ทุ่งกุลาร้องไห้
นางธัญธิตา บุญยมณีกุล รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลสำเร็จโครงการเพิ่มศักยภาพการผลิตข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้สู่มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ซึ่งดำเนินการโดยกรมพัฒนาที่ดิน มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการผลิตให้เหมาะสมต่อการผลิตข้าวหอมมะลิในทุ่งกุลาร้องไห้ และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวหอมมะลิในทุ่งกุลาร้องไห้ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีการพัฒนาที่ดิน โดยปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 สามารถพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการผลิตและเพิ่มศักยภาพการผลิตข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ในพื้นที่ 7,070 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 100 ตามเป้าหมาย และในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ได้ดำเนินการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานการผลิตในพื้นที่ 2,875 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 59.28 ของเป้าหมาย 4,850 ไร่ ซึ่งการก่อสร้างดังกล่าว จำเป็นต้องใช้ระยะเวลาดำเนินการประมาณ 2 ปี โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ในการนี้ สศก. โดยศูนย์ประเมินผล ได้ลงพื้นที่ติดตามประเมินผลในกิจกรรมก่อสร้างระบบเก็บกักและระบายน้ำในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ พื้นที่บ้านมะเห็บ ตำบลเม็กดำ อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม ซึ่งก่อนเข้า
เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการ “การยกระดับคุณภาพชีวิตพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม: ด้านพืช สมุนไพร” ร่วมกับ 3 จังหวัดในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ศรีสะเกษ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม รวมทั้งสถาบันการศึกษาในพื้นที่ นำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ยกระดับการปลูกพืชสมุนไพร นำร่องขิง ไพล ฟ้าทะลายโจร พร้อมเชื่อมโยงบริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) และบริษัท กุยลิ้มฮึ้ง จำกัด รับซื้อผลผลิตคุณภาพตอบโจทย์ความต้องการตลาด เปิดช่องทางการตลาดใหม่ สร้างเศรษฐกิจชุมชนและฐานรากให้ยั่งยืนโดยใช้ฐานทรัพยากรในพื้นที่ ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า ประเทศไทยมีสมุนไพรกว่า 10,000 ชนิด โดยร้อยละ 15.5 ของชนิดสมุนไพร นำมาใช้ประโยชน์ได้ในหลายอุตสาหกรรม ทั้งอุตสาหกรรมยา อุตสาหกรรมเครื่องสำอาง อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม โดยก่อนสถานการณ์โควิดมูลค่าตลาดผลิตภัณฑ์สมุนไพรของประเทศไทยขยายตัวถึง 5.2 หมื่นล้านบาท สวทช. ในฐานะหน่วยงานวิจัยและพัฒนาได้ดำเนินงานด้านสมุนไพรตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ ผ่านการทำงานร
ทุ่งกุลาร้องไห้ มีดินแดนกว้างใหญ่ไพศาล 2.1 ล้านไร่ ใน 5 จังหวัด คือ จังหวัดยโสธร ศรีสะเกษ สุรินทร์ มหาสารคาม และจังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด ทุ่งกุลราร้องไห้อยู่ในพื้นที่ อำเภอปทุมรัตต์ เกษตรวิสัย สุวรรณภูมิ และอำเภอโพนทราย รวมพื้นที่ 9.7 แสนไร่ คุณอุทัย และ คุณสมคิด สาวแก้ว สามีภรรยา อยู่บ้านเลขที่ 118 ม.7 บ้านทุ่งทรายทอง ต.ทุ่งหลวง อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด 45130 ประสบความสำเร็จในโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ ทีมงานจากสำนักงานเกษตรอำเภอสุวรรณภูมิ เดินทางผ่านทุ่งนาที่เวิ้งว้าง กว้างใหญ่ไพศาล น้ำมันรถยนต์เต็มถัง เครื่องยนต์ดี ยางดี หมู่บ้านอยู่ห่างไกลกันมาก เป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ มี คุณหลวงเกตุ บุญอรัญ เป็น ผญบ. เจ้าของบ้านให้การต้อนรับดีมากๆ พร้อมบอกว่าตนเองทำนาปีละครั้ง นาข้าว 100 ไร่ เป็นพื้นที่ ส.ป.ก. 4-01 นาอาศัยน้ำฝนเพียงอย่างเดียว ฤดูแล้งดินเค็มส่าเกลือระเหิดจากใต้พื้นพสุธา ต้นไม้ที่ขึ้นได้ดีคือ ต้นยูคาลิปตัส ตนเองเป็นสายเลือดของ “ทุ่งกุลาร้องไห้” น้อมนำโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ สู่พื้นที่นาข้าวหลังบ้านพัก 3 ไร่ โดยการส่งเสริมของ คุณวัชรินทร์ เขจรวงศ์ เกษตรอำเภอสุวรรณภูมิ กรมส่งเสริมการเกษต
ทุ่งกุลาร้องไห้ มีดินแดนกว้างใหญ่ไพศาล 2.1 ล้านไร่ ใน 5 จังหวัด คือ จังหวัดยโสธร ศรีสะเกษ สุรินทร์ มหาสารคาม และจังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด ทุ่งกุลราร้องไห้อยู่ในพื้นที่ อำเภอปทุมรัตต์ เกษตรวิสัย สุวรรณภูมิ และอำเภอโพนทราย รวมพื้นที่ 9.7 แสนไร่ คุณอุทัย และคุณสมคิด สาวแก้ว สามีภรรยา อยู่บ้านเลขที่ 118 ม.7 บ้านทุ่งทรายทอง ต.ทุ่งหลวง อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด 45130 โทร.080-1819903 ประสบความสำเร็จในโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ ทีมงานจากสำนักงานเกษตรอำเภอสุวรรณภูมิ เดินทางผ่านทุ่งนาที่เวิ้งว้าง กว้างใหญ่ไพศาล น้ำมันรถยนต์เต็มถัง เครื่องยนต์ดี ยางดี หมู่บ้านอยู่ห่างไกลกันมาก เป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ มีคุณหลวงเกตุ บุญอรัญ เป็น ผญบ. เจ้าของบ้านให้การต้อนรับดีมากๆ พร้อมบอกว่าตนเองทำนาปีละครั้ง นาข้าว 100 ไร่ เป็นพื้นที่ สปก.4-01 นาอาศัยน้ำฝนเพียงอย่างเดียว ฤดูแล้งดินเค็มส่าเกลือระเหิดจากใต้พื้นพสุธา ต้นไม้ที่ขึ้นได้ดีคือต้นยูคาลิปตัส ตนเองเป็นสายเลือดของ “ทุ่งกุลาร้องไห้” น้อมนำโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ สู่พื้นที่นาข้าวหลังบ้านพัก 3 ไร่ โดยการส่งเสริมของ คุณวัชรินทร์ เขจรวงศ์ เกษตรอำเภอสุวรรณภูมิ กรมส่
เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2562 ที่ผ่านมา เป็นวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ จัดงานโดยกรมการข้าว ในงานมี “กลุ่มข้าวหอมมะลิเพชรทุ่งกุลาร้องไห้” มาออกร้านแนะนำผลิตภัณฑ์ จากการพูดคุยถึงที่มาที่ไปน่าสนใจเป็นอย่างมาก จุดเริ่มต้น ชาวบ้านเห็นว่า คุณสมภพ ลุนาบุตร ปลูกอินทผลัมกินผล จำหน่ายได้กิโลกรัมละ 500 บาท ต่างจากข้าวหอมมะลิ บางปีกิโลกรัมละ 6-8 บาท จึงอยากให้ข้าวราคาดีบ้าง โดยตั้งเป้าแปรรูปข้าวจำหน่าย คุณสมภพ หนึ่งในแกนนำการก่อตั้งกลุ่มข้าวหอมมะลิเพชรทุ่งกุลาร้องไห้ ตำแหน่งประชาสัมพันธ์ เล่าถึงข้อมูลประวัติความเป็นมาตลอดจนการแปรรูปข้าวเปลือกเป็นข้าวสารว่า กลุ่มตั้งขึ้นเพื่อความอยู่รอดของชาวนาและเกษตรกรในพื้นที่ ผลผลิตที่ได้จากพื้นที่ทำการเกษตรของสมาชิกที่อยู่ในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้แห่งนี้ส่วนใหญ่เป็นข้าวหอมมะลิเป็นหลัก โดยลักษณะเด่นทั่วไปของข้าวหอมมะลิเพชรทุ่งกุลาร้องไห้นั้นเหมาะสำหรับใช้บริโภคหรือแปรรูป เป็นสินค้าที่มีคุณภาพสูง เนื่องจากมีความหอมนุ่ม เมล็ดข้าวสวยงามมีลักษณะที่เรียวยาว ข้าวตราเพชรทุ่ง นุ่มหอม “ข้าวหอมมะลิเพชรทุ่งกุลาร้องไห้ เป็นข้าวหอมมะลิที่ผลิตภายใต้ชื่อ “เพชรทุ่ง” เป็นข้าวหอมมะลิท
คุณสมภพ ลุนาบุตร เจ้าของ “สวนรวมใจ” บ้านเลขที่ 53 หมู่ที่ 9 บ้านน้อยพัฒนา ตำบลดงครั่งใหญ่ อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด โทร. (087) 248-2928 เล่าให้ฟังว่า ตนเองเป็นลูกจ้าง ได้ทำงานรับจ้างบริษัทมาหลายที่ แต่ด้วยชอบการทำการเกษตรก็เกิดสนใจการปลูกอินทผลัมขึ้นมา ด้วยเป็นพืชใหม่ที่กำลังได้รับความสนใจมากชนิดหนึ่งและปลูกได้ผลในบ้านเราช่วงที่ผ่านมา ได้อ่านและเห็นตัวอย่างเกษตรกรท่านอื่นปลูกและได้ผลจริง จึงมีความสนใจมากขึ้นในเรื่องอินทผลัม ประกอบกับพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ที่ตั้งใจไว้ทำสวน ขึ้นชื่อว่าดินมีสภาพแห้งแล้ง ขาดแคลนน้ำ ดินเป็นทราย ฟ้าฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล อากาศลมพัดผ่าน ดินแดนที่ไม่มีต้นไม้ ไม่มีป่าไม้ ที่ใครต่อใครกล่าวเล่าขานตำนานพื้นที่แห่งนี้ว่าแห้งแล้ง คุณสมภพ จึงปลูกพืชทะเลทรายอย่างอินทผลัม เปลี่ยนจากนาข้าวมาทดลองปลูกอินทผลัมท่ามกลางว่าจะไปรอดหรือไม่ กับพืชตัวใหม่ในทุ่งกุลาร้องไห้แห่งนี้ คุณสมภพ จึงอยากลองเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นๆ บ้าง และมีพี่น้องในเขตพื้นที่นี้บางรายก็หันไปปลูกยางพารากันบ้างแล้ว ผมก็เลยอยากปลูกอะไรที่แตกต่างออกไป คุณสมภพเริ่มต้นเล่า มีช่วง ปี 2548 ผมได้ดูข่าวสวนอิ
ชาวอำเภอสุวรรณภูมิ 15 ตำบล 198 หมู่บ้าน เป็นกลุ่มตำบลที่ผลิตสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ โดยนายช่วย สาสุข อยู่บ้านเลขที่ 14 หมู่ 12 บ้านโพนละมั่ง ตำบลหินกอง อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิต ข้าวกล้อง 3 สี 6 สายพันธุ์ ประกอบด้วย ข้าวมะลิแดง ข้าวหอมนิล ข้าวมะลิดั้งเดิม ข้าวโสมมาลี และข้าวหอมมะลิ 105 เป็นการผลิตแบบเกษตรอินทรีย์ เพื่อสุขภาพของผู้บริโภค เราดำเนินการตามกระบวนการผลิตที่ถูกต้องปลอดภัย 100 เปอร์เซ็นต์ (ORGANIC PRODUCT) ของทุ่งกุลาร้องไห้ นายช่วย เล่าว่า ข้าวกล้อง 3 สี 6 สายพันธุ์ เป็นอาหารมีคุณประโยชน์ ด้านวิตามิน และเกลือแร่ ข้าวหอมมะลิแดง เป็นข้าวที่มีเนื้อเยื่อหุ้มเปลือกสีแดงจารสารแอนโทไชยานิน ใยอาหาร ช่วยให้ระบบขับถ่ายเป็นไปอย่างปกติ ป้องกันโรคเกี่ยวกับลำไส้ ป้องกันโรคหัวใจขาดเลือด โรคเบาหวาน ช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ และมะเร็งบางชนิด รวมทั้งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระสูง ข้าวหอมมะลิสีนิล มีธาตุเหล็ก สังกะสี ทองแดง โพแทสเซียม แคลเชียม และวิตามินหลายชนิด ล้วนเป็นประโยชน์ต่อการบำรุงสุขภาพ ชะลอการแก่ บำรุงสมอง บำรุงผิว กลุ่มเกษตรกร “บุญช่วยข้าวอินทรีย์
คุณเสน่ห์ รัตนาภรณ์ เกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด มอบหมายให้ คุณวัชรินทร์ เขจรวงศ์ เกษตรอำเภอสุวรรณภูมิ ติดตามงานส่งเสริมการเกษตร ในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ 15 ตำบล 199 หมู่บ้าน พื้นที่กว่า 1,042 ตารางกิโลเมตร นักส่งเสริมการเกษตรมืออาชีพ 10 คน ข้าวหอมมะลิ เป้าหมายหลักนำนโยบายแห่งรัฐ คือการเกษตรระบบแปลงใหญ่ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต สร้างคุณภาพ การบริหารจัดการ สู่การตลาดที่ดี ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ข้าวหอมมะลิ ฐานเรียนรู้เรื่อง ดิน น้ำ ข้าว พืช สัตว์ ประมง แปรรูปผลผลิต สู่การตลาดคุณภาพ เป็นศูนย์การศึกษาดูงานของชุมชน โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ เกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรพอเพียง เป้าหมาย คือ เกษตรกรกินอิ่ม นอนอุ่น ทุนมี หนี้หมด ครอบครัวเกษตรกรมีความสุข กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต้องแบกรับภารกิจหลัก ผ่านทางพบ คุณยอด หลักสนาม อยู่บ้านเลขที่ 50 ม. 15 บ้านหนองมั่ง ต.สระคู อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด โทร. 083-344-7040 เกษตรกรหนุ่มใหญ่ กำลังก้มๆ เงยๆ ในแปลงพืชผัก เป็นมะเขือเปราะ อายุ 35-40 วัน ปลูกด้วยการบริหารจัดการน้ำแบบประหยัด สูบน้ำใต้ดินมาใช้ คลุมหน้าดินด้วยฟ
อินทผลัม มีถิ่นกำเนิดในแถบตะวันออกกลาง สามารถเจริญเติบโตได้ดีในภูมิภาคที่มีอากาศร้อนและแห้งแบบทะเลทราย ลำต้นมีความสูงประมาณ 30 เมตร มีขนาดลำต้น ประมาณ 30-50 เซนติเมตร ใบเป็นแบบขนนก ผลทรงกลมรี ยาวประมาณ 2-4 เซนติเมตร ออกเป็นช่อ รสหวานฉ่ำ กินได้ทั้งผลดิบและสุก นิยมปลูกกันมากในประเทศอิสราเอล และอิหร่าน แต่ในปัจจุบันเริ่มมีเกษตรกรนำเข้ามาปลูกทั่วทุกภาคในประเทศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 ปลูกที่จังหวัดเชียงใหม่ แพร่มาตามภาคอีสาน แถบจังหวัดสกลนคร เข้ามาถึงดินแดนข้าวหอมมะลิ ทุ่งกุลาร้องไห้ จังหวัดร้อยเอ็ด อีกหนึ่งพื้นที่ที่มีเกษตรกรปลูกอินทผลัมกินผลสด และได้ผลดีจนถึงปัจจุบันนี้ คุณสมภพ ลุนาบุตร อยู่บ้านเลขที่ 53 หมู่ที่ 9 บ้านน้อยพัฒนา ตำบลดงครั่งใหญ่ อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด เกษตรกรผู้ริเริ่มเปลี่ยนผืนนาหันมาปลูกอินทผลัมเพื่อสร้างรายได้ โดยก่อนที่คุณสมภพจะเปลี่ยนมาปลูกอินทผลัม ได้ประกอบอาชีพเป็นช่างโยธา อบต. แถวบ้านมาก่อน แต่เมื่อทำงานช่างได้สักระยะ จึงรู้ว่ารูปแบบงานที่ทำไม่ตรงตามความถนัดกับตัวเอง จึงตัดสินใจลาออกจากงาน กลับบ้านมาช่วยที่บ้านทำนา จุดเริ่มต้นเปลี่ยนความคิด พลิกผืนนา ปลูกอิ
วันนี้เดินทางผ่านทุ่งกุลาร้องไห้ แสงแดดระยิบระยับ ทุ่งกว้างที่เวิ้งว้าง ผมใช้เส้นทางกู่กาสิงห์ โพนทอน แสนศรี ตำบลดงครั่งน้อย อำเภอเกษตรวิสัย ข้ามลำน้ำพลับพลา เข้าเขตตำบลไพรขลา อำเภอชุมพลบุรี จ.สุรินทร์ เดินทางอีกไม่ไกลนัก มีป้ายบอกเส้นทาง และสอบถามผู้คน ทุกคนมีน้ำใจบอกเส้นทางไปอย่างมิตรภาพที่ดี ผมต้องตะลึงเพราะ ผู้คนจำนวนมากมาย น้ำที่เป็นสีฟ้าครามคล้ายน้ำทะเล คุ้มค่ากับการเดินทางมาจริงๆ ..ทะเลสาบทุ่งกุลาร้องไห้.. คุณเจียม หุนทอง อายุ 57 ปี โทร.088-4767931 กรรมการหมู่บ้าน บ้านม่วงสวรรค์ บ้านเลขที่ 48 ม.7 ตำบลไพรขลา เล่าให้ฟังว่า ปีงบประมาณ 2547 รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณ 100 ล้านบาทขุดลอกพื้นที่กว่า 700 ไร่ สมัยคุณคำแปลง ลุนโน เป็นนายก อบต.ไพรขลา ปัจจุบันคุณคมสัน จันทร์หอม นายกองค์การบริหารส่วนตำบลไพรขลา คุณเชิดพงษ์ พวงแก้ว กำนันตำบลไพรขลา สถานที่แห่งนี้คือ “ที่ทำเลเลี้ยงสัตว์” ของชาวบ้าน ผู้ใหญ่บ้าน บ้านม่วงสรรค์ คือคุณคมสันต์ จันทร์หอม ขุดลอกพื้นที่ 4-5 ปี เสร็จเรียบร้อย แบ่งพื้นที่ให้เกษตรกร ปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ มีผู้คนมาทำซุ้มอาหาร แพอาหาร จนปี 2557 คณะกรรมการหมู่บ้าน ตำบล อ
