ทุเรียนGI
ในวันที่ทุเรียนไทยไม่ได้เป็นเพียงผลไม้เศรษฐกิจส่งออก แต่กำลังก้าวสู่การเป็นผลผลิตที่สะท้อนอัตลักษณ์ของพื้นที่และวิถีชีวิตของชุมชนมากขึ้น “ทุเรียนปราจีน” คืออีกหนึ่งชื่อที่กำลังได้รับการพูดถึง ในฐานะผลไม้คุณภาพจากดินแดนแห่งสวนผลไม้ภาคตะวันออก ด้วยเอกลักษณ์ด้านรสชาติ เนื้อสัมผัส และกระบวนการผลิตที่ใส่ใจทุกขั้นตอน จนได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI (Geographical Indication) อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2559 นับเป็นความภาคภูมิใจของเกษตรกรในจังหวัดปราจีนบุรี ที่ร่วมกันรักษาคุณภาพผลผลิตและชื่อเสียงของท้องถิ่นเอาไว้ได้อย่างมั่นคง เบื้องหลังความสำเร็จของ “ทุเรียนปราจีน” ไม่ได้เกิดจากการผลิตเชิงอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แต่เกิดจากการทำสวนของเกษตรกรรายย่อยที่ดูแลสวนด้วยแรงงานภายในครอบครัว สวนแต่ละแห่งไม่ได้ปลูกทุเรียนจนแน่นเต็มพื้นที่ แต่เลือกปลูกในจำนวนที่สามารถดูแลได้ทั่วถึง ตั้งแต่การบำรุงต้น การจัดการน้ำ การตัดแต่งผล ไปจนถึงการควบคุมคุณภาพตามมาตรฐานจีเอพี (GAP) ส่งผลให้ผลผลิตทุเรียนจากพื้นที่แห่งนี้เป็นที่ต้องการของตลาด และได้รับความเชื่อมั่นจากผู้บ
กรมทรัพย์สินทางปัญญา เดินหน้ายกระดับเศรษฐกิจชุมชนผ่านการขึ้นทะเบียนและคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรไทย โดยเฉพาะ “ทุเรียน” ราชาแห่งผลไม้ที่มีอัตลักษณ์โดดเด่นแตกต่างกันตามแหล่งกำเนิด โดยปัจจุบันมีทุเรียนไทยได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น GI 19 รายการ จาก 17 จังหวัดทั่วไทย สร้างมูลค่าการตลาดสูงถึง 68,000 ล้านบาท ในปีที่ผ่านมา สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อคุณภาพและมาตรฐานสินค้า GI ไทย นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เผยถึงภาพรวมความสำเร็จของการส่งเสริมสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ในกลุ่มทุเรียนไทย โดยทุเรียน GI 5 อันดับยอดนิยมที่สร้างมูลค่าการตลาดสูงสุดในปี 2568 ล้วนโดดเด่นด้วยอัตลักษณ์เฉพาะถิ่นที่เชื่อมโยงกับปัจจัยทางภูมิศาสตร์ โดยส่วนใหญ่เป็นทุเรียนพันธุ์หมอนทองที่ครองใจผู้บริโภค นำโดย “ทุเรียนชุมพร” ขึ้นแท่นอันดับ 1 ทุเรียน GI ที่มีมูลค่าสูงสุดกว่า 49,000 ล้านบาท โดดเด่นด้วยอัตลักษณ์เฉพาะตัว และแหล่งผลิตกว้างขวางจึงมีปริมาณการผลิตมากกว่า 379,000 ตัน ราคาขายเฉลี่ย 80–180 บาทต่อกิโลกรัม จุดเด่นเป็นทุเรียนพันธุ์หมอนทองที
นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญา มุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากบนพื้นฐานแห่งอัตลักษณ์และภูมิปัญญาไทย โดยใช้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI เป็นเครื่องมือในการคุ้มครองสินค้าท้องถิ่นชุมชนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ในพื้นที่แหล่งผลิตสินค้าในแต่ละท้องถิ่น สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า ตลอดจนส่งเสริมการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้าเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค ล่าสุดกรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้ประกาศขึ้นทะเบียน “ทุเรียนหมอนทองเขาบรรทัด” เป็นสินค้า GI ลำดับที่ 3 ของจังหวัดตราดต่อจากสินค้าสับปะรดตราดสีทอง และทุเรียนชะนีเกาะช้าง ที่ได้รับการขึ้นทะเบียน GI ไปก่อนหน้านี้ “ทุเรียนหมอนทองเขาบรรทัด” เป็นทุเรียนพันธุ์หมอนทอง เปลือกผิวสีเขียวปนน้ำตาล ปลายหนามแข็งแรงและแหลมคม เนื้อทุเรียนสีเหลืองอ่อน หนา มีรสชาติหวาน มัน มีพื้นที่ปลูกอยู่บริเวณ แนวเทือกเขาบรรทัด ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ ลักษณะดินเป็นดินร่วน ระบายน้ำได้ดี ประกอบกับสภาพภูมิอากาศที่ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุม ทำให้มีฝนตกมาก อีกทั้งอิทธิพลจากแรงลมทะเลที่เข้าปะทะกับพื้
ทุเรียนชะนีเกาะช้าง จังหวัดตราด ได้การรับรองมาตรฐานสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เมื่อปี 2563 โดย นายวินัย ขยันยิ่ง เกษตรจังหวัดตราด ให้ข้อมูลว่า อัตลักษณ์ผลค่อนข้างรี ยาว หนามใหญ่และห่าง เปลือกบาง สีผิวออกสีน้ำตาลปนแดง เนื้อทุเรียนหนา ผิวสัมผัสละเอียด แห้ง เหนียว มีสีเหลืองเข้มไปจนถึงสีเหลืองอมส้ม ก้านขั้วค่อนข้างเล็ก สีน้ำตาล ผิวสัมผัสสากมือ เมล็ดมีขนาดเล็กหรือลีบ รสชาติหวานมัน และมีกลิ่นหอม ปลูกเฉพาะในอำเภอเกาะช้าง จังหวัดตราด และผลตรวจสอบของห้องปฏิบัติการกลาง (ประเทศไทย) จำกัด พบว่า เนื้อทุเรียนมีวิตามิน E และไอโอดีน ถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ก่อนประกาศเป็นทุเรียน GI ราคา 100-150 บาทต่อกิโลกรัม แต่ล่าสุดปี 2567 ราคา 200-250 บาทต่อกิโลกรัม เทียบกับทุเรียนชะนีทั่วไปราคา 120-125 บาทต่อกิโลกรัม หมอนทองราคามีขึ้น-ลง ปลายเดือนเมษายนหมอนทอง 165-170 บาทต่อกิโลกรัม ชะนีเกาะช้าง GI เป็นทุเรียนชนิดเดียวที่ราคาสูงกว่าหมอนทอง และยังคงยืนราคาเดียวตั้งแต่เปิดฤดูกาล โดยมีแนวโน้มว่าจะไม่ปรับลง เพราะผลผลิตลดลงไป 30-60% จากปี 2566 มีผลผลิตประมาณ 550-600 ตันเศษ ปี 2567 มีประมาณ 480-500 ตัน “เกาะช้างมีพื้นท
ในช่วงเดือนพฤษภาคม ตรงกับเทศกาลทุเรียน เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขของคนรักทุเรียน ยามนี้มองไปทางไหน ก็มีทุเรียนให้เลือกซื้อหากันอย่างจุใจ แต่หากใครต้องการรับประทานทุเรียนที่มีรสชาติอร่อยถูกปากถูกใจ ขอแนะนำให้เลือกซื้อ “ทุเรียนปราจีนบุรี” ที่ขึ้นชื่อลือชาเรื่องรสชาติความอร่อยสุดๆ โดย กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ได้ประกาศขึ้นทะเบียน “ทุเรียนปราจีน จังหวัดปราจีนบุรี” เป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication : GI) อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2559 จุดเด่นของ “ทุเรียนปราจีนบุรี” ทุเรียนปราจีนบุรี ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสินค้า GI มีจำนวน 7 สายพันธุ์ แบ่งเป็นทุเรียนพันธุ์การค้าคือ ทุเรียนพันธุ์ก้านยาว พันธุ์หมอนทอง พันธุ์ชะนี พันธุ์กระดุมทอง และทุเรียนสายพันธุ์พื้นเมือง ประกอบด้วย ทุเรียนพันธุ์กบชายน้ำ พันธุ์ชมพูศรี และพันธุ์กำปั่น ทุกวันนี้ แหล่งปลูกทุเรียนปราจีนบุรีกระจายอยู่ในพื้นที่อำเภอเมืองปราจีนบุรี อำเภอกบินทร์บุรี อำเภอประจันตคาม อำเภอศรีมหาโพธิ และอำเภอนาดี ที่มีสภาพดินเหมาะสมสำหรับเพาะปลูกทุเรียน เพราะสภาพดินชั้นบนเป็นดินร่วนปนทราย ดินชั้นล่างเป็นหิน
ด้วยศักยภาพทางภูมิศาสตร์ สภาพพื้นที่และสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม อากาศดี น้ำดี ภูเขาไฟที่มอดดับ ดินมีแร่ธาตุเหมาะสม ทำให้การปลูกทุเรียน ไม้ผลหลายชนิด หรือยางพาราได้คุณภาพ โดยเฉพาะทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ มีรสหวานมัน กลมกล่อม อร่อยมาก เป็นพืชเศรษฐกิจเฉพาะถิ่นที่มีการส่งออกและนำเงินเข้าประเทศปีละหลายร้อยล้านบาท ที่งาน เทศกาลทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ & มหกรรมยางพารา และนวัตกรรม 2019 วันที่ 20-30 มิถุนายน 2562 ณ บริเวณสนามหน้าศาลากลางจังหวัดศรีสะเกษ ที่น่าสนใจมากคือ ทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ ข้าวเหนียวทุเรียน กาแฟทุเรียน สินค้าเกษตร สินค้าโอท็อปหรืออื่นๆ ให้ประชาชนได้ชม ชิม และซื้อ มีจัดแสดงนวัตกรรมใหม่เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เหมาะสมให้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลง ส่งเสริมการท่องเที่ยวเกษตรเชิงอนุรักษ์ที่สวนไม้ผลคุณภาพของเกษตรกร คุณสว่าง กาลพัฒน์ เกษตรจังหวัดศรีสะเกษ เล่าให้ฟังว่า ประชากรส่วนใหญ่ของจังหวัดศรีสะเกษ ประกอบอาชีพเกษตรกรรม มีพื้นที่การเกษตรกว่า 4 ล้านไร่ เป็นพื้นที่เพื่อการทำนา ทำพืชไร่ ทำพืชสวน เลี้ยงสัตว์ หรือทำประมง การปลูกไม้ผลเศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ ทุเรียน เงาะ ลองกอง มังคุด ลำไย มะม่วง ฝร
