ปลูกพืชใช้น้ำน้อย
คุณแก้วตา – แก้วตา สังข์ทอง เกษตรกรผู้ปลูกแตงโม อายุ 50 ปี ชาว อ.ไทรงาม จ.กำแพงเพชร เปิดเผยเคล็ดลับการปลูกแตงโมอย่างไรให้ ไส้ไม่แตก เนื้อแน่น สีแดงสด รสชาติหวาน มีคุณภาพตรงตามที่ตลาดต้องการ หลักในการทำเกษตรของคุณแก้วตานั้นต้องดูแลใส่ใจในรายละเอียดทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเพาะปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิต จากการสั่งสมประสบการณ์ลงมือดูแลไร่แตงโมด้วยตัวเองทุกวันตลอดระยะเวลา 2 ปี ถึงแม้จะไม่นาน แต่ก็ทำให้ได้เทคนิคในแบบฉบับเฉพาะตัว จนได้ผลผลิตแตงโมลูกละไม่ต่ำกว่า 5 กิโลกรัม ขายได้ทุกลูกและได้ราคาดีอย่างแน่นอน เดิมทีคุณแก้วตา เคยทำนาและปลูกพืชไร่ คือมันสำปะหลังและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เหมือนในพื้นที่รอบๆ แต่ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผลผลิตไม่ได้ตามที่ต้องการ กอปรกับราคาผลผลิตในช่วงนั้นราคาตกต่ำ เมื่อมีเพื่อนเกษตรกรแนะนำให้ลองปลูกพืชใช้น้ำน้อย จึงเริ่มหันมาปลูกแตงโม ซึ่งเหตุผลหลักๆ ที่คุณแก้วตาเลือกปลูกแตงโม เพราะเป็นพืชอายุสั้น ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มปลูกถึงเก็บเกี่ยวผลผลิต ประมาณ 55-60 วันเท่านั้น ก็สามารถสร้างรายได้ให้กับครอบครัวได้ โดยเฉพาะหากเป็นช่วงราคาดี ก็จะมีกำไรสูง หรือถึง
ในช่วงฤดูแล้ง สภาพอากาศแห้งแล้ง ปริมาณน้ำในแหล่งต่างๆ มักมีจำกัด จึงชวนเกษตรกร ผู้ปลูกข้าวนาปรังในพื้นที่ชลประทานหันมาปลูกพืชอื่นที่ใช้น้ำน้อยทดแทน เช่น แตงโม ถั่วลิสง มะเขือเทศ ข้าวโพดหวาน เป็นต้น แตงโม ช่วงเวลาปลูกที่เหมาะสมเดือนพฤศจิกายน-มีนาคม การปลูก – เตรียมดิน ไถดะตากดิน 1 ครั้ง ไถพรวน 1 ครั้ง ปรับปรุงดินโดยใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก อัตรา 500 กิโลกรัมต่อไร่ หว่านปูนขาวให้ทั่วเพื่อปรับสภาพดิน จากนั้นไถยกร่องขนาดแปลงกว้าง 2-3 เมตร ความยาวตามสภาพพื้นที่ระยะปลูก เจาะหลุมปลูก ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 10 เซนติเมตร และใช้พลาสติกสีดำคลุมแปลง ระยะปลูกระหว่างหลุม 60 เซนติเมตร ระหว่างแถวห่าง 6 เมตร เมื่อต้นกล้าอายุ 10-12 วัน คัดต้นกล้าสมบูรณ์ทําการย้ายปลูกต้นกล้าที่สมบูรณ์ปลูก 1 ต้นต่อหลุม – เตรียมเมล็ดพันธุ์ นําเชื้อไตรโคเดอร์มาผสมกับดินปลูก อัตรา 1 : 4 ใส่กระบะเพาะเมล็ด นำเมล็ดแช่น้ำอุ่น (40-50 องศาเซลเซียส) นาน 4-6 ชั่วโมง ขัดเมือกออกบ่มไว้ 2 คืน แล้วนําไปเพาะในถาดเพาะที่เตรียมไว้ ให้น้ำ – ให้น้ำตามร่องทุก 5-7 วัน ตามสภาพความชื้นของดิน ไม่ควรให้น้ำระบบพ่น ฝอยเพราะอาจทำให้เกิ
วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้าน จะมาแนะนำ “10 พืชทนแล้ง ใช้น้ำน้อย” ภาวะที่ปริมาณน้ำไม่มีเพียงพอต่อการเพาะปลูก ส่วนใหญ่มักจะเป็นพืชไร่ พืชที่มีอายุช่วงเก็บเกี่ยวสั้น ใช้เวลาไม่นานก็ให้ผลผลิต เป็นพืชที่ทนต่อความร้อนได้ดี และเหมาะสำหรับพื้นที่ที่ห่างไกลจากแหล่งน้ำ อีกทั้งไม่ต้องดูแลมาก ก็สามารถเติบโตได้เองในทุกสภาพดิน “น้ำ” เป็นหัวใจสำคัญสำหรับการเกษตร เมื่อการใช้น้ำปริมาณที่จำกัด ทางออกสำหรับเกษตรกรคือ ปลูกพืชน้ำน้อย แทนการทำนาหรือพืชไร่ที่ต้องใช้น้ำมาก พืชทนแล้งมีหลายชนิด ทั้งพืชสวนและพืชไร่ บางชนิดทนทานต่อความแห้งแล้งได้ดี มาดูกันว่าพืชทนแล้งชนิดไหน ที่จะทำให้ได้ผลผลิตดี และไม่ต้องดูแลมากนัก 🥬คะน้า คะน้า จัดเป็นพืชใบเขียวที่ใบมีสีเขียวจัด และเป็นผักที่กินได้ทั้งใบไปจนถึงก้าน โดยผักคะน้าจะมีอายุ 2 ปี แต่ปลูกเป็นผักฤดูเดียว ผักคะน้าเป็นผักสวนครัวที่สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี แต่ช่วงเวลาที่ปลูกได้ผลดี ที่สุดอยู่ในช่วงเดือนตุลาคมถึงเมษายน อายุการเก็บเกี่ยวของคะน้าอยู่ที่ประมาณ 45-55 วันหลังปลูก คะน้าที่ตลาดต้องการมากที่สุดคือ คะน้าที่มีอายุ 45 วัน แต่คะน้าที่มีอายุ 50-55 วัน เป็นระยะที่เก็บเกี่ยวได้น
นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การผลิตและการตลาดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2562/63 ระหว่างวันที่ 11-15 กุมภาพันธ์ 2563 ในพื้นที่ จังหวัดน่าน แพร่ และพิษณุโลก ซึ่งเป็นแหล่งผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่สำคัญของประเทศ พบว่า เนื้อที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2562/63 (ข้อมูลพยากรณ์ ณ เดือนธันวาคม 2562) คาดว่ามี 1.204 ล้านไร่ ลดลงจากปี 2561/62 ที่จำนวน 1.270 ล้านไร่ (ลดลงร้อยละ 5) ด้านผลผลิตคาดว่ามี 0.763 ล้านตัน ลดลงจากปี 2561/62 ที่จำนวน 0.886 ล้านตัน (ลดลงร้อยละ 14) เนื่องจากปีนี้ ประสบปัญหาการระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด และผลกระทบจากภัยแล้ง ส่งผลให้ผลผลิตเสียหายบางส่วน สำหรับ ปี 2563 คาดว่าราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่เกษตรกรขายได้ ความชื้นไม่เกิน 14.5% จะใกล้เคียงกับปี 2562 เนื่องจากผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ ประกอบกับภาครัฐได้ดำเนินมาตรการกำหนดสัดส่วนการนำเข้าข้าวสาลีต่อการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศ ในอัตรา 1 : 3 เพื่อไม่ให้กระทบต่อราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประ
จากสภาพอากาศของประเทศที่เริ่มมีอุณหภูมิสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ตอนนี้ในหลายพื้นที่เริ่มประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อทำการเกษตร รวมถึงน้ำใช้สำหรับอุปโภค-บริโภคแล้ว นอกจากนี้ยังมีบางหน่วยงานกังวลว่า หน้าแล้งใน ปี 2562 นี้ จะหนักกว่าทุกปี ซึ่งจากข้อกังวลดังกล่าวทำให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเริ่มออกมาให้ข้อมูล เตรียมพร้อมสำหรับการช่วยเหลือประชาชนทั่วประเทศแล้ว ⦁ สทนช. ยันแล้งนี้ไม่วิกฤต ประเด็นที่หลายฝ่ายมีความกังวลว่าปีนี้ประเทศไทยจะแล้งหนักสุดในรอบ 30 ปี จากปรากฏการณ์เอลนิโญ จะรับมือไหวหรือไม่ นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้ให้คำตอบว่า กรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์ว่าปรากฏการณ์เอลนิโญจะยังคงอิทธิพลต่อเนื่อง แต่เป็นเอลนิโญกำลังอ่อน และจะเข้าสู่สภาวะเป็นกลางช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2562 คาดว่าจะมีปริมาณฝนต่ำกว่าค่าปกติ 10-20% เฉพาะเดือนเมษายน 2562 ปริมาณฝนจะต่ำกว่าค่าปกติ 10% และคาดว่าปริมาณฝนจะกลับมามีค่าใกล้เคียงกับสภาวะปกติในช่วงสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนพฤษภาคมนี้ ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าจะสามารถเริ่มฤดูเพาะปลูกในปีนี้ได้หลังจากผ่านช่วงเวลาดังกล่าวแล้ว “ย
ในปีนี้ ส่อเค้าภาคการเกษตรของประเทศไทยต้องเผชิญหน้ากับภาวะอากาศร้อนจัด แล้งจัด จากปรากฏการณ์เอลนีโญ (El NiNo) อีกรอบ จึงอยากชวนเกษตรกรชาวนาให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเพาะปลูกในช่วงฤดูแล้ง จากเดิมที่เคยทำนาที่ใช้น้ำมาก มาปลูกพืชผัก ที่ใช้น้ำน้อยแทน ภารกิจครั้งนี้ทำได้ไม่ยาก เริ่มจากเตรียมเมล็ดพันธุ์พืชผักที่ใช้น้ำน้อย 7 ชนิด เช่น แตงกวา-แตงร้าน ฟักทอง แตงโม ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดข้าวเหนียว แฟง และ ถั่วฝักยาว ปรับดินเตรียมแปลงปลูก ลงทุนทำระบบน้ำหยด เพื่อให้น้ำถูกส่งผ่านทางท่อ และปล่อยน้ำออกทางหัวหยดน้ำ ซึ่งติดตั้งไว้บริเวณโคนต้นพืช น้ำจะหยดซึมลงมาที่บริเวณรากของต้นพืชอย่างช้าๆ และสม่ำเสมอ ช่วยให้ดินมีความชื้นคงที่ พืชได้รับน้ำในปริมาณที่เหมาะสมและสม่ำเสมอทั้งแปลง ช่วยประหยัดเวลาและแรงงาน บำรุงรักษาระบบง่าย แถมควบคุมวัชพืชได้ง่ายอีกต่างหาก เปลี่ยนนาข้าว เป็นแปลงผัก โกยรายได้ทั้งปี การปลูกพืชผักอายุสั้น ใช้ เงินลงทุนต่ำเพียง 4,000-5,000 บาท ต่อรุ่น แต่สามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรได้ 2-3 รอบ ยกตัวอย่าง เช่น การปลูกแตงกวา-แตงร้าน มีระยะเวลาการปลูกรอบละ 36-40 วัน สามารถสร้างรายได้กว่า 40,000
กรมชลประทาน สนับสนุนเกษตรกรทำนาข้าวให้หันมาปลูกพืชใช้น้ำน้อย-เลี้ยงสัตว์ หลังราคาข้าวตกต่ำ ยึดแผนจัดรูปที่ดินบ้านตาลเสี้ยน ต.รางสาลี่ อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี เป็นต้นแบบความสำเร็จ นายประพิศ จันทร์มา รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายลดพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังในฤดูแล้ง เพื่อประหยัดน้ำต้นทุน โดยให้เกษตรกรเปลี่ยนไปปลูกพืชใช้น้ำน้อยแทนนั้น สำนักงานจัดรูปที่ดินกลาง กรมชลประทาน เล็งเห็นความสำเร็จในการปรับเปลี่ยนเกษตรกรทำนาข้าวไปปลูกพืชใช้น้ำน้อย-เลี้ยงสัตว์ จึงได้วางแผนส่งเสริมให้พื้นที่จัดรูปที่ดินบ้านตาลเสี้ยน ต.รางสาลี่ อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี เป็นโครงการต้นแบบ ตั้งแต่ฤดูนาปรัง 2558/2559 เป็นต้นมา ซึ่งประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง ทั้งนี้เกษตรกรในโครงการได้ลดพื้นที่การทำนา โดยหันไปปลูกพืชใช้น้ำน้อยกว่า เช่น พืชผักสวนครัว รวมทั้งขยายพื้นที่ปลูกดีปลี ซึ่งเป็นพืชสมุนไพรราคาแพงมากขึ้น นอกจากนั้น มีการเลี้ยงไก่ไข่ เป็ดไข่ ปลานิล ปลาตะเพียน หมูหลุม กระทั่งจิ้งหรีดในเชิงพาณิชย์ “ปีที่แล้ว เป็นการเริ่มต้นปรับเปลี่ยน เพราะเกษตรกรเข้าใจข้อจำกัดของน้ำต้นทุน อีกทั้งราคาข้าวไม่เ
