ปุ๋ยพืชสด
“แหนแดง” พืชมหัศจรรย์ มีประโยชน์ทางด้านการเกษตร ประมง เลี้ยงสัตว์ เป็นพืชที่สามารถเพาะเลี้ยงได้ในภาชนะขนาดเล็ก วัสดุที่มีอยู่ในบ้าน เช่น กะละมัง กล่องโฟม และการเพาะเลี้ยงในบ่อดินหรือทุ่งนา ขึ้นอยู่กับความสะดวกของผู้เลี้ยง สิ่งสำคัญที่ทำให้แหนแดงเจริญเติบโตมีอยู่ 3 อย่าง คือ น้ำ อาหาร และแสงแดด แหนแดง เป็นพืชตระกูลเฟิร์น เจริญเติบโตบนผิวน้ำ เลี้ยงได้ในบ่อตื้น หากปล่อยลงบ่อในฤดูฝนจะใช้เวลาเติบโตเต็มบ่อ 5 ตารางเมตร ในระยะเวลาเพียง 10-15 วันเท่านั้น แหนแดง เป็นปุ๋ยพืชสดที่ให้ธาตุอาหารสูงมาก โดยมีสัดส่วนไนโตรเจนสูงถึง 5% ในขณะที่ปุ๋ยพืชสดที่ได้จากพืชตระกูลถั่วมีอยู่เพียง 2.5% ซึ่งสัดส่วนดังกล่าวทำให้สามารถใช้ปุ๋ยพืชสดจากแหนแดงแทนปุ๋ยยูเรียได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเลี้ยงแหนแดง 1 ไร่จะได้ผลผลิตมากถึง 3,000 กิโลกรัม ซึ่งแหนแดงแห้ง 1 กิโลกรัมใช้ในพื้นที่ปลูกได้ 2 ตารางเมตร และที่สำคัญธาตุอาหารที่ได้จากแหนแดงแห้ง 6 กิโลกรัม เทียบเท่ากับที่ได้จากปุ๋ยยูเรียประมาณ 10-12 กิโลกรัมเลยทีเดียว ใช้แหนแดงแห้งในการปลูกผัก ใช้อัตราส่วน 20 กรัมต่อวัสดุเพาะ 1 กิโลกรัม นอกจากนี้ ยังใช้แหนแดงเป็นอาหารสัตว์ได้ด้
ต้นทองหลาง เป็นไม้ยืนต้นตระกูลถั่วที่ชาวสวนนนทบุรีนิยมปลูกไว้ในสวนทุเรียน โดยจะปลูกไว้ริมคันสวน เพื่อยึดดินและใช้เป็นปุ๋ย ซึ่งเป็นปุ๋ยอย่างดี เพราะอุดมไปด้วยธาตุอาหารต่างๆ ที่เป็นประโยชน์แก่ดิน ต้นทองหลางจึงเหมาะเป็นพืชที่บำรุงดินเพราะสามารถตรึงไนโตรเจนจากอากาศมาเป็นปุ๋ย และรักษาระบบนิเวศสวนได้เป็นอย่างดี อีกทั้งรากของต้นทองหลางยังมีความพิเศษที่สามารถดูดเก็บเอาน้ำในดินเลี้ยงลำต้นได้มากกว่าไม้ทุกชนิด ถ้าหากปลูกต้นทองหลาง ทองหลางเป็นพืชตระกูลถั่ว ถือว่าเป็นถั่วขนาดยักษ์ พบไม่น้อยกว่า 2 ลักษณะ ขอแนะนำทองหลางลักษณะแรกก่อน คือ “ทองหลางด่าง” ชื่ออื่นๆ ที่เรียกกันคือ ทองบ้าน, ทองเผือก, ทองหลางลาย เป็นไม้ขนาดกลางถึงใหญ่ มีความสูงประมาณ 18 เมตร ลักษณะลำต้นและกิ่งก้านมีหนามแหลมโค้ง คม ปลายหนามเป็นสีม่วงคล้ำ ผิวเปลือกลำต้นบาง สีเทาหรือสีเหลืองอ่อนๆ ใบ ออกเป็นช่อ มีประมาณ 3 ใบ ใบรูปมน ปลายใบแหลมยาวคล้ายใบโพธิ์ ใบที่อยู่ยอดมีขนาดใหญ่กว่าใบย่อยคู่ล่าง ขนาดของใบกว้าง 2-4 นิ้ว ยาว 2-5 นิ้ว หลังใบเป็นสีด่างเหลืองๆ เขียวๆ ดอก ออกเป็นช่อติดกันเป็นกลุ่ม สีแดงสด ออกตามบริเวณข้อต้นหรือโคนก้านใบ ช่อหนึ่งยาว
การดูแล “ดิน” ถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำเกษตรในทุกยุค แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เกษตรจำนวนมากพบปัญหา ดินเสื่อมคุณภาพ ดินขาดอินทรียวัตถุ และความอุดมสมบูรณ์ลดลงต่อเนื่อง ส่งผลให้ผลผลิตลดลง แม้จะลงปุ๋ยเคมีเพิ่มขึ้นก็ตาม หนึ่งในวิธีฟื้นฟูดินที่ได้ผลและประหยัดต้นทุนที่สุด คือ “ปุ๋ยพืชสด (Green Manure)” การปลูกพืชบางชนิดลงในแปลง แล้วไถกลบลงดินเพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุและธาตุอาหารโดยธรรมชาติ เหมาะกับทั้งเกษตรอินทรีย์และเกษตรทั่วไปที่ต้องการปรับโครงสร้างดินให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน พืชปุ๋ยสด คือ พืชที่ปลูกเพื่อไถกลบลงดินในช่วงที่ออกดอก อายุ 40-60 วัน แล้วปล่อยให้ย่อยสลาย ประมาณ 10-15 วัน ก็จะปลดปล่อยธาตุอาหารและเพิ่มอินทรีย์วัตถุให้อก่ดิน จึงเรียกว่า ‘ปุ๋ยพืชสด’ ปุ๋ยพืชสด คือ ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดหนึ่งที่ได้จากการไถกลบหรือตัด สับ ต้น ใบและส่วนต่างๆ ของพืชในขณะที่ยัง สด ปกตินิยมใช้พืชตระกูลถั่ว เพื่อเจริญเติบโตเร็ว ขึ้นได้ในดินหลายชนิด ที่สําคัญคือ พืชตระกูลถั่วสามารถจับหรือตรึง ธาตุไนโตรเจน(ที่เป็นธาตุอาหารหลักของพืชจากอากาศได้) โดยไถกลบในช่วงออกดอกซึ่งเป็นช่วงที่มีธาตุอาหารและ น้ําหนักสูงสุด ทิ้งไว้ให้ย่อย
ทองหลาง เป็นพืชตระกูลถั่ว ถือว่าเป็นถั่วขนาดยักษ์ พบไม่น้อยกว่า 2 ลักษณะ ขอแนะนำทองหลางลักษณะแรกก่อน คือ ”ทองหลางด่าง” ชื่ออื่นๆ ที่เรียกกันคือ ทองบ้าน, ทองเผือก, ทองหลางลาย เป็นไม้ขนาดกลางถึงใหญ่ มีความสูงประมาณ 18 เมตร ลักษณะลำต้นและกิ่งก้านมีหนามแหลมโค้ง คม ปลายหนามเป็นสีม่วงคล้ำ ผิวเปลือกลำต้นบาง สีเทาหรือสีเหลืองอ่อนๆ ใบ ออกเป็นช่อ มีประมาณ 3 ใบ ใบรูปมน ปลายใบแหลมยาวคล้ายใบโพธิ์ ใบที่อยู่ยอดมีขนาดใหญ่กว่าใบย่อยคู่ล่าง ขนาดของใบกว้าง 2-4 นิ้ว ยาว 2-5 นิ้ว หลังใบเป็นสีด่างเหลืองๆ เขียวๆ ดอก ออกเป็นช่อติดกันเป็นกลุ่ม สีแดงสด ออกตามบริเวณข้อต้นหรือโคนก้านใบ ช่อหนึ่งยาว 4-9 นิ้ว ลักษณะของดอกมีกลีบกว้าง ประมาณ 1-1.4 นิ้ว ยาวประมาณ 2-2.5 นิ้ว ลักษณะคล้ายดอกถั่ว ออกดอกช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ผล มีลักษณะเป็นฝัก แบน โคนฝักเล็กลีบ ส่วนที่ค่อนไปทางปลายฝักจะบวม ซึ่งจะเห็นเป็นสัณฐานของเมล็ดได้ชัดมาก พอฝักแก่เต็มที่ปลายฝักจะแตกอ้าออก ภายในฝักมีเมล็ดเป็นเหลี่ยม นิยมขยายพันธุ์โดยการปักชำกิ่ง ส่วนการใช้ประโยชน์นิยมปลูกประดับ เป็นไม้จัดสวนได้ดี เพราะสีที่สดใสของใบ ทองหลางด่าง หรือทองหลางลาย เป็นไ
ทุกวันนี้ ต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตรปรับตัวเพิ่มขึ้นทุกอย่าง ขณะที่ราคาสินค้าเกษตรส่วนใหญ่อยู่ในทิศทางขาลง หากเกษตรกรคนใดต้องการลดต้นทุนการผลิต ขอแนะนำวิธีที่ทำได้ง่ายและต้นทุนถูก คือ ปลูกปุ๋ยพืชสด ที่สามารถตอบโจทย์ 3 ข้อ ที่เกษตรกรต้องการมากที่สุด คือ ช่วยให้มีผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น ช่วยลดต้นทุนการผลิต และช่วยปรับปรุงบำรุงดินไปพร้อมๆ กัน รู้จัก “ปุ๋ยพืชสด” กันรึยัง? ปุ๋ยพืชสด คือปุ๋ยอินทรีย์ชนิดหนึ่งที่ให้ธาตุไนโตรเจนสูง ย่อยสลายง่าย โดยใช้วิธีการไถกลบ ต้น ใบ และส่วนต่างๆ ของพืชที่ยังสดอยู่ลงในดิน เพื่อให้ย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ย ระยะเวลาที่พืชปุ๋ยสดจะให้คุณประโยชน์สูงสุด คือช่วงระยะออกดอก เพราะเป็นช่วงที่พืชมีธาตุอาหารสูงสุด โดยจะตัดส่วนเหนือดินไถลบลงดินแล้วปล่อยทิ้งไว้ให้ย่อยสลายเป็นอาหารแก่พืชหลักที่จะปลูกตามมา พืชปุ๋ยสดที่คนส่วนใหญ่รู้จักและได้รับความนิยมมากที่สุดคือ พืชตระกูลถั่ว เพราะหาเมล็ดพันธุ์ปลูกได้ง่าย เมื่อนำไปจำหน่ายก็ได้ราคาดี พืชที่ใช้ปลูกเป็นปุ๋ยพืชสด ได้แก่ โสนแอฟริกัน โสนอินเดีย ปอเทือง อัญชัน ไมยราบไร้หนาม พืชตระกูลถั่วต่างๆ เช่น ถั่วเขียว ถั่วพร้า ถั่วพุ่ม เป็นต้น การปล
ปัญหาปุ๋ยเคมีแพง ทำให้เกษตรกรจำนวนมากหันใช้ปุ๋ยอินทรีย์จากมูลสัตว์ ปรับปรุงบำรุงดินกันมากขึ้น แต่ทุกวันนี้ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ส่วนใหญ่นิยมนำมูลสัตว์ไปใช้เป็นวัตถุดิบทำพลังงานก๊าซชีวภาพกันมากขึ้น ทำให้มูลสัตว์เข้าสู่ตลาดน้อยลง ไม่เพียงพอต่อการนำมาเป็นปุ๋ยเพาะปลูกพืช ดังนั้น กรมพัฒนาที่ดินจึงส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกปุ๋ยพืชสด ทดแทนการใช้ปุ๋ยมูลสัตว์ ทั้งนี้ ปุ๋ยพืชสดมีให้เลือกปลูกหลายชนิด ขึ้นอยู่กับสภาพดินแต่ละแห่ง หากเป็นดินดอนแนะนำให้ปลูกถั่วพร้า ถั่วมะแฮะ ถั่วพุ่ม ส่วนพื้นที่ลุ่มเป็นดินเค็ม ให้ปลูกโสนอัฟริกัน สำหรับพื้นที่ดินทรายควรปลูกปอเทือง เหมาะกับพื้นที่นาในภาคอีสาน ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่มีสภาพเป็นดินปนทราย ปอเทืองเป็นพืชตระกูลถั่วชนิดหนึ่งที่ขึ้นได้ดีทั้งพื้นที่ดอนและที่ลุ่มไม่มีน้ำขัง เป็นพืชที่ทนความแห้งแล้งได้ในดินเลว สามารถสร้างธาตุอาหารได้เอง โดยเฉพาะไนโตรเจน จึงปลูกเป็นพืชที่ใช้เป็นปุ๋ยพืชสดได้ดีกว่าพืชอื่น อีกทั้งปอเทืองปลูกได้ถึง 2 ครั้ง คือ เริ่มปลูกตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคมจนถึงปลายเดือนสิงหาคม และปลูกหลังการทำนาประมาณเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน การนำปอเทืองมาปลูกเป็นปุ๋ยพืชสดและไ
สถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณ “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและปุ๋ยหลักของโลก ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตของเกษตรกรไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น ย่อมส่งผลให้ราคาแม่ปุ๋ยนำเข้าปรับตัวสูงขึ้นตาม หรืออาจเกิดภาวะขาดแคลนในอนาคต เกษตรกรไทยควรปรับตัวอย่างไร? เมื่อต้นทุนปุ๋ยเคมีสูงขึ้น และเสี่ยงเผชิญวิกฤตปุ๋ยขาดตลาด สิ่งที่เกษตรกรทำได้ทันทีและใช้ต้นทุนต่ำที่สุด คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ปุ๋ย จากที่เคยใช้ปุ๋ยเคมี 100 เปอร์เซ็นต์ ให้เปลี่ยนมาใช้วิธี “ปุ๋ยผสมผสาน” โดยลดสัดส่วนปุ๋ยเคมีลงครึ่งหนึ่ง และทดแทนด้วยปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยหมักในสัดส่วนที่เหมาะสม ซึ่งวิธีนี้ไม่ได้ช่วยแค่ประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ยังเป็นการฟื้นฟูโครงสร้างดินให้กลับมามีชีวิต ช่วยให้รากพืชดูดซึมสารอาหารได้ดียิ่งขึ้นในระยะยาว ทางเลือกใหม่ “แหนแดง” ปุ๋ยพืชสดประสิทธิภาพสูง หลายท่านอาจสงสัยว่า จะผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เองโดยยังคงธาตุอาหารหลัก (N-P-K) ให้เพียงพอต่อความต้องการของพืชได้อย่างไร คำตอบคือ “แหนแดง” แหนแดงเป็นพืชน้ำขนาดเล็กที่มีความพิเศษคือ มีความสามารถในการจับไนโตรเจนจากอากาศผ่านทางสาหร่าย
สมัยก่อนปัญหาใหญ่ของเกษตรชาวไทยคือการปลูกผักหรือผลไม้แบบเดียวทั้งสวนหรือการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ทำให้รายได้ไม่ทันใช้ในแต่ละปี เพราะผักและผลไม้ส่วนใหญ่จะให้ผลผลิตตามฤดูกาลเท่านั้น ปัจจุบันการปลูกผักและผลไม้แบบผสมผสาน จึงเป็นทางเลือกที่ดีในการบริหารจัดการสวนของเกษตรกรให้รายได้ตลอดทั้งปี ยกตัวอย่างเช่น คุณเสมอ การินทร์ เกษตรกรชาวอำเภอห้วยกระเจา จังหวัดกาญจนบุรี ผู้ที่ปลูกผักและผลไม้แบบหมุนเวียน โดยจุดเด่นของสวนมีทั้งมันเทศญี่ปุ่นม่วงเพอเพิ้ลสวีทโรส เนื้อสีม่วง สายพันธุ์คุริโอกาเนะเนื้อสีขาวและสายพันธุ์ส้มโอกินาวา เมล่อนสายพันธุ์พอทออเร้นจ์ ที่มีลักษณะผิวตาข่าย ในเนื้อสีส้ม กลิ่นหอมสดชื่น กล้วยหอมทอง และผักอื่นๆ มากมาย “เมื่อก่อนปลูกอ้อย ปลูกมันสำปะหลัง ปลูกพืชเชิงเดี่ยว แล้วไม่ประสบความสำเร็จ เลยหันมาปลูกพืชผสมผสานเพราะให้ผลตอบแทนดีกว่า” คุณเสมอ บอกด้วยว่า เมล็ดพันธุ์ผลไม้เหล่านี้ หาได้จากท้องตลาดทั่วไป นำมาปลูกที่ดิน ส.ป.ก. (สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม) ที่แบ่งพื้นที่ให้เกษตรกรหลายรายทำกิน ทั้งหมด 50 ไร่ ในจำนวนนี้ มีแหล่งน้ำใช้สำหรับการเกษตร 4 ไร่ ทำให้มีพื้นที่เยอะและสามารถแบ
ศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร กรมวิชาการเกษตร มีข้อแนะนำ 5 ประการในการบำรุงดูแลสวนมะพร้าวที่ออกผลแล้วให้ติดผลดกสม่ำเสมอ โดยมีหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ 1. การไถพรวน เกษตรกรควรไถพรวนระหว่างแถวมะพร้าวไม่ให้ลึกเกินกว่า 20 เซนติเมตร ไถแถวเว้นแถวให้ห่างจากต้นข้างละ 2 เมตร ไถสลับกันทุก 2 ปี ตอนปลายฤดูแล้งรากที่อยู่ผิวดินจะแห้งไม่ดูดอาหาร เมื่อถูกตัดก็จะแตกใหม่เมื่อฝนตก 2. การขุดคูระบายน้ำและการรดน้ำในฤดูแล้ง หากมีฝนตกมากและหากปลูกมะพร้าวในพื้นที่ลุ่มน้ำท่วมถึงแปลงปลูก เกษตรกรควรขุดคูระบายน้ำออก อย่าให้มีน้ำขังในแปลง ถ้าฝนแล้งนานก็จะกระทบต่อการผลิดอกออกผล ดังนั้น เมื่อถึงฤดูแล้ง หากพื้นที่ใดพอจะหาน้ำรดให้ต้นมะพร้าวได้ก็จะช่วยให้ต้นมะพร้าวงามดี ออกผลดกไม่เหี่ยวเฉา น้ำที่รดต้นควรใช้น้ำจืด แต่น้ำทะเลก็สามารถใช้รดต้นมะพร้าวได้ 3. การควบคุมวัชพืชในสวนมะพร้าว หากใครปลูกมะพร้าวในพื้นที่แล้งนาน ควรคอยถางหญ้าให้เตียน หรือใช้จอบขุดหมุนตีดินบนหน้าดิน อย่าให้ลึกกว่า 10 เซนติเมตร หรือใช้จานพรวนระหว่างแถวมะพร้าวส่วนบริเวณที่ฝนตกต้องเก็บหญ้าหรือพืชคลุมไว้แต่ไม่ให้ขึ้นรกมาก ควรตัดหญ้าหรือใช้จานพรวนลาก แต่ไม่กดให้ลึกมากเพื
ทางเดินชีวิต…สู่แนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง คุณสมศักดิ์ เครือวัลย์ เกษตรกรทำสวนผลไม้ จังหวัดระยอง สาขาปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ปี 2558 เดิมทีเขาทำการเกษตรแบบปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่พึ่งพาสารเคมีเป็นหลัก และได้กู้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อมาลงทุน แต่ประสบกับภาวะขาดทุนจากสภาพพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมและมีปัญหาโรคพืช จากการผลิตแบบเดิมๆ ที่มีต้นทุนสูง จึงไม่สามารถใช้หนี้ที่กู้ยืมมาได้ จุดเปลี่ยนของการทำการเกษตรโดยไม่พึ่งสารเคมี เริ่มจากได้ไปศึกษาดูงานกับ ธ.ก.ส. ในโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ การทำเกษตรอินทรีย์ตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และศึกษาฟาร์มตัวอย่างเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จ ประกอบกับมีปัญหาสุขภาพจากการใช้สารเคมีติดต่อกันเป็นเวลานาน และจากการได้รับคัดเลือกเป็นหมอดินอาสาของกรมพัฒนาที่ดิน จึงได้มีโอกาสเดินทางไปอบรมสัมมนาในพื้นที่ต่างๆ หลายแห่ง โดยใช้เวลาศึกษาเรียนรู้และตัดสินใจนาน 2-3 ปี จึงตัดสินใจทำการเกษตรอินทรีย์ตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงโดยไม่พึ่งพาสารเคมีทุกประเภท จนสามารถปลดหนี้ทั้งหมดได้ มีรายได้ตลอดทั้งปี โดยคุณสมศักดิ์ ได้ดำเนินกิจกรรมการเกษตรแบบ
