ปลูกพืชหมุนเวียน
คุณนิตย์ เครือน้อย อายุ 65 ปี บ้านเลขที่ 89 หมู่ที่ 7 ตำบลแม่นาเรือ อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา อดีตช่างเฟอร์นิเจอร์ ผันตัวเองมาเป็นเกษตรกรแบบผสมผสาน ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยใช้พื้นที่ปลูกผักพื้นบ้าน เลี้ยงไก่ หมู และปลา สร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวได้อย่างดี คุณนิตย์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เคยเป็นช่างเฟอร์นิเจอร์ แต่มาสมัยนี้ผู้คนหันไปใช้เฟอร์นิเจอร์สำเร็จรูปจึงไม่มีงานทำ ตอนแรกๆ ได้หันมาปลูกผักบุ้ง แล้วให้น้องนำไปขายที่ตลาด จากนั้นเมื่อตลาดเริ่มโตขึ้น จึงทำเกษตรผสมผสาน ปลูกพืชหมุนเวียน โดยจุดประกายความคิดจากแนวทางของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ได้พระราชทานไว้ ใช้พื้นที่นาของตัวเองจำนวน 5 ไร่ แบ่งพื้นที่เป็น 4 ส่วน ที่อยู่อาศัย 1 ส่วน ที่ทำเกษตร 4 ส่วน ใช้พื้นที่ทั้งหมดให้เกิดประโยชน์สูงสุด มีการปลูกพืชแซม เพื่อให้พืชได้เอื้อประโยชน์ต่อกัน และที่สำคัญคือทำเกษตรแบบปลอดภัย ไม่ใช้สารเคมี ทำเกษตรแบบผสมผสาน คือ เลี้ยงหมู ไก่ และปลูกผักพื้นบ้านหลากหลายชนิด เช่น ผักบุ้งจีน พริก มะเขือ ผักชี สะระแหน่ ขึ้นฉ่าย จึงทำให้สามารถเก็บผลผลิตได้ตลอด สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป ผลผลิตที
สภาพอากาศในระยะที่มีฝนฟ้าคะนองและมีฝนตกหนักบางแห่ง อาจส่งผลกระทบทำให้มะละกอเกิดโรคได้ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกมะละกอให้เตรียมรับมือโรครากเน่าและโคนเน่า ที่พบมากในระยะต้นกล้าจนถึงระยะต้นติดผล ระยะต้นกล้า จะแสดงอาการที่ส่วนลำต้นบริเวณผิวดินมีลักษณะฉ่ำน้ำ ยุบเป็นแถบๆ ใบจะเหี่ยว ถ้าอาการรุนแรงบริเวณโคนต้นจะหักพับและตายในที่สุด สำหรับระยะต้นโต มักแสดงอาการเริ่มแรกพบใบล่างเหลือง ก้านใบลู่ลง และหลุดร่วงได้ง่าย ส่วนใบที่อยู่ด้านบนของต้นมีสีซีด และยอดอ่อนมีขนาดเล็กลง ส่งผลให้ต้นแคระแกร็น ต้นมะละกอจะเหลือใบยอดเป็นกระจุก โดยบริเวณโคนต้นจะพบแผลเน่าฉ่ำน้ำ มีสีน้ำตาลเยิ้มออกมา ต้นจะหักล้มพับได้ง่าย และตายในที่สุด เมื่อขุดดูจะพบรากแขนงสีน้ำตาลหลุดขาดได้ง่าย ต่อมาโรคลุกลามไปยังรากแก้ว ทำให้รากเน่าเปื่อย เกษตรกรควรหมั่นตรวจและกำจัดวัชพืชในแปลงและรอบแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบต้นมะละกอที่แสดงอาการของโรครากเน่าและโคนเน่า ให้ขุดหรือถอนต้นที่เป็นโรคออกจากแปลงและนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกทันที เพื่อลดแหล่งสะสมเชื้อราสาเหตุโรค จากนั้นเกษตรกรควรใส่ปูนขาว หรือโรยยูเรียผสมปูนขาว อัตรา 80 : 800 กิโลกรัม ต่
พูดถึงผักที่ได้รับความนิยมบริโภคมากในระดับโลก! “มะเขือเทศ” นั้นติดอันดับต้นๆ แน่นอน โดยในแต่ละปีนั้นมีการบริโภคมากกว่า 170 ล้านตัน (ข้อมูล : FAO) เพราะเป็นพืชที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ทั้งการบริโภคผลสด และการแปรรูปในโรงงานอุตสาหกรรม เช่น ซอสมะเขือเทศ มะเขือเทศปอกผิว น้ำมะเขือเทศ เป็นต้น มะเขือเทศเป็นพืชที่สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี แต่จะชอบอากาศแห้งและเย็นเป็นพิเศษ จึงนิยมปลูกมากในภาคอีสานและภาคเหนือ ซึ่งแหล่งปลูกอันดับต้นๆ ของประเทศคือ “จ.เชียงใหม่” โดยเฉพาะในเขตพื้นที่สูง อย่าง อ.ฮอด วันนี้เราจะพาไปพบกับ คุณสมศักดิ์ ปู่ปัน หรือคุณแอร์ บ้านวังกอง ต.บ่อหลวง อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ไฟแรง ที่ยึดการปลูก “มะเขือเทศท้อ” ตามรอยครอบครัวมานานกว่า 12 ปี แต่ว่าได้มีการพัฒนาทั้งในแง่การตลาดและการผลิต จนปัจจุบันสามารถผลิตมะเขือเทศได้มากรุ่นพ่อแม่เกือบ 1 เท่า และที่สำคัญคือ ได้รับการรับรองเกษตรปลอดภัยมาตรฐาน GAP ด้วย นอกจากนี้ คุณแอร์ ยังได้รวมกลุ่มกับเกษตรกรในชุมชน ร่วมกันผลักดันโครงการเกษตรแปลงใหญ่ (กลุ่มพืชผัก) ขึ้นเป็นแห่งแรกใน จ.เชียงใหม่ ช่วยเพิ่มช่องทางการตลาด สามาร
20จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้ชื่อว่าเป็นเมืองมะขามหวาน แต่รู้หรือไม่ว่าพืชที่มีชื่อเสียงไม่แพ้กันก็คือ “ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์” ซึ่งที่นี่มีพื้นที่เพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มากที่สุดในประเทศไทย คือกว่า 8 แสนไร่ (ที่มา: สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ปี 2562/63) และในครั้งนี้จะบุกไปพบ “คุณสีไพร แก้วสุวรรณ” เกษตรกรหัวก้าวหน้าแห่งอำเภอหล่มเก่าที่ช่างคิดช่างวางแผน และทำการเกษตรพื้นที่กว่า 50 ไร่ แบ่งเป็นมะขาม 40 ไร่ และเกษตรแบบผสมผสานอีก 10 ไร่ หมุนเวียนปลูกข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยาสูบ และผัก ทำให้มีรายได้ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่ได้ผลผลิตมากถึง 2 ตัน ต่อไร่ ได้กำไรงามทุกปี ว่าเขามีวิธีการอย่างไร วางแผนการปลูกให้ดี ทำให้มีรายได้ตลอดปี คุณสีไพร เผยว่า การทำเกษตรแบบผสมผสานของตน จะปลูกพืชหลากหลายชนิด แบ่งตามฤดูกาลและความเหมาะสมของสภาพภูมิอากาศ ลองผิดลองถูกมาจนประสบความสำเร็จเช่นในปัจจุบัน ส่วนเคล็ดลับการสร้างรายได้ต่อเนื่องตลอดทั้งปีนั้น สิ่งสำคัญคือ การจัดการพื้นที่การเกษตร วางแผนการเพาะปลูก เพื่อลดความเสี่ยงจากราคาผลผลิตตกต่ำ หากปลูกแค่ชนิดเดียวแล้วราคาผลผลิตไม่ดี จะทำให้ไม่
