ผลผลิตลิ้นจี่
นางอังคณา พุทธศรี ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1 เชียงใหม่ (สศท.1) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงการลงพื้นที่ของ สศท.1 เพื่อติดตามสถานการณ์การผลิตลิ้นจี่ระหว่างวันที่ 6-8 มกราคม 2563 ที่ผ่านมา ในพื้นที่ภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย และพะเยา ซึ่งเป็นแหล่งผลิตสำคัญที่สุดของประเทศ โดยคาดว่าปี 2564 (ข้อมูลพยากรณ์ ณ วันที่ 15 มกราคม 2564) ทั้ง 3 จังหวัด มีเนื้อที่ยืนต้น 74,199 ไร่ ลดลงจากปี 2563 ที่มีจำนวน 74,433 ไร่ (ลดลง 234 ไร่ หรือร้อยละ 0.31 เนื้อที่ให้ผล 68,968 ไร่ ลดลงจากปี 2563 ที่มีจำนวน 69,252ไร่ (ลดลง 284 ไร่ หรือร้อยละ 0.41) ส่วนผลผลิตรวม 23,665 ตัน ลดลงจากปี 2563 ที่มีจำนวน 26,654 ตัน (ลดลง 2,989 ตัน หรือร้อยละ 11.21 ) ทั้งนี้ เนื้อที่ยืนต้นและเนื้อที่ให้ผลของทั้ง 3 จังหวัดลดลง เนื่องจากเกษตรกรในพื้นที่ภาคเหนือมีการโค่นต้นแก่อายุ 25 ปีขึ้นไปที่ให้ผลผลิตน้อย อีกทั้งยังปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่นทดแทน เช่น มะม่วง เงาะ ทุเรียน และส้ม ด้านผลผลิตรวมทั้ง 3 จังหวัด ลดลง เนื่องจากสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยต่อการแทงช่อดอก ซึ่งผลผลิตจะออกสู่ตลาดประมาณช่วงเดือน
สศก. เผย ปี 61 ผลผลิตลิ้นจี่ทั้งประเทศ 45,446 ตัน ลดลงจากปีที่แล้วเพียงร้อยละ 1 ในขณะที่ผลผลิตต่อไร่ 450 กก. เพิ่มขึ้น ร้อยละ 8 เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวยต่อการออกดอกติดผล โดยผลผลิตสำคัญ 4 จังหวัด ภาคเหนือ จะออกสู่ตลาดตั้งแต่ปลายเดือนเมษายนและออกมากในเดือนพฤษภาคมนี้ คิดเป็น ร้อยละ 62 ของผลผลิตทั้งหมด นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์การผลิตลิ้นจี่ ปี 2561 (ข้อมูลคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ ณ 26 กุมภาพันธ์ 2561) พบว่า เนื้อที่ให้ผล รวมทั้งประเทศ 100,927 ไร่ ลดลง จากปี 2560 ร้อยละ 9 เนื่องจากลิ้นจี่ให้ผลผลิตน้อยติดต่อกันหลายปี ในแหล่งผลิตที่สำคัญทางภาคเหนือ และภาคกลาง เกษตรกรจึงปรับเปลี่ยนไปปลูกไม้ผลอื่น เช่น ลำไย มะม่วง กล้วยหอม กล้วยน้ำว้า ส้มโอ และมะพร้าวน้ำหอม เป็นต้น ผลผลิต รวมทั้งประเทศ 45,446 ตัน ลดลง ร้อยละ 1 ตามการลดลงของเนื้อที่ให้ผล ส่วนผลผลิตต่อไร่ 450 กก. เพิ่มขึ้น ร้อยละ 8 จากสภาพอากาศเอื้ออำนวยต่อการออกดอกติดผล โดยมีอากาศหนาวเย็น และหนาวนานกว่าปีที่ผ่านมา เหมาะกับการออกดอกของลิ้นจี่ จากก
