานจัดรูปที่ดินกลาง กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เร่งมือช่วยเหลือเกษตรกรพร้อมก่อสร้างระบบแพร่กระจายน้ำและงานจัดรูปที่ดินเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้พี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศ เกษตรกรใน ต.รางสาลี่ อ.ท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี เป็นเกษตรกรอีกกลุ่มหนึ่งที่ได้รับการพัฒนาระบบแพร่กระจายน้ำรวมไปถึงงานจัดรูปที่ดิน จากสำนักงานจัดรูปที่ดินกลาง ซึ่งในอดีตอาชีพส่วนใหญ่ของคนที่นี่คือการทำนาเป็นหลัก ต้องประสบปัญหาเรื่องขาดแคลนน้ำ ผลผลิตที่ได้ก็ไม่อุดมสมบูรณ์ และในบางครั้งแปลงเพาะปลูกก็อยู่ในพื้นที่ตาบอด ไม่มีทางในการลำเลียงผลผลิตเพราะต้องผ่านพื้นที่ของคนอื่น ทำให้ผลผลิตเสียหาย เป็นต้น เมื่อเป็นเช่นนี้เกษตรกรในชุมชนจึงรวมตัวกัน เพื่อผลักดันให้ชุมชนได้รับการจัดรูปที่ดินรวมถึงระบบแพร่กระจายน้ำ ให้ทั่วถึงจนในที่สุดเกษตรกร ต. รางสาลี่ ก็ได้มีน้ำใช้ในการเพาะปลูก ถึงแม้ว่าในปีนี้ทางรัฐบาลจะขอให้งดการปลูกข้าวนาปรัง แต่เกษตรกรก็ยังสามารถปรับเปลี่ยนพื้นที่จากการปลูกข้าว มาเป็นการปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย เช่น ผักชี , ดีปลี , ข้าวโพด หรือบ้างก็เลี้ยงสัตว์ทำการเกษตรแบบผสมผสาน สามารถสร้างรายได้ให้
