นักวิชาการเกษตร
โครงการรักษ์น้ำเพื่อพระแม่ของแผ่นดิน เกิดขึ้นในวโรกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จทอดพระเนตรการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทรงเยี่ยมราษฎรในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ระหว่างวันที่ 3-5 มีนาคม 2549 ทรงรับทราบผลงานของหน่วยราชการต่างๆ ได้แก่ ศูนย์ไผ่ศึกษา ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์และขยายพันธุ์สัตว์ป่า ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช การขยายพันธุ์เขียดแลว ของกรมประมง การขยายผลการดำเนินงานโครงการพัฒนา โดยการฝึกอบรมถ่ายทอดเทคโนโลยีและส่งเสริมการผลิตด้านการเกษตรบนพื้นที่สูง ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตลอดจนเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรบ้านเมืองแพม อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน ในวโรกาสดังกล่าว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีพระราชเสาวนีย์กับหน่วยงานต่างๆ ที่เข้าเฝ้ารับเสด็จ ทรงห่วงใยสภาพต้นน้ำลำธาร โดยมีพระราชประสงค์ที่จะให้พสกนิกรที่อาศัยอยู่บนพื้นที่สูง ได้ตระหนักถึงความสำคัญของต้นไม้ น้ำ และดิน ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร และให้พสกนิกรเหล่านั้น สามารถดำรงอยู่กับป่าไ
ในแวดวงของนักวิชาการเกษตรและเกษตรกรผู้ปลูกมะนาวในเชิงพาณิชย์ต่างก็ยอมรับกันว่า มะนาวพันธุ์แป้นรำไพ และพันธุ์แป้นดกพิเศษ (พันธุ์แป้นดกพิเศษ มีลักษณะผลและคุณภาพเหมือนกับพันธุ์แป้นรำไพทุกประการ แต่ผลผลิตดกกว่า 4-5 เท่า ในอายุต้นที่เท่ากันและมีการติดผลเป็นพวง) เป็นพันธุ์ที่ตลาดต้องการผลผลิตมากที่สุด เนื่องจากพันธุ์ที่ออกดอกและติดผลง่าย ขนาดของผลค่อนข้างโต เปลือกผลบางและมีปริมาณน้ำในผลมาก มีอายุตั้งแต่ออกดอกจนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิต ใช้เวลาประมาณ 4 เดือน ที่สำคัญมะนาวทั้ง 2 สายพันธุ์ ดังที่ได้กล่าวมา สามารถบังคับให้ออกฤดูแล้งได้ง่ายมาก ที่ผ่านมาในอดีตการปลูกมะนาวของเกษตรกรไทยนิยมปลูกโดยใช้กิ่งตอนหรือกิ่งปักชำโดยคิดว่าต้นเจริญเติบโตและให้ผลผลิตเร็ว โดยไม่ได้นึกถึงปัญหาในเรื่องของระบบรากที่ไม่แข็งแรง เพราะมีแต่รากฝอย เมื่อต้นมะนาวเริ่มให้ผลผลิตเต็มที่มักจะพบปัญหาว่า ต้นมะนาวทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีภาระเลี้ยงผลมาก อีกทั้งกิ่งตอนมะนาวเกือบทั้งหมดที่ขยายพันธุ์มาปลูกมักจะมีโรคไวรัสทริสเทซ่าและโรคกรีนนิ่ง ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ต้นมะนาวทรุดโทรมเร็ว ผลผลิตต่ำ และมีอายุสั้นลง อีกทั้งยังพบปัญหาเรื่
เมื่อเร็วๆ นี้ ดร.พิศมัย จันทุมา นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ สถาบันวิจัยยาง การยางแห่งประเทศไทย ได้รับคัดเลือกเข้ารับรางวัลนักวิจัยดีเด่นชนะเลิศเหรียญทอง B.C. Sekar Award ในการประชุมงานวิจัยนานาชาติด้านยางพารา (International Rubber Conference 2018) ประจำปี 2561 จัดโดย สภาวิจัยและพัฒนายางระหว่างประเทศ (International Rubber Research and Research and Development Board : IRRDB) ณ เมืองอะไบด์จัน สาธารณรัฐโกตดิวัวร์ ซึ่งการประชุมครั้งนี้ มีประเทศสมาชิกเข้าร่วมจำนวน 29 ประเทศ โดย ดร.พิศมัย จันทุมา ได้รับรางวัลจาก ฯพณฯ ท่าน รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและการพัฒนาชนบทของสาธารณรัฐโกตดิวัวร์ ซึ่งผลงานที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ เป็นผลงานทางด้านวิจัยและพัฒนางานระบบกรีดและการเก็บเกี่ยวผลผลิตยาง ได้แก่ การวิจัยระบบกรีด 2 รอยกรีด และการใช้ระบบกรีดต่างๆ รวมทั้งการนำระบบกรีดไปส่งเสริมในการเพิ่มผลผลิตน้ำยางของเกษตรกร โดยนำระบบเกษตรดีและเหมาะสม หรือ GAP (Good Agricultural Practices) ในการปรับปรุงผลผลิตและคุณภาพของน้ำยางเพื่อใช้ในอุตสาหกรรม “ที่ผ่านมาทุนนักวิจัยดีเด่นของ B.C. Sekar Award ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 –
ผักหวานป่าจัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูง 5-10 เมตร ต้นที่โตเต็มที่สูงถึง 13 เมตร ที่พบ ทั่วไปมักมีลักษณะเป็นไม้พุ่มใหญ่อายุหลายปี เนื่องจากมีการตัดแต่งกิ่งการหักกิ่งเด็ดยอด เพื่อกระตุ้นให้เกิดกิ่งและยอดอ่อน ซึ่งเป็นส่วนที่ใช้บริโภค ใบผักหวานป่า มีสีเขียวเข้ม เนื้อใบกรอบ เนื้อมาก ขอบใบเรียบ ปลายใบป้าน ฐานใบเรียว สอบถึงแหลม ขนาดของใบประมาณ 2.5-5 x 6-12 เซนติเมตร ในยอดและใบสดที่รับประทานได้ 100 กรัม ประกอบด้วย น้ำ 76.6 กรัม โปรตีน 8.2 กรัม คาร์โบไฮเดรต 10 กรัม เยื่อใย 3.4 กรัม เถ้า 1.8 กรัม แคโรทีน 1.6 มิลลิกรัม วิตามินซี 115 มิลลิกรัม และพลังงาน 300 กิโลจูล (KJ) ระวังกินผิดใบ ผักหวานป่าในประเทศไทยสามารถปลูกและพบได้ทั่วไปแทบทุกภาคของประเทศ แต่ในธรรมชาติยังมีพืชอีกชนิดหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายผักหวานป่า พืชชนิดนี้มีเมล็ด 3-6 เมล็ด รับประทานยอดอ่อน และมีชื่อเรียกอื่น ๆ เช่น มะยมป่า ผักหวานบ้าน ผักหวานใต้ใบ เป็นต้น มีลักษณะยอดอ่อนเหมือนผักหวานป่ามากจนมีการเก็บผิดอยู่เสมอและเมื่อกินผักชนิดนี้เข้าไปจะออกฤทธิ์กับระบบประสาททำให้เกิดอาการเมา พืชชนิดนี้มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Urobotrya siamensis Hiepko คนล
