ผลไม้ทำเงิน
เกษตรกรนิยมปลูกมะละกอเป็นพืชเดี่ยว และปลูกในลักษณะสวนผสมผสาน บนเนื้อที่ปลูกเฉลี่ย รายละ 5-25 ไร่ เกษตรกรกว่า 60% นิยมปลูกมะละกอพันธุ์แขกดำ รองลงมาคือ พันธุ์แขกนวล 18% พันธุ์ฮอลแลนด์ (ปลักไม้ลาย) 8% และพันธุ์อื่นๆ ซึ่งเป็นมะละกอที่กลายพันธุ์มาจากมะละกอพันธุ์แขกดำเป็นหลัก และพันธุ์ต่างประเทศ เช่น พันธุ์ฮาวาย พันธุ์เรดเลดี้ และพันธุ์พื้นเมืองไทย การปลูกมะละกอแบบไม่ยกร่อง ช่วงก่อนให้ผลผลิต มีต้นทุนการผลิตโดยเฉลี่ยทั้งประเทศอยู่ที่ 1,123 บาท ต่อไร่ ต่อเดือน เมื่อมะละกอให้ผลผลิตแล้ว จะมีต้นทุนการผลิตประมาณ 990 บาท ต่อไร่ ต่อเดือน แต่ละภาคมีต้นทุนการผลิตไม่แตกต่างกันมากนัก และภาคใต้มีต้นทุนต่ำที่สุด เมื่อเปรียบเทียบต้นทุนระหว่างพันธุ์ที่ปลูกพบว่า พันธุ์ฮอลแลนด์ (ปลักไม้ลาย) เกษตรกรใช้ต้นทุนสูงกว่าพันธุ์แขกดำ กว่า 50% เพราะราคาต้นพันธุ์สูงกว่า และการดูแลรักษาดีกว่า เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพตรงตามที่พ่อค้าต้องการ ส่วนการปลูกมะละกอแบบยกร่อง มีต้นทุนก่อนให้ผลผลิตเกือบ 2,000 บาท ไร่ ต่อเดือน และกว่า 1,700 บาท ต่อไร่ ต่อเดือน หลังให้ผลผลิตแล้ว เมื่อคำนวณออกมาเป็นต้นทุนต่อกิโลกรัมทั้งแบบยกร่องและ
มะม่วงมีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดีย มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า mangifera indica คำว่า indica มาจากอินเดียนั่นเอง เนื่องจากนำเข้ามาปลูกเป็นเวลานาน คนไทยส่วนหนึ่ง มีความรู้สึกว่า มะม่วงเป็นไม้ท้องถิ่น พันธุ์ที่ปลูกก็เป็นเอกลักษณ์ ดูแตกต่างจากที่ประเทศอื่นมีอยู่อย่างสิ้นเชิง เดิมที มะม่วงมีฐานะเหมือนไม้ผลชนิดอื่น คือเสนอตัวให้เกษตรกรเลือกปลูก เสนอตัวต่อผู้บริโภค เนื่องจากมีคุณสมบัติที่เหมาะสม มะม่วงจึงครองใจเกษตรกรรวมทั้งผู้บริโภค ตัวเลขระยะหลังๆ ถือว่ามะม่วงเป็นพืชที่มีพื้นที่ปลูกมากคือกว่า 2 ล้านไร่ ผลผลิตเดิมซื้อขายแลกเปลี่ยนกันในประเทศ ต่อมามีการส่งออก ระยะนี้(2559) มูลค่าการส่งออก ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร โดยความร่วมมือของกรมศุลกากร ระบุว่า มีมูลค่ากว่า 2,500 ล้านบาท ตัวเลขส่งออก เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สัมพันธ์กับงานพัฒนาการปลูกมะม่วงในประเทศไทย มะม่วงปลูกได้ทั่วถิ่นไทย พื้นที่ปลูกมะม่วงสำคัญนั้นอยู่ในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้งนี้เพราะมะม่วงเป็นไม้เมืองร้อน เหมาะกับสภาพอากาศอย่างไทย เพราะเป็นไม้ที่ปลูกได้ดี จึงมีพันธุ์ประจำถิ่น เมื่อก่อนทางภาคเหนือ มีมะม่วง
