ปลูกสับปะรด
เป็นที่ทราบกันดีว่าสถานการณ์สับปะรดในช่วงต้นปีที่ผ่านมาไม่สู้ดีนัก ราคาที่เกษตรกรขายได้ ปี 2565 (มกราคม-เมษายน 2565) สับปะรดที่เข้าโรงงานเฉลี่ยกิโลกรัมละ 6.63 บาท ลดลงจากกิโลกรัมละ 7.18 บาท ในช่วงเดียวกันของปี 2564 ร้อยละ 7.66 เนื่องจากปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา และจากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 โรงงานแปรรูปจึงปรับกำลังการผลิตให้สอดคล้องกับภาวะผลผลิต ภาวะต้นทุน ด้วยปัจจัยหลายอย่างเหล่านี้ทำให้เกษตรกรหลายรายถอดใจ แต่ในทางกลับกันก็ยังมีเกษตรกรอีกหลายรายที่ยังสู้และไปต่อได้จากการปรับตัว หันมาแปรรูปสินค้าเพิ่มมูลค่า รวมถึงการพัฒนาคุณภาพสินค้าให้ได้มาตรฐาน GAP เพื่อให้สามารถกระจายสินค้าได้หลากหลายช่องทางยิ่งขึ้น ไม่รอส่งโรงงานเพียงอย่างเดียว คุณพัทธนันท์ หมื่นอาจวัฒนะ หรือ พี่พัท อยู่บ้านเลขที่ 34 หมู่ที่ 10 ตำบลหนองปลาไหล อำเภอหนองปรือ จังหวัดกาญจนบุรี เกษตรกรสาวหัวใจแกร่งผู้สืบทอดกิจการสวนสับปะรดจากครอบครัวจำนวน 100 ไร่ ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ไม่สู้ดีนัก แต่เธอคนนี้ก็ก้าวผ่านวิกฤตมาได้ทุกครั้ง พี่พัทเล่าถึงจุดเริ่มต้นการเป็นเกษตรกรให้ฟังว่า อาชีพเป็นเกษตรกรปลูกสับปะรดเป็นอาชีพที่
ผลไม้ที่ชื่อว่าสับปะรด ที่ทุกคนร้องอ๋อ เป็นผลไม้พื้นบ้านของบ้านเราก็ว่าได้ ปลูกสับปะรดก็มักจะได้ยินว่าสับปะรดล้นตลาด ราคาถูก เกษตรกรส่วนใหญ่มักจะมองข้าม แต่ถ้าเรียกว่าสับปะรดแตงโมยักษ์ ต้องหยุดฟังสักหน่อยว่าคงเป็นของแปลก แต่ก็แปลกจริงๆ ไม่ใช่แปลกแค่ชื่อต่อท้าย ยังแปลกเรื่องรสชาติที่ความฉ่ำหวานคล้ายกัดกินแตงโม สับปะรดแตงโมมีสายพันธุ์นำเข้ามาจากไต้หวันราคาก็ลูกละร้อยกว่าบาท สับปะรดแตงโมยักษ์เป็นสับปะรดสายพันธุ์ใหม่ ลูกใหญ่ ที่ผสมผสานหลากหลายสายพันธุ์จากไต้หวันและข้อพิเศษอีกอย่างการที่นำมาปลูกกับดินในเขตร้อนเมืองไทย ทำให้สายพันธุ์นี้โดดเด่น ลูกใหญ่ 1.5-3 กิโลกรัม และมีจุดเด่นเรื่องรสชาติ ผลใหญ่ เปลือกบาง ไม่กัดลิ้น หวานฉ่ำ เนื้อละเอียดเหมือนกินแตงโม จึงเรียกว่าสับปะรดแตงโม หรือสับปะรดสวนโม ที่เป็นคำที่ติดตลาดว่าสับปะรดแตงโมยักษ์สวนโม ในวงการตลาดสับปะรดเป็นที่รู้จักกันว่าอย่างนี้ คำว่าสับปะรดแตงโมมาจาก คุณกาญจนา หงส์ ที่เป็นเจ้าของสวนเอง และเป็นผู้นำเข้าสายพันธุ์นี้ คุณกาญจนา บอกว่า ตนเองเป็นผู้ตั้งชื่อและนำเข้าสายพันธุ์มาจากไต้หวัน แต่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน เพราะเพิ่งปลูกได้เพียง 3 ปีเท่านั
จากลักษณะที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของจังหวัดตราด ที่อยู่ปลายสุดแผ่นดินของประเทศไทย และมีพื้นที่ด้านหนึ่งติดฝั่งทะเลตะวันออกของอ่าวไทย ทำให้สภาพของอากาศ ความชื้นและสภาพดินเหมาะสมกับการเจริญเติบโตของพืชกลุ่มไม้ผล เช่น ทุเรียน เงาะ มังคุด และลองกอง เกษตรกรที่นี่จึงทำสวนไม้ผลกันมายาวนานตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน โดยมีสับปะรดตราดสีทองที่เป็นพืชเศรษฐกิจอันดับต้นๆ ของเกษตรกรจังหวัดตราด เป็นพืชที่สร้างรายได้ให้เกษตรกรค่อนของสูง มีการปลูกและเก็บเกี่ยวผลผลิตตลอดปี ผลผลิตเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ จัดเป็นสับปะรดบริโภคผลสดพันธุ์เดียวของไทย ที่ผลผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด ด้วยลักษณะเด่นที่รูปทรงผล สีผิวเหลืองส้ม รสชาติหวานมาก เนื้อเหลืองทองสม่ำเสมอ เนื้อแห้งกรอบและมีกลิ่นหอมกว่าสับปะรดทุกสายพันธุ์ จุดเด่นสับปะรดตราดสีทอง แปลงสับปะรดตราดสีทองที่สมบูรณ์ ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของสับปะรดพันธุ์นี้ จัดเป็นสับปะรดกลุ่มควีน (Queen) ลักษณะเด่นภายนอก คือ ขอบใบที่ต้นและขอบใบที่จุกผลมีหนามสั้นๆ แหลมคม ทรงโค้งสีน้ำตาลแดง ผลเป็นรูปทรงกระบอก ผิวเปลือกเมื่อแก่สุกเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเข้มหรือเหลืองส้ม ต
สับปะรดปัตตาเวีย เป็นสับปะรดพันธุ์หนึ่งที่นิยมปลูกกันมากในแถบภาคตะวันตกของประเทศ โดยเฉพาะในแถบอำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี ซึ่งได้ชื่อว่า มีสภาพความเป็นกรด-ด่างสูง การปลูกพืชทั่วไปไม่สามารถทำได้ แต่สามารถปลูกสับปะรดพันธุ์นี้ได้และมีรสชาติพิเศษเฉพาะ ที่ผ่านมาเกษตรกรปลูกกันในลักษณะต่างคนต่างปลูก เน้นส่งโรงงาน ทำให้เกิดปัญหาการตลาดเรื่อยมา คุณจันทร์ เรืองเรรา รองประธานกลุ่มผู้ปลูกสับปะรดแปลงใหญ่ ตำบลหนองพันจันทร์ อำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี กล่าวว่า “การที่เกษตรกรต่างคนต่างปลูก ปัญหาที่ตามมาคือ ทำให้เกิดปัญหาล้นตลาด ราคาตก เกิดปัญหายืดเยื้อยาวนาน จึงมีการรวมกลุ่มทำเกษตรแปลงใหญ่ขึ้น โดยเอาคน พื้นที่ สินค้าเป็นตัวกำหนด เข้าสู่กระบวนการมาตรฐาน GAP ได้ตราสัญลักษณ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ พอถึงรัฐบาลนี้ก็เลยเข้ากรอบนโยบายส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ ที่ลดต้นทุนเกษตรกร เพิ่มผลผลิต เอาการตลาดมานำการผลิต” “ปัจจุบัน มีเกษตรกรในตำบลหนองพันจันทร์ เข้ารวมกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่จำนวน 82 ราย พื้นที่ปลูกสับปะรดพันธุ์ปัตตาเวีย 1,014 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 2 หมู่บ้าน ซึ่งพวกเราต่างก็น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบ
ในช่วงที่มีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางพื้นที่ระยะนี้ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรชาวไร่สับปะรดเฝ้าระวังโรคยอดเน่ารากเน่า ที่สามารถพบได้ในทุกระยะการเจริญเติบโตของสับปะรด อาการที่ต้น ใบยอดมีสีซีด โคนใบหรือฐานใบเน่าช้ำมีสีขาวอมเหลืองขอบแผลสีน้ำตาล และส่งกลิ่นเหม็นเฉพาะตัว เมื่อดึงส่วนยอดจะหลุดได้โดยง่าย ถ้าอาการรุนแรงกลุ่มใบตรงกลางต้นจะหักล้มพับลงมา อาการที่ราก เริ่มแรกมีอาการใบสีซีดคล้ายอาการที่ต้น ใบด้านล่างจะนิ่มกว่าปกติ และแห้งตายลามเข้ามาจากปลายใบ ต้นชะงักการเจริญเติบโต รากมีแผลสีน้ำตาล เปื่อย และเน่า หากดึงจะหลุดออกมาจากดินได้โดยง่าย อาการที่ผล ผลมีขนาดเล็ก ผลจะเน่าเป็นจุดสีเขียวเข้ม เมื่อผ่าดูภายในเนื้อเยื่อจะเน่าเป็นสีน้ำตาล เกษตรกรควรหมั่นตรวจและกำจัดวัชพืชในแปลงและรอบแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบต้นที่เริ่มแสดงอาการของโรคยอดเน่ารากเน่า ให้พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชเมทาแลกซิล 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20-40 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50-100 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟอสโฟนิก แอซิด 40% เอสแอล อัตรา 50-60 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร ทุก 1 เดือน
เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ ผมปลูกสับปะรดไว้ 1 แปลง การเจริญเติบโตอยู่ในเกณฑ์ดี แต่การติดผลทยอยออกไม่พร้อมกัน ผมต้องปฏิบัติอย่างไร ตันสับปะรดของผมจึงจะออกดอกพร้อมกัน และเคยมีข่าวว่า หากใส่ปุ๋ยไม่ถูกวิธี เมื่อนำไปบรรจุกระป๋องจะทำให้เคลือบในกระป๋องมีสีดำคล้ำ ส่งออกไปขายยังต่างประเทศไม่ได้ เราจะมีวิธีป้องกันอย่างไร ขอให้คุณหมอเกษตรไขข้อข้องใจให้ด้วยครับ ขอแสดงความนับถือ นิวัฒน์ ปทุมวงศาโรจน์ กาญจนบุรี ตอบคุณนิวัฒน์ ปทุมวงศาโรจน์ วิธีการบังคับให้สับปะรดออกดอกพร้อมกัน ประการสำคัญต้องบำรุงต้นให้มีน้ำหนัก 2.5-2.8 ด้วยวิธีสุ่มตัวอย่าง นำขึ้นมาชั่งน้ำหนัก แต่ถ้าหากเกษตรกรที่ปลูกมานานสามารถประมาณการได้ จากนั้นใช้สารที่เรียกว่า เอทธิฟอน 39.5 เปอร์เซ็นต์ อัตรา 8 มิลลิกรัม และปุ๋ยยูเรียหรือปุ๋ยน้ำตาลทรายก็เรียกกัน 300 กรัม ละลายในน้ำสะอาด 1 ปี๊บ คนให้เข้ากันแล้วหยอดหรือราดที่ยอดสับปะรด 2 ครั้ง ทิ้งช่วงห่างกัน 4-7 วัน เวลาที่หยอดสารควรเป็นเวลาเย็นได้ผลดีที่สุด อีก 2-4 สัปดาห์ จะมีดอกปรากฏให้เห็น ส่วนสาเหตุทำให้เคลือบกระป๋องด้านในมีสีดำ เกิดจากมีไนเตรตตกค้างในเนื้อสับปะรดเกินมาตรฐาน ป้องกันได
สับปะรดในประเทศไทย นับว่าเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญอีกชนิดหนึ่ง เนื่องจากไทยเป็นผู้ส่งออกสับปะรดและผลิตภัณฑ์ในลำดับต้นๆของโลก มูลค่าส่งออกสูงถึง 25,000 ล้านบาท ผลิตภัณฑ์ที่ส่งออกมากคือ สับปะรดกระป๋อง ร้อยละ 80 และน้ำสับปะรด ร้อยละ 20 โดยมีทั้งการส่งออกในตราสินค้าของตนเองและการรับจ้างผลิต แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการรับจ้างผลิต ในปี 2554 มีโรงงานผลิตสับปะรดกระป๋องและน้ำสับปะรดเข้มข้นที่ได้รับการรับรองจากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มากกว่า 75 โรง กำลังผลิตรวมกันประมาณ 800,000 ตัน/ปี ซึ่งเป็นการผลิตเพื่อส่งออกประมาณปีละ 600,000 ตัน/ปี คู่แข่งสำคัญของไทยในอุตสาหกรรมสับปะรด คือ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเชีย และจีน พันธุ์สับปะรดที่เกษตรกรปลูก หากเป็นสับปะรดส่งโรงงานนิยมปลูกพันธุ์ปัตตาเวีย เนื่องจากมีเนื้อแน่น รสหวานปานกลางหรือหวานจัดสามารถปลูกได้ทั่วไป สำหรับพันธุ์รับประทานผลสดมีความแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับพื้นที่ปลูก กล่าวคือ พันธุ์นางแล ลักษณะใบมีขอบเรียบหรือมีหนามเล็กน้อย ผลรูปทรงกลม ตานูน เปลือกบาง เนื้อหวานจัด สีเหลืองทอง พบปลูกในพื้นที่จังหวัดเชียงราย โดยเฉพาะที่ตำบลนางแล อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงร
