ผลิตภัณฑ์จากข้าว
“จุดเริ่มต้นเกิดจากการที่เราอยากต่อยอดให้กับวัตถุดิบออร์แกนิกของไทย และเราเห็นถึงความสำคัญของวัตถุดิบของไทย” คุณภมรรัตน์ พรรณรัตนพงศ์ เทคโนโลยีชาวบ้านขอนำเสนอแบรนด์ที่ผลิตสินค้าเพื่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม “Hug Organic” ที่นำของดีในประเทศไทยมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์สบู่เหลวและแชมพูจากข้าวหอมมะลิสุรินทร์ (GI) และโลชั่นบำรุงผิวจากข้าวหอมนิลออร์แกนิก เน้นสูตรอ่อนโยนจากส่วนผสมธรรมชาติ 95-100% ปราศจากสารเคมีอันตราย แบรนด์ไทยที่ไม่เล็กไม่ใหญ่แต่แกร่งในแนวคิดเพื่อโลกสร้างจุดบริการรีฟิลเพื่อลดขยะจากของใช้ในชีวิตประจำวัน จุดเริ่มต้นของแบรนด์ Hug Organic เกิดจากการที่เจ้าของแบรนด์อย่าง คุณภมรรัตน์ พรรณรัตนพงศ์ หรือ ผึ้ง ผู้สร้างผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์เรื่องสุขภาพ ต้องเล่าว่าจุดเริ่มต้นมันเกิดจากที่คุณผึ้งเรียนจบมาจากสาขาวิทยาศาสตร์ทางอาหาร ทำให้เห็นความสำคัญของวัตถุดิบของไทย และเธออยากนำมาแปรรูปต่อยอดให้กับวัตถุดิบออร์แกนิกของไทย นอกจากความชอบและความสนใจในเรื่องวัตถุดิบแล้ว อีกเหตุผลที่คุณผึ้งอยากสร้างแบรนด์ที่เป็นมิตรต่อคนใช้และสิ่งแวดล้อม มาจากสุขภาพผู้สูงอายุที่บ้านป่วยทำให้ช่วงเวลา
นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย รองศาสตราจารย์ ดร. โฆษิต ศรีภูธร อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ระหว่างกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน (มทร.อีสาน) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือด้านวิชาการระหว่าง กรมการข้าว และ มทร.อีสาน ในการศึกษา ค้นคว้า วิจัยรวมถึงการพัฒนากระบวนการผลิต การแปรรูป และการตลาดผลิตภัณฑ์จากข้าว ยกระดับรายได้เกษตรกรเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศโดยรวม โดยมี นางสาวนนทิชา วรรณสว่าง รองอธิบดีกรมการข้าว นางสาวกุลศิริ กลั่นนุรักษ์ ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาข้าว รองศาสตราจารย์ ดร. บัณฑิต กฤตาคม รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย พัฒนานวัตกรรมและบริการวิชาการ และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.บุญญาพร ดวงสา ผู้อำนวยการสถาบันชุณหะวัณเพื่อการพัฒนาธุรกิจเอสเอ็มอีอย่างยั่งยืน ร่วมเป็นสักขีพยาน อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า การลงนามบันทึกข้อตกลง MOU ร่วมกับ มทร.อีสาน ในครั้งนี้ จะเป็นการร่วมมือทางวิชาการในครอบคลุมตั้งแต่ด้านกระบวนการผลิต การปลูก การแป
นางจันทิรา ยิมเรวัต วิวัฒน์รัตน์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้รับรายงานจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงสิงคโปร์ ถึงการวิเคราะห์ทิศทางและโอกาสสินค้าขนมขบเคี้ยวของไทยในตลาดสิงคโปร์ โดยพบว่าปัจจุบันการบริโภคขนมขบเคี้ยวที่ผลิตโดยใช้รูปแบบเดิม เช่น การใช้เกลือ น้ำตาล และไขมัน เป็นส่วนผสม เริ่มได้รับความนิยมลดลง เพราะกลุ่มผู้บริโภคได้หันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเพิ่มมากขึ้น จึงลดการบริโภคสินค้าในกลุ่มนี้ลง แต่หากเป็นขนมขบเคี้ยวที่ดีต่อสุขภาพและได้รับเครื่องหมาย Healthier Choice หรือ Healthier Snack จะเริ่มได้รับความนิยมจากผู้บริโภคมากขึ้น “ได้มีการสำรวจ โดย Euromonitor พบว่า ปริมาณและมูลค่าของสินค้าขนมขบเคี้ยวที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะกลุ่มถั่ว สแน็กหรือแครกเกอร์สแน็ก ที่ทำจากข้าว จะมีโอกาสขยายตัวได้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะพฤติกรรมของผู้บริโภคในสิงคโปร์ เริ่มหันมาบริโภคสแน็กแทนการรับประทานอาหารมื้อหลัก ทำให้ขนมขบเคี้ยวกลุ่มสุขภาพได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น จึงเป็นโอกาสของผู้ผลิตสินค้าในกลุ่มนี้ของไทย ที่จะวางแผนในการขยายตลาดเข้าสู่ตลาด
