นา
หลายคนเมื่อได้ยินแล้วอดนึกขำ หัวเราะว่า นอนนาแก้จนได้อย่างไร วันนี้มีโอกาส เดินทางไปตามคำบอกของชาวบ้านว่า มีผู้ทำโครงการนอนนาแก้จน มีชาวบ้านเข้าร่วมโครงการและนำไปเป็นตัวอย่าง ที่บ้านบัว พบกับเจ้าของสวนและโครงการ หลังทักทายกันแล้ว ก็พาเที่ยวชม ดร.พลังพงศ์ คำจวง กรรมการบริหาร ศูนย์อุตสาหกรรมบัวแก้วธานี อยู่บ้านเลขที่ 224 หมู่ที่ 5 บ้านบัว ตำบลสว่าง อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร เล่าถึงความเป็นมาของโครงการชวนนอนนาแก้จนว่า แต่เดิมก็ทำนา ทำสวน หลังจากเรียนหนังสือจบก็เคยคิดที่จะทำงานราชการ แต่ชีวิตก็ไปทำธุรกิจหลายอย่าง และสุดท้ายก็มาทำโรงงานตัดเสื้อผ้า และผลิตถุงกอล์ฟส่งประเทศญี่ปุ่น แต่จากปัญหาภาวะเศรษฐกิจจึงหยุดไปช่วงหนึ่ง แต่ยังคงผลิตเสื้อผ้าเช่นเดิม ในช่วงนั้นก็หันมาลงเล่นการเมืองระดับท้องถิ่น ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาเป็นนายกเทศบาลตำบลบัวสว่าง และเนื่องจากมีแนวคิดโครงการช่วยชาวบ้าน จึงคิดโครงการ “นอนนาแก้จน” ขึ้น พร้อมกับโครงการขยายไฟฟ้า เพื่อเป็นฐานของการทำโครงการ ต่อมาได้ลงมือทำเองเพื่อเป็นการนำร่อง ให้ชาวบ้านเห็น ฟื้นวิถีชีวิตชุมชน คนในหมู่บ้าน หันมาทำจริงจัง พร้อมยึดแนวทางเศรษฐกิจพอเ
ผมรับทราบเรื่องราวของสองผัวเมียมานานพอควรแล้ว ได้แต่หาโอกาสว่าสักวันจะขอนำเรื่องราวมาเล่าสู่กันฟัง เรื่องเล่าเล็กๆ ของคนบ้าทำนาอินทรีย์แห่งพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก เนตร กับ ต้น-คนรักนา เนตร-ปุณยวีร์ ถาวรกูล สาวน้อยชาวนาดีกรีปริญญาตรี สาขาการตลาด ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นชาวนา นักการตลาด แม่บ้าน และผู้จัดการ ต้น-ญาณพสิษฐ์ ปัทมะเสวี ปริญญาตรีเทคโนโลยีเครื่องกล หนุ่มน้อยเรือนกายกำยำผู้พกพาความฝันอันยิ่งใหญ่ ที่จะผลิตอาหารปลอดภัยจำหน่ายให้คนที่รักสุขภาพ สองคนกอดคอกันพลิกฟื้นผืนดินจากเดิมที่บรรพบุรุษเคยทำมา เรื่องราวของผืนนาเคมีจะต้องกลายเป็นเพียงเรื่องเล่า การเริ่มต้นแปลงนาอินทรีย์ด้วยความเชื่อว่าจะใช้ความรู้ที่มีสร้างขึ้นมาให้ได้ “เรียนให้รู้ ดูให้จำ ทำให้จริง” แรกๆ ก็ติดขัดอยู่บ้าง ทั้งความพร้อมของผืนดินและความพร้อมของผู้ลงมือทำ ผลผลิตที่ได้ไม่ดีนัก แต่ทั้งสองก็ยังมุ่งมั่นในปณิธานเดิม ใช้ปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ และธรรมชาติมาร่วมในกระบวนการผลิต กาลเวลาย่อมหมุนไป ผ่านคืนวันแห่งฝันร้ายบ้าง ฝันดีบ้าง แต่ชีวิตก็มีความสุข เห็นได้จากผลผลิตในแปลงนาที่เพิ่มปริมาณมากขึ้นและสมาชิกในครอบครัวก็เพิ่มมาอีกสอ
รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร โดยเน้นให้มีศูนย์เรียนรู้ด้านการเกษตรในชุมชน เพื่อให้เป็นจุดถ่ายทอดความรู้ด้านการเกษตรของชุมชนและเป็นที่ให้บริการข้อมูลข่าวสาร บริการด้านการเกษตร ประกอบกับในสภาวะปัจจุบันสถานการณ์การผลิตสินค้าเกษตรของเกาตรกรมีปัญหาในเรื่องต้นทุนการผลิตที่ค่อนข้างสูง ประกอบกับปัญหาโรคและแมลง และพื้นที่ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ทำให้ผลผลิตที่ได้มีปริมาณน้อยและมีคุณภาพต่ำ เกษตรกรส่วนใหญ่จึงประสบกับการแก้ปัญหาการขาดทุน เกิดหนี้สิน และไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้จัดตั้งศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร หรือ ศพก. ขึ้น มีอยู่จำนวนกว่า 882 ศูนย์ทั่วประเทศ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรของชุมชนที่เกิดจากปัญหาของชุมชนและสามารถตอบสนองความต้องการด้านการเกษตรของชุมชนได้ และเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมการเกษตร โดยเน้นการเรียนรู้จากเกษตรกรต้นแบบที่ประสบผลสำเร็จในการประเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร กรมการข้าว เป็นอีกหนึ่งหน่วยงานของรัฐที่มีศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตสินค้าเกษตร เพื่อเป็นแหล่งเรยนรู้ใ
เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2562 ที่จ.นครราชสีมา จากสถานการณ์ฝนทิ้งช่วงในหลายพื้นที่ของจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะที่อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา ภัยแล้งเริ่มส่งผลกระทบต่อนาข้าว ทำให้ต้นข้าวในหลายพื้นที่ยืนต้นตาย เนื่องจากแหล่งน้ำตามธรรมชาติ ห้วย หนอง คลอง บึง ต่างๆ เหลือปริมาณน้ำเพียงเล็กน้อย นอกจากนี้ ไม่มีฝนตกลงมาเพิ่ม ทำให้น้ำที่เหลือมีความเค็มจากเกลือธรรมชาติที่ผสมในชั้นดิน ไม่สามารถสูบมาใช้ทำการเกษตรได้ แต่พบชาวนาหลายคน พยายามต่อสู้กับปัญหาภัยแล้งอย่างไม่ย่อท้อนายน้อม ทัปกลาง ชาวนาบ้านสระแทด ต.ตลาดแค อ.โนนสูง กล่าวว่า หลังปัญหาภัยแล้ง ขาดแคลนน้ำทำการเกษตร ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ พร้อมต่อท่อน้ำกับระบบสปริงเกลอร์ ปล่อยน้ำให้เป็นละอองฝอยสร้างความชุ่มชื่นให้ต้นข้าว ทดแทนการสูบน้ำใส่ต้นข้าวโดยตรง ซึ่งวิธีนี้นอกจากสร้างความชุ่มชื่นให้ต้นข้าวแล้ว ยังลดความเค็มของน้ำที่จะทำให้ต้นข้าวตาย โดยทำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง แล้วแต่สภาพอากาศ แม้จะเพิ่มต้นทุน ค่าอุปกรณ์สปริงเกลอร์ ท่อน้ำ และปั๊มน้ำ แต่อุปกรณ์ดังกล่าวสามารถนำกลับมาใช้ได้อย่างต่อเนื่อง “อยากให้เพื่อนเกษตรกรที่ประส
สุดฉาว! สตง. แฉหน่วยงานรัฐ ทุจริต นาขั้นบันได 51 ล้าน ทำจริงแค่ไม่กี่ไร่ ทุจริต นาขั้นบันได / เมื่อวันที่ 27 พ.ย. ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ทำหนังสือถึง พล.อ. สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรฯ เพื่อรายงานการตรวจสอบการดำเนินงานโครงการส่งเสริมการทำนาขั้นบันไดบนพื้นที่สูง โดยปรับเปลี่ยนวิธีการทำนาจากรูปแบบเดิมของราษฎรในพื้นที่สูงของ จ.น่าน จากการทำนาในรูปแบบข้าวไร่หมุนเวียนมาเป็นการทำนาแบบหยอดหรือนาดำ ขั้นบันได ซึ่งผลผลิตข้าวเปลือกจะเพิ่มมากขึ้น ประมาณ 1 เท่าตัว ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2557-2560 รวมเป็นงบประมาณ 51,326,400 บาท พื้นที่ดำเนินการกว่า 2,239 ไร่ มีสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด (ทสจ.) น่าน เป็นหน่วยงานรับผิดชอบ ทั้งนี้ จากการตรวจสอบของสำนักตรวจสอบพิเศษภาค 9 ปีงบประมาณ 2559 ซึ่งดำเนินการโดยจัดทำสัญญาจ้างทั่วไป จำนวน 64 สัญญา เป็นเงินเบิกจ่ายทั้งสิ้น 12,562,000 บาท ในรายงานระบุว่า พบประเด็นข้อตรวจสอบ 2 ประเด็น โดยประเด็นแรก จากการตรวจสอบพื้นที่ของเกษตรกร จำนวน 53 แปลง จำนวนเบิกจ่ายรวม 3,462,55
คุณพิชิต เกียรติสมพร เริ่มดำเนินการศูนย์ข้าวชุมชนบ้านสวนแตง เมื่อ ปี 2544 ปัจจุบัน มีสมาชิก 27 ราย โดยเน้นการพัฒนาการผลิตข้าวของสมาชิกให้มีความสามารถในการผลิตและการจัดการผลผลิตข้าว สมาชิกสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ดีควบคู่กับการจำหน่ายข้าวเปลือกคุณภาพดี ทำให้สมาชิกมีรายได้เพิ่มขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น คุณพิชิต เกียรติสมพร บนพื้นที่นากว่า 15 ไร่ คุณพิชิต เลือกปลูกข้าวพันธุ์ปทุมธานี 1 และ กข 61 เนื่องจากเป็นที่ต้องการของตลาด และใช้แรงงานในครัวเรือนทั้งหมด โดยมุมมองในการทำนาของคุณพิชิตคือ ถ้าต้นทุนการผลิตต่ำ จะทำให้เหลือกำไรมาก จึงยึดการปลูกข้าวแบบลดต้นทุน ตามแนวทาง “3 ต้องทำ 3 ต้องลด” มาตลอด จะให้ความสำคัญกับการลดต้นทุนการผลิตมากกว่าเรื่องของปริมาณผลผลิต และจากสถานการณ์ภัยแล้งติดต่อกันหลายฤดูกาลที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำในหลายพื้นที่ คุณพิชิต ได้นำคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ของกรมการข้าว โดยศูนย์วิจัยข้าวสุพรรณบุรี เกี่ยวกับการทำนาแบบประหยัดน้ำ หรือที่เรียกว่า “เปียกสลับแห้งแกล้งข้าว” มาใช้โดยตลอด จึงไม่ได้รับผลกระทบมากนัก โดยเจ้าหน้าที่ได้ส่งเสริมให้ใช้วิธีการติดตั้งท่อดูน้ำ ซึ่งทำจาก
ขีดขอบคดโค้งของทุ่งนาขั้นบันไดกลางหุบเขา ณ บ้านป่าปงเปียง เป็นดั่งพรมผืนใหญ่สีเขียวชอุ่ม ความลงตัวของธรรมชาติและวิถีชีวิต ไฮไลต์แห่งห้วงฤดูฝนของอำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ที่ใครก็ตามได้เข้ามาสัมผัสแล้ว…ต้องหลงรัก “บ้านป่าปงเปียง” ตั้งอยู่บนดอยสูงในเขตตำบลช่างเคิ่ง อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ห่างจากตัวเมืองแม่แจ่มราว 14 กิโลเมตร แม้การเดินทางเข้าถึงค่อนข้างยากลำบาก ต้องไต่สันดอยขึ้นไป กับสภาพถนนดินแดง แคบ ขรุขระ เป็นหลุมเป็นบ่อ การเดินทางเข้ามาที่นี่จึงต้องใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อเท่านั้น แต่เพราะ “ทุ่งนาขั้นบันได” ที่ไล่สเต็ปไปตามหุบเขาลดหลั่น กลับเป็นแรงดึงดูดให้นักท่องเที่ยวต้องดั้นด้นมาตักตวงความสุขกันแบบแนบชิด เพียงช่วงเวลาไม่นานนัก ราว 3 ปี นาขั้นบันได บ้านป่าปงเปียง เป็นที่รู้จักและกล่าวถึงผ่านสื่อช่องทางต่าง ๆ โดยเฉพาะโซเชียลมีเดียที่แวะเวียนกันมาเช็กอิน ทำให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาแวะเยือนอย่างไม่ขาดสาย “ขนำ” หรือกระท่อมปลายนาของชาวบ้านปกากะญอเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ที่สร้างไว้เพื่อพักผ่อน หลบฝน หลบแดด ขณะออกทำงานกลางทุ่งนา กลายเป็น “โฮมสเตย์” แบบบ้าน ๆ เรียบง่าย มีที่นอน หมอ
สศท. 12 เปิดผลศึกษาแนวทางการบริหารจัดการเขตเกษตรเศรษฐกิจสินค้า โดยใช้ Agri – Map เผย จังหวัดพิจิตร มีพื้นที่เหมาะสมในการเพาะปลูกข้าวนาปี คิดเป็นร้อยละ 91.90 ของเนื้อที่เพาะปลูกทั้งหมด แนะเกษตรกรในพื้นที่ไม่เหมาะสม สามารถปรับเปลี่ยนไปปลูกอ้อยโรงงาน และมะพร้าวทดแทนได้ ซึ่งได้ผลตอบแทนที่ดีกว่า นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลการศึกษาแนวทางการบริหารจัดการเขตเกษตรเศรษฐกิจสินค้าที่สำคัญ (Zoning) โดย Agri – Map จังหวัดพิจิตร โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 12 จังหวัดนครสวรรค์ (สศท.12) ดำเนินการวิเคราะห์สภาพทางกายภาพร่วมกับสภาพทางเศรษฐกิจ และกำหนดแผนงาน/โครงการเกี่ยวกับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชเศรษฐกิจสำคัญในพื้นที่เหมาะสมมาก (S1) ปานกลาง (S2) และการปรับเปลี่ยนการผลิตในพื้นที่เหมาะสมน้อย (S3) และไม่เหมาะสม (N) เป็นการผลิตพืชทางเลือกอื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า สำหรับจังหวัดพิจิตร มีสินค้าเกษตรที่สำคัญ ที่มีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมสูงสุด 4 ลำดับแรก ได้แก่ ข้าวนาปี ไข่เป็ด ส้มโอ และมะนาว สำหรับการศึกษาครั้งนี้ สศท.12
