ปิดทองหลังพระ
ในวันที่การทำเกษตรไม่ได้หมายถึงเพียงการ “ปลูกแล้วรอขาย” เหมือนในอดีต แต่ต้องคิด วางแผน และปรับตัวให้ทันตลาด เรื่องราวของ คุณสุภัส เต๊ะฮุย ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกเมล่อนและผักปลอดภัย กลายเป็นอีกตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นว่า เกษตรกรรุ่นใหม่สามารถพลิกวิถีชีวิตและสร้างรายได้ที่มั่นคงได้ หากมองเห็นโอกาสและกล้าลงมือทำอย่างจริงจัง คุณสุภัสเล่าถึงจุดเริ่มต้นของกลุ่มเกิดขึ้นในปี 2562 จากความตั้งใจของคนในชุมชนที่อยากกลับมาใช้ชีวิตอยู่บ้าน พร้อมกับสร้างรายได้จากอาชีพเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน เดิมทีพื้นที่ส่วนใหญ่ในชุมชนทำนาข้าวและสวนยางพารา ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลัก แต่รายได้มักเกิดขึ้นเป็นช่วงๆ ไม่สามารถหล่อเลี้ยงครอบครัวได้ตลอดทั้งปี คุณสุภัสและเพื่อนเกษตรกรจึงเริ่มมองหาทางเลือกใหม่ จนพบว่า “พืชอายุสั้น” คือคำตอบที่สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนได้ทุกเดือน หนึ่งในพืชที่ถูกเลือกคือ เมล่อน ผลไม้พรีเมียมที่กำลังได้รับความนิยมในตลาด ด้วยจุดเด่นด้านรสชาติและราคาที่ค่อนข้างสูง จึงเริ่มต้นทดลองปลูกในโรงเรือนประมาณ 4 โรงเรือน โดยแต่ละโรงเรือนสามารถให้ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 300–400 กิโลกรัม จำหน่ายในราคาปร
เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2566 นายกฤษฎา บุญราช ประธานกรรมการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ เป็นประธานการจัดกิจกรรมเก็บเกี่ยวข้าวแปลงนาทดลองและปลูกพืชทางเลือกสร้างรายได้ทดแทนการทำนาปรัง ณ บ้านจานเหนือ ม.13 ต.กำปัง อ.โนนไทย จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นกิจกรรมต่อยอดจากโครงการซ่อมแซมเสริมศักยภาพระบบกระจายน้ำคลองลุง ที่ได้รับงบประมาณในการจัดทำระบบชักน้ำขึ้นที่สูง เพื่อดึงน้ำจากแหล่งน้ำที่อยู่ต่ำกว่าพื้นที่ของเกษตรกร จากมูลนิธิตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยกิจกรรมเริ่มต้นด้วยการลงแขกเกี่ยวข้าวแบบวิถีดั้งเดิม การหาบข้าวขึ้นลาน การตีข้าว การสีข้าว การสับหญ้าเนเปียร์เลี้ยงสัตว์ การหว่านเมล็ดปอเทือง 2 ไร่ การหว่านเมล็ดถั่วเขียว 1 ไร่ การจับปลาในร่องนาข้าว การมอบเมล็ดปอเทือง 300 กก. ถั่วเขียว 100 กก. และการมอบโคพื้นเมือง จำนวน 2 ตัว นายกฤษฎา บุญราช กล่าวว่า “กำปังโมเดล ต้นแบบการบูรณาการเพื่อการบริหารจัดการน้ำและเกษตรทฤษฎีใหม่นั้น” ต้องสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรให้ได้ โดยบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงตลาดให้กับเกษตรกร และส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชที่ตลาดต้องการ เพื่อข
พื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีปัญหาที่ซับซ้อนและเชื่อมโยงกันหลายมิติ โดยเฉพาะการทำเกษตรเชิงเดี่ยวและการไม่มีงานทำ ทำให้ราษฎรมีฐานะยากจน และส่งผลกระทบถึงความมั่นคง มูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ จึงเข้ามาดำเนินการสร้างต้นแบบการพัฒนาที่เหมาะสมและเป็นไปตามความต้องการของราษฎร ร่วมกับทุกภาคส่วนในพื้นที่ ตั้งแต่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิต พัฒนาอาชีพเดิมและส่งเสริมอาชีพใหม่ โดยเน้นส่งเสริมพืชเกษตรและสัตว์เศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูง ทุกขั้นตอนของกระบวนการผลิต ตั้งแต่พัฒนาผลผลิตทางการเกษตรให้มีคุณภาพที่ดีขึ้น ด้วยการให้ความรู้กับเกษตรกร ส่งเสริมและจัดหาตลาด รวมทั้งการรับซื้อเพื่อสร้างราคานำตลาด หนึ่งในโครงการที่มูลนิธิปิดทองหลังพระฯ ดำเนินการคือ ร่วมกับจังหวัดยะลาพัฒนาโครงการทุเรียนซิตี้ ส่งเสริมให้เกษตรกรทำทุเรียนคุณภาพ ในท้องที่อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา เมื่อปี 2561 ซึ่งมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 18 คน ต้นทุเรียน 335 ต้น ผลผลิต 48 ตัน เกษตรกรมีรายได้รวม 2,337,413 บาท เฉลี่ยคนละ 129,856 บาท เฉลี่ยต่อต้น 8,578 บาท จากเดิมที่ขายได้ 2,350 บาท ความสำเร็จจากโครงการนำร่องในปี 2561 ทำให
จังหวัดเชียงใหม่ จัดประชุมเชิงปฏิบัติ “การดำเนินงานตามแผนพัฒนาชนบทเชิงพื้นที่ประยุกต์ตามแนวพระราชดำริ” มีปลัดอำเภอ เกษตรอำเภอ พัฒนาการ ผู้นำชุมชน 25 อำเภอ กว่า 150 คน เข้าร่วม คาดหวังนำความรู้ไปจัดทำแผนพัฒนาชุมชนที่เกิดจากความต้องการของคนในพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชนให้ตรงจุดต่อไป นายชูชีพ พงษ์ไชย หัวหน้าสำนักงานจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า จังหวัดเชียงใหม่ให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาตามแนวพระราชดำริเพื่อที่จะนำความเจริญผาสุขมาสู่ประชาชนในจังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้ความร่วมมือของประชาชน บนพื้นฐานหลักการทรงงานโดยเฉพาะ หลักการ “ระเบิดจากข้างใน” โดยมีภาครัฐเป็นผู้สนับสนุนนำความต้องการของชุมชนมาเป็นโจทย์การพัฒนาเชิงพื้นที่ “หลังจากการอบรมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ คาดหวังให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรม นำความรู้ไปใช้ในการจัดทำแผนงาน โครงการ กิจกรรมของชุมชนเอง ที่มีหลักคิดว่าเกิดจากความต้องการของคนในชุมชนอย่างแท้จริง จากฐานข้อมูลที่เป็นจริง เกิดการจัดทำแผนพัฒนาของหมู่บ้าน แผนพัฒนาอำเภอและจังหวัด และเป็นแผนของชุมชนให้หน่วยงานต่างๆ วางแผนการส่งเสริมสนับสนุน โดยกลับไปเริ่มดำเนินการได้ทันที” นายชูช
คณะกรรมการสถาบันปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ มีมติให้ขยายการทำงานไปใช้แนวพระราชดำริ ช่วยแก้ปัญหาความมั่นคงตามชายแดนภาคเหนือและภาคใต้ พร้อมพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ หม่อมราชวงศ์ดิศนัดดา ดิศกุล ประธานกรรมการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯ เปิดเผยว่า ได้ร่วมหารือกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเพื่อกำหนดทิศทางการทำงานในอนาคตให้ตอบความต้องการของประเทศ ภายหลังการร่วมกันทำงาน ได้พัฒนาเป็นแผนงานของมูลนิธิและสถาบันปิดทองหลังพระฯ ระยะที่สาม (2564-2568) และได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการของสถาบัน โดยมีสาระสำคัญ คือการนำแนวพระราชดำริไปช่วยแก้ไขปัญหาความมั่นคง ประกอบด้วยชายแดนภาคเหนือด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตเพื่อแก้ปัญหายาเสพติด และชายแดนภาคใต้ด้านการพัฒนาอาชีพอย่างยั่งยืน “ปัญหาความมั่นคงชายแดนใต้มีมายาวนานและประชาชนได้รับความทุกข์ เราพบว่าประชาชนมีความต้องการอย่างมากในการพัฒนาการทำมาหากิน ในขณะที่ทางภาคเหนือเป็นทางผ่านของยาเสพติดเข้าสู่ประเทศ ซึ่งหากประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ก็จะไม่อยากเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด เป็นการช่ว
ต่างคนต่างอยู่ ตัวใครตัวมัน บ้านใครบ้านมัน ชุมชนแบ่งเป็น 3 โซน ต้นซอย กลางซอย ท้ายซอย เวลามีงานก็ทำใครทำมัน ส่งผลทำให้ชุมชนไม่เกิดการพัฒนา . ฟังแนวทางการแก้ไขปัญหา นำมาซึ่งอาชีพ และรายได้ให้กับคนในชุมชนที่ตั้งอยู่กลางเมืองหลวง “ชุมชนราชทรัพย์บางซื่อ”
ชุมชนหนึ่งในต.บ้านแป้น อ.สายบุรี จ.ปัตตานี แหล่ง นา ภูเขา มะพร้าว ชุมชนที่ยังคงความงามทางธรรมชาติที่บริสุทธ์ ด้วยความอุดมสมบูรณ์ทางการเกษตร และภูมิสภาพสิ่งแวดล้อมอันสวยงาม มีแหล่งน้ำ หล่อเลี้ยงสวนนาข้าวหลายพันไร่ สวนมะพร้าว และพื้นที่เกษตรกรรมซึ่งเป็นแหล่งเพาะปลูกมาอย่างยาวนาน อาชีพเกษตรกรตามวิถีพอเพียงเลี้ยงดูปากท้องของชุมชนตลอดมา แต่เมื่อไม่นานมานี้ มีปัญหาแหล่งน้ำไม่เพียงพอเกิดปัญหาส่งผลกระทบตามมา ทำให้ชาวบ้านต้องขึ้นไปสำรวจต้นน้ำและประชุมร่วมกันเพื่อสามารถจัดการกับแหล่งน้ำของตน ได้สร้างจิตสำนึกการเป็นเจ้าของร่วมกัน มีการปรับปรุงฝายหิน สร้างบ่อเก็บน้ำ จัดการสร้างบริหารจัดการน้ำประปาภูเขา สร้างฝายเกษตรด้านล่าง มีการติดมิเตอรน้ำ เพื่อให้ชาวบ้านได้ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าและหวงแหน ได้ออกแบบการใช้น้ำจนสามารถต่อยอดผลิตเป็นน้ำดื่มน้ำใช้ทุกครัวเรือน ทางสถาบันส่งเสริมและพัฒนามูลนิธิปิดทองหลังพระฯ ได้เข้ามาช่วยส่งเสริมและแก้ปัญหาให้กับชุมชน เช่น การทำบัญชีลดรายจ่ายในครัวเรือนให้กับชาวบ้าน รวมทั้งศึกษาเรียนรู้การต่อยอด เพิ่มมูลค่าทางการเกษตร ให้ชุมชนเข้มแข็ง
