นอร์เวย์
ในฉบับนี้ผู้เขียนจะขอมาเล่าถึงหญิงเก่งชาวอุดรธานีท่านหนึ่ง ที่ต้องพลัดถิ่นไปเริ่มต้นใช้ชีวิตต่างแดนกับสามีชาวต่างชาติที่ประเทศนอร์เวย์ และกว่าที่พี่สาวคนนี้จะประสบความสำเร็จอย่างทุกวันนี้ได้ไม่ใช่เรื่องง่าย ถือว่าต้องใช้ความอดทนและความพยายามขั้นสูง สำหรับหญิงไทยที่ต้องมาใช้ชีวิตกับคนต่างชาติ ต่างภาษา แต่เธอคนนี้ก็สู้มาจนสามารถสร้างอาณาจักรฟาร์มไก่ไข่กว่า 7,800 ตัว รวมถึงงานด้านปศุสัตว์ เลี้ยงแกะ เลี้ยงม้า ได้อย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง โดยพี่สาวคนเก่งท่านนี้ มีชื่อเล่นว่า “ใหม่” ภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่จังหวัดอุดรธานี ได้แต่งงานมาเริ่มต้นสร้างครอบครัวใช้ชีวิตกับสามีชาวนอร์เวย์ ในปี 2006 อาศัยอยู่ที่เมือง Stavanger (สตาแวนเกอร์) ส่วนจุดเริ่มต้นการเป็นเกษตรกรที่นอร์เวย์ พี่ใหม่ เล่าให้ฟังว่า เกิดขึ้นจากก่อนที่สามีจะมาแต่งงานกับตนเอง สามีได้ซื้อฟาร์มเก่าต่อจากพ่อกับแม่ ในเดือนมกราคม ปี 2006 แล้วจึงค่อยมาแต่งงานกับตนเองในเดือนกุมภาพันธ์ในปีเดียวกัน ซึ่งหลังจากการแต่งงานก็ได้ย้ายมาอยู่กับสามีที่ประเทศนอร์เวย์ เริ่มต้นทำงานที่โรงงานเหล็ก แล้วต่อยอดเงินจากที่ตนเองและสามีทำงานประจำ มาทำคอกม้าให้คนเช่าก
เข็มนาฬิกาบอกเวลา 2 ทุ่ม ขณะที่เรายังเดินเล่นอยู่บนถนนหิน ท้องฟ้าเหนือบ้านเรือนที่เรากำลังเดินซอกซอนยังแจ่มกระจ่าง มันเป็นเช่นนี้ทุกวันที่เราอยู่ที่นี่ กว่าดวงตะวันจะลาลับให้ความมืดเข้ามาแทนที่ เข็มนาฬิกาน่าจะบอกเวลา 3 ทุ่ม ขึ้นเหนือไปกว่านี้ที่ซึ่งมีแสงเหนือให้เฝ้ามองนั้น เขาว่ากว่าดวงตะวันจะมอดก็ปาเข้าไปเที่ยงคืน วันนี้อากาศดี ไม่มีฝน ถูกต้องตามคำพยากรณ์ ทุกวันคนที่นี่จะต้องเช็กพยากรณ์อากาศเพื่อจะได้รู้สถานการณ์ และพยากรณ์อากาศของเขาก็มักจะถูกเผงซะด้วย พวกเราเริงรื่นที่รู้ว่าอย่างน้อยที่สุดอากาศจะดีในช่วงที่เรากำลังจะเดินทางขึ้นภูเขา ไปพักผ่อนและทำงานแสดงสดเพื่อเก็บบันทึกด้วยภาพถ่าย สามีของศิลปินหญิงไทยมีบ้านหรือที่เขาเรียกว่ากระท่อมอยู่บนภูเขา เป็นบ้านมรดกตกทอดมาจากพ่อ ซึ่งมาสร้างบ้านหลังนี้ไว้บนภูเขา เราออกเดินทางในตอนเช้าด้วยรถสองคัน อีกคันคือรถของริต้าศิลปินหญิงอีกคน มีข้าวของที่ต้องขนไปมากมายหรือจะใช้คำว่าล้นเหลือก็ไม่ผิด เจ้าบ้านต้องขนเสื้อผ้าของใช้ให้ความอบอุ่นไปเผื่อแขกจากเมืองไทยด้วย เพราะอากาศบนภูเขาหนาวกว่านี้มาก แล้วไหนจะมีอาหารเหลือที่ขนไปกินต่อบนภูเขา กับสิ่งของจิปาถะที
คนนอร์เวย์บอกเราแต่แรกแล้วว่ารถที่นี่เขาจะหยุดให้คนข้ามถนน เพียงแค่เห็นคนยืนริมทางตั้งท่าข้ามถนนเขาจะหยุดรถทันที กระนั้นชาวไทยอย่างเราก็ยังคุ้นชินกับการจราจรแบบบ้านเมืองเราที่ไม่เคยเกรงใจคนข้ามถนน เรารีรอทุกครั้งที่จะข้ามถนนและสะดุ้งเมื่อรถจอดให้โดยดี แต่รถราที่แบรเก้นไม่ได้คับคั่งอย่างกรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่อื่นๆ ของเมืองไทย ส่วนใหญ่ผู้คนจะชอบเดินไปไหนมาไหนถ้าไม่ไกลเกิน ภูมิประเทศที่เป็นภูเขาบ้านเรือนปลูกเป็นหย่อมสูงต่ำไปตามเนินเขา ดูสวยงามแปลกตาสำหรับชาวต่างถิ่น โดยเฉพาะในย่านที่พวกเราพำนัก ถนนปูลาดด้วยก้อนหินแบบเดิมไม่ใช่สวยและมีเสน่ห์น่าเหยียบย่าง เพียงแต่ต้องระวังในยามฝนตกเปียกลื่น แต่รองเท้าของคนที่นี่ก็ผลิตขึ้นอย่างเหมาะกับพื้นที่ของเขา กันเปียก รัดกุมพื้นเกาะถนนอย่างดี ศิลปินสาวไทยที่อยู่นอร์เวย์มานานให้ฉันยืมรองเท้าของเธอ ทำให้เดินบนพื้นหินได้อย่างมาดมั่น ฉันกับเพื่อนร่วมทางบินจากกรุงเทพฯ มาต่อเครื่องที่ดูไบ จากนั้นผ่านออสโลเมืองหลวงของนอร์เวย์มาลงที่แบรเก้น แม้เราจะไม่ได้สัมผัสเมืองหลวง ทว่าก็คุ้มค่าที่ได้มาแบรเก้นซึ่งนับว่าเป็นเมืองหลวงฝั่งนอร์เวย์ตะวันตก เป็นเมืองใหญ่อันดับส
ไม่เคยคิดมาก่อนว่า วันหนึ่งจะได้มายืนอยู่ในขอบเขตของสแกนดิเนเวีย ที่ได้ชื่อว่าค่าครองชีพสูงที่สุดในโลก และ…ของแพงดับจิต ชนิดชาวไทยอย่างเรายากจะแตะต้องซื้อของสิ่งใด คือถ้าไม่ใช่เศรษฐีตัวจริงนั้นอย่าหมาย แรกที่ได้รับการติดต่อจากกลุ่มศิลปินในนอร์เวย์ว่า อยากเชื้อเชิญพวกเรา อันหมายถึงศิลปินหญิง 4 คน ที่ทำงานเพอร์ฟอร์แมนซ์ และเคยร่วมงานกันในประเทศไทยเมื่อ 2 ปีผ่าน ได้มาทำงานร่วมกันที่ประเทศนอร์เวย์ บ้านเมืองของเขาบ้าง ฉันก็ยังไม่อยากเชื่อว่าตัวเองจะได้มาเยือนประเทศแถบสแกนดิเนเวียจริงๆ แต่เมื่อความเป็นไปได้มีสูงขึ้น และวันนั้นก็มาถึงจริงๆ เมื่อพวกเราทุกคนได้วีซ่าและตั๋วเดินทาง ทุกอย่างจึงไม่ใช่สิ่งที่เกินจริงอีกต่อไป คนทางนอร์เวย์บอกมาว่าให้เตรียมพร้อมรับอากาศหนาวและฝนอาจจะตก ฉันจัดกระเป๋าใบย่อมยัดเสื้อผ้าอย่างที่เคยใส่ในประเทศไทย เพิ่มเติมเสื้อโค้ตตัวใหญ่ใส่ขึ้นเครื่องไปเลย ใครจะไปรู้บนเครื่องบินอาจหนาว คิดว่าเตรียมตัวแค่นี้พอล่ะ เสื้อหนาหนักขนาดนี้น่าจะเอาอยู่ วันแรกที่เดินทางถึงแบรเก้น Bergen เมืองจุดหมายปลายทางที่จัดงานศิลปะแสดงสด ศิลปินสาวไทยจากจังหวัดขอนแก่นที่แต่งงานกับศิลปินมีช
