ปัญหาอุทกภัย
ในปีนี้ ประเทศไทยประสบปัญหาอุทกภัยในวงกว้าง สร้างความเสียหายต่อพื้นที่การเกษตรหลายจังหวัด ขณะนี้หลายพื้นที่น้ำท่วมลดลงเข้าสู่ภาวะปกติ สามารถเริ่มต้นเพาะปลูกพืชได้อีกครั้ง กรมส่งเสริมการเกษตรมีคำแนะนำสำหรับการปลูกผักหลังจากน้ำลด รวมทั้งวิธีปรับปรุงดินอย่างไรให้ผักที่ปลูกปลอดโรค นอกจากนี้ ชนิดของผักที่จะปลูกหลังจากน้ำลด ควรเป็นผักที่มีอายุสั้น เก็บผลผลิตได้เร็ว และตลาดนิยมบริโภค และพันธุ์พืชที่ใช้ควรเลือกให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ควรเป็นพันธุ์ที่ทนทานต่อสภาพแวดล้อมได้ดี การเตรียมดิน ระยะแรกที่ดินยังเปียกอยู่ ไม่ควรให้คน สัตว์เลี้ยง และเครื่องจักร เข้าไปในพื้นที่ จะทำให้โครงสร้างของดินจับตัวกันแน่น ทำให้ยากต่อการปรับปรุงดิน กรณีที่มีน้ำขังควรหาทางระบายน้ำออกจากพื้นที่ให้เร็วที่สุด ให้ขุดดินและตากดินไว้ 2-3 วัน และควรใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกเก่าคลุกเคล้าดินเพื่อให้ดินมีคุณสมบัติทางกายภาพในการปลูกพืชดีขึ้น หรือใช้ปูนขาวหรือโดโลไมท์ช่วยปรับปรุงดินด้วย เพื่อป้องกันปัญหาโรครากเน่า วิธีการปลูกผัก หากสภาพพื้นที่ยังมีน้ำท่วมขังอยู่หรือสภาพดินยังแฉะมาก ควรใช้วิธีการปลูกด้วยต้นกล้า จะทำให้ผักเจริญเติบ
นางสาวบุศรินทร์ เลอเลิศภักดี รองกรรมการผู้จัดการ ซีพีเอฟ นำทีมงานจิตอาสา ตัวแทนพนักงานซีพีเอฟทั่วทั้งภาคตะวันออก ร่วมร้อยเรียงความดี ส่งอาหารจากใจช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม โดยจัดกิจกรรมร่วมกันแบ่งปันน้ำใจช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ร่วมกับ สมาคมสว่างบุญช่วยเหลือธรรมสถานตราด ด้วยการนำข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำดื่ม ขนม ปลากระป๋อง ยาจุดกันยุง เครื่องอุปโภคที่จำเป็น จากการสนับสนุนของบริษัทและเงินบริจาคจากเพื่อนพนักงาน สำหรับนำไปมอบแก่ชาวชุมชนที่อาศัยในพื้นที่คลองมะหาด ตำบลทับมา อำเภอเมือง จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นเขตรอยต่อกับจังหวัดตราด ที่ยังคงเดือดร้อนจากปัญหาอุทกภัยที่ยังไม่คลี่คลายในหลายพื้นที่ ………………………………………. สำหรับแฟนๆ นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน หากต้องการนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านรายปักษ์ ส่งตรงถึงบ้าน รวดเร็วทันใจอ่านได้ในทุกๆ 15 วัน สามารถสมัครสมาชิกได้ที่ คลิกลิงก์ https://shorturl.asia/0zJwQ – Line: @matichonbook หรือ สำนักพิมพ์มติชน เลขที่ 12 ถนนเทศบาลนฤมาล หมู่บ้านประชานิเวศน์ 1 แขวงลาดยาว เขตจตุจัก
นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความห่วงใยเกษตรกรผู้ประสบเหตุอุทกภัย จากเหตุพายุดีเปรสชัน มู่หลาน และร่องมรสุมพาดผ่านประเทศเมียนมา ภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย และประเทศลาวตอนบน ส่งผลให้บางพื้นที่ของประเทศเกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากในหลายพื้นที่ จึงได้สั่งการให้หน่วยงานภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้การช่วยเหลือและเตรียมการรับมือรองรับเกษตรกรผู้ประสบภัยโดยในส่วนของกรมส่งเสริมการเกษตร ได้ติดตามสถานการณ์การอุทกภัยจากพายุดังกล่าว โดยได้รับรายงานพื้นที่การเกษตรได้รับผลกระทบในพื้นที่ 14 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกำแพงเพชร เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน แพร่ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ พะเยา น่าน สุโขทัย อุตรดิตถ์ เลย หนองคาย และจังหวัดอุบลราชธานี เกษตรกรได้รับผลกระทบ จำนวน 23,182 ราย มีพื้นที่การเกษตรคาดว่าจะเสียหายจำนวน 88,305.25 ไร่ แยกเป็นข้าว 71,695.75 ไร่ พืชไร่ละพืชผัก 14,758.75 ไร่ ไม้ผลไม้ผืนต้นและอื่นๆ 1,870.75 ไร่ (ข้อมูล ณ วันที่ 17 สิงหาคม 2565) และขณะนี้อยู่ระหว่างเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เข้าไปสำรวจความเสีย
ปัญหาอุทกภัยในปี 2564 ช่วงเดือนกันยายนถึงปัจจุบัน เกิดจากปริมาณฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงวันที่ 8-11 กันยายน 2564 ภาคกลาง ภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ได้รับอิทธิพลของพายุโซนร้อน “ไลออนร็อก”(Lion Rock ) ช่วงวันที่ 11-13 กันยายน 2564 ได้รับอิทธิพลของหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรง อ่อนกำลังลงจากพายุดีเปรสชัน “โกนเซิน” (Con Son) ช่วงวันที่ 13-14 ตุลาคม 2564 ได้รับอิทธิพลของพายุโซนร้อน “คมปาซุ”(Kompasu) ร่วมกับร่องมรสุมพาดผ่าน วันที่ 14-24 กันยายน 2564 ได้รับอิทธิพลของร่องมรสุมพาดผ่าน และช่วงวันที่ 24-26 กันยายน 2564 ได้รับอิทธิพลพายุดีเปรสชัน “เตี้ยนหมู่”ทำให้ปริมาณฝนสะสมช่วงเวลาดังกล่าว เฉลี่ยมากกว่า 400 มิลลิลิตร ทำให้ในช่วงแรกของเดือนกันยายน ที่ผ่านมา พื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาหลายพื้นที่มีน้ำท่วมขัง เช่น จังหวัดชัยนาท อ่างทอง และสุพรรณบุรี และในช่วงหลังของเดือน เกิดอุทกภัยจากปริมาณฝนร่วมกับน้ำล้นตลิ่งตามมา ในพื้นที่จังหวัดอ่างทอง ชัยนาท สุพรรณบุรี สิงห์บุรี ลพบุรี และพระนครศรีอยุธยา ผศ.ดร.ไชยาพงษ์ เทพประสิทธิ์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมชลประทาน คณะวิศวกรรมศาสตร์ กำแพงแสน ม
