ปัญหาลำไย
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จัดรวมพลคนลำไยเพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตสู่การแข่งขันได้ในตลาดโลกอย่างยั่งยืน เดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “ลำไยคุณภาพ” เพื่อพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส โดยเน้นการยกระดับคุณภาพตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ลดความเสี่ยงด้านตลาด และสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคในและต่างประเทศ นายอรรถกร ศิริลัทยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังการเปิดงานรวมพลคนลำไยเพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตสู่การแข่งขันได้ในตลาดโลกอย่างยั่งยืน ณ ศูนย์กีฬาเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ ว่า ในระยะนี้ลำไยในฤดูของภาคเหนือออกสู่ตลาดแล้ว เริ่มเก็บเกี่ยวตั้งแต่ต้นเดือน มิถุนายนที่ผ่านมา และมีปริมาณการเก็บเกี่ยวรายวันเพิ่มสูงขึ้น โดยมีช่วงพีคในเดือนสิงหาคมนี้ ขณะนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เตรียมการเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ได้แก่ 1. จัดทำข้อเสนอโครงการพัฒนาสวนลำไยคุณภาพ สนับสนุนเกษตรกรในการทำลำไยคุณภาพ วงเงิน 1,000 ล้านบาท สนับสนุนค่าตัดแต่งทรงพุ่ม ตัดแต่งกิ่ง ช่อดอก ไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 10 ไร่ต่อครัวเรือน และค่าปัจจัยการผลิต วัสดุการเกษตร ไร่ละ 400 บาท เพื่อให้เ
เมื่อเวลา 16.00 น.วันที่ 1 ก.พ. 2561 นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ สอบถามนายสมิท ธรรมเชื้อ อัคราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายการเกษตร) สำนักงานที่ปรึกษาเกษตรต่างประเทศ ประจำกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ผ่านเว็บคอนเฟอร์เรน (Web Conferrence) ถึงกรณีที่มีข่าวว่าอินโดนีเซียมีข้อกีดกันทางการค้าต่อผลไม้ที่ส่งเข้าอินโดนีเซียจริงเท็จประการใด โดยนายสมิท กล่าวว่า เมื่อปลายเดือนธ.ค. 2560 รัฐบาลอินโดนีเซียได้ออกประกาศห้ามนำเข้าพืชสวน ที่ส่งผลกระทบกับลำไยของประเทศไทยโดยตรง เพราะกฏหมายนี้กำหนดขึ้นตามนโยบายของประธานาธิบดี และสร้างความกังวลให้กับประเทศไทยเป็นอย่างมาก เพราะกฏหมายดังกล่าวห้ามนำเข้าลำไยในช่วงเดือนส.ค. และ ก.ค. ปี 2561 ซึ่งเป็นเดือนที่ลำไยไทยออกสู่คตลาดมากที่สุด ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่อินโดนีเซีย ออกกฏหมายกีดกันทางการค้ากับไทย เพราะก่อนหน้านี้ลำไยไทยสามารถส่งเข้าไปขายในอินโดนีเซียได้ตลอดปี “กฏหมายระงับการนำเข้าลำไยในเดือนส.ค.-ก.ค. ถือว่ากระทบกับผลผลิตลำไยไทยเป็นอย่างมาก ทางทูตเกษตรจึงประสานไปยังกระทรวงการค้าของอินโดนีเซีย และได้หารือเบื้องต้นว่า กฏเกณฑ์การไม่ให้นำเข้าลำไยไทย ในเวลาดังกล่า
ข้อมูลจากสำนักงานเกษตรจันทบุรี ปี 2560 ประมาณการผลผลิตลำไย จำนวน 328,458 ตัน เพิ่มขึ้น 32,183 ตัน จากปี 2559 มีจำนวน 296,275 ตัน หรือประมาณ 10% แต่ภาคเกษตรกรประมาณว่าน่าจะเพิ่มถึง 25% หากรวมเกษตรกรที่ไม่ได้จดทะเบียนด้วย ทำให้ปีนี้ลำไยมีวิกฤตกาลเรื่องตลาดและราคาให้เห็นเช่นเดียวกับ ผลไม้ ทุเรียน มังคุด ที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ ในช่วงเดือนกันยายน-พฤศจิกายน ที่ปริมาณลำไยมากถึง 70% ออกสู่ตลาด จึงทำให้เกิดปัญหาตลาดตัน ราคาลำไยตกต่ำ ขณะเดียวกันเกษตรกรเห็นว่ามีปรากฏการณ์ใหม่ “ปัญหาการส่งลำไยร่วงออกตลาดต่างประเทศ” โดยซื้อลำไยลูกร่วง ราคาต่ำ เพื่อแข่งขันตีตลาดลำไยคุณภาพ ซึ่งเป็นการทำลายกลไกตลาด ทำให้ลำไยคุณภาพราคาตกต่ำหรือตลาดตัน หรือถูกลดราคาเป็นลำไยลูกร่วง และในอนาคตตลาดจีนอาจจะไม่ซื้อลำไยจากไทย เพราะเห็นว่าลำไยลูกร่วงไม่มีคุณภาพ จึงควรหาทางออกเร่งด่วนหยุดการส่งออกไปตลาดต่างประเทศ รวมกลุ่มเกษตรกรสวนลำไย หาทางออก จากปัญหาลำไยลูกร่วง ส่งออกตลาดต่างประเทศมีผลกระทบเป็นวงจรลงสู่เกษตรกรนี้เอง เมื่อ วันที่ 4 ธันวาคมนี้ ที่หอประชุมโรงเรียนสอยดาววิทยา อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี ได้มีการจัดประชุมกลุ่ม
เมื่อวันที่ 11 ส.ค. ที่กรมราชทัณฑ์ นายกอบเกียรติ กสิวิวัฒน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวถึงกรณีกระทรวงพาณิชย์ ได้ประสานงานขอความร่วมมือกรมราชทัณฑ์ให้ช่วยรับซื้อผลผลิตลำไย ว่าในวันนี้ทางกรมราชทัณฑ์ได้เสนอเรื่องไปยังกระทรวงยุติธรรม เพื่อขอให้ทางสำนักนายกรัฐมนตี เสนอคณะรัฐมนตรีให้มีมติยกเว้น ระเบียบพัสดุในการแบ่งจ่ายเงิน เพราะกรมราชทัณฑ์ติดปัญหาในเรื่องข้อระเบียบในการจัดซื้อและการแบ่งจ่ายเงินส่วนนี้ โดยทางกรมราชทัณฑ์ มีเงินค่าขนมนักโทษในเรือนจำ ประมาณ 1.50 สต. จึงนำเงินส่วนนี้มาซื้อลำไย ให้นักโทษได้กินแทนขนมหวาน โดยกระทรวงพาณิชย์จะเป็นหน่วยงานคอยรวบรวมลำไยจากเกษตรมาขายให้เรือนจำ จากนั้นก็นำเงินไปจ่ายให้เกษตรกร เพราะกรมราชทัณฑ์รับซื้อตรงไม่ได้ ผิดระเบียบขั้นตอนของกรมบัญชีกลาง คาดว่าภายในสัปดาห์หน้า หาก ครม.มีมติก็สามารถจัดซื้อลำไยได้ทันที “ตอนนี้คิดเฉลี่ยคร่าวๆ ซื้อลำไยในกิโลละ 6 บาท ซึ่งเป็นลำไยล่วงที่ไม่ได้ส่งออก นักโทษจะได้กินลำไยเฉลี่ยคนละ 2 ขีดครึ่ง ดังนั้นดูแล้วก็ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไร คงไม่ทำให้เป็นอะไร แต่ถ้ายังคงมีปริมาณลำไยในตลาดเยอะ กรมราชทัณฑ์ก็สามารถสั่งซื้อได้ ส่งไปให้เรือนจำทั่วประ
