ผลไม้พื้นบ้าน
“มะไฟ” ภาคใต้เรียก “ ส้มไฟ” ฝรั่งมังค่าเรียก “เบอร์มีส เกรฟ ” มะไฟพบได้ในป่า ตั้งแต่เนปาล อินเดีย พม่า จีนตอนใต้ เขมร เวียดนาม ไทย และมาเลเซีย ปัจจุบันประเทศที่นิยมปลูกมะไฟคือ อินเดีย มาเลเซีย และไทย ในอดีตประเทศไทยมีแหล่งผลิตและรวบรวมพันธุ์ดีอยู่ที่กรุงเทพฯ ชลบุรี และนนทบุรี “ มะไฟ ” เป็นผลไม้พื้นบ้าน เมล็ดสีขาวขุ่น รสเปรี้ยวอมหวาน ลักษณะเด่นของมะไฟ เป็นไม้ที่มีความสูง 10-25 เมตร มีทั้งต้นตัวเมีย ตัวผู้ และต้นกะเทย โคนต้นแตกเป็นพู ใบเดี่ยวออกสลับกัน รูปหอกถึงรูปไข่ กว้าง 4-9 เซนติเมตร และยาว 10-20 เซนติเมตร ก้านใบยาว 1-8 เซนติเมตร ออกดอกเป็นช่อตามกิ่งและลำต้น ช่อดอกตัวผู้ยาว 3-8 เซนติเมตร ส่วนช่อดอกตัวเมียยาว 15-30 เซนติเมตร ดอกเดี่ยวมีกลีบเลี้ยง 4-5 กลีบ การปลูกด้วยเมล็ดส่วนใหญ่จะเป็นต้นตัวผู้และต้นตัวเมีย ปัจจุบันนิยมขยายพันธุ์ด้วยการเสียบยอด จึงได้ต้นพันธุ์เป็นต้นกะเทยเกือบทั้งหมด ต้นกะเทย ดังกล่าวหมายถึงต้นที่มีทั้งดอกตัวผู้และดอกตัวเมียอยู่ในต้นเดียวกัน ขนาดผลมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 2.5-3.0 เซนติเมตร มีรูปร่างกลม และกลมรี ผลอ่อนมีขนคล้ายกำมะหยี่ปกคลุมผิว
เมื่อพูดถึงผลไม้รสเปรี้ยว คนส่วนใหญ่มักนึกถึงมะนาว มะม่วง หรือมะขาม แต่รู้หรือไม่ว่า ยังมีอีกหนึ่งผลไม้พื้นบ้านที่รสชาติเปรี้ยวจนต้องหลับตากัด นั่นคือ “ตะคร้อ” ผลไม้ป่าหายากที่คนรุ่นใหม่อาจไม่คุ้นชื่อ แต่ในอดีตเคยเป็นของโปรดของใครหลายคน โดยเฉพาะชาวบ้านในภาคเหนือและอีสาน ที่รอคอยฤดูเก็บเกี่ยวของมันเพียงปีละครั้ง ตะคร้อ (ชื่อวิทยาศาสตร์ Dialium cochinchinense) เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงใหญ่ ขึ้นตามป่าดิบแล้งและป่าเบญจพรรณ พบมากในภาคเหนือ ภาคอีสาน และบางพื้นที่ของภาคกลาง ผลของตะคร้อมีลักษณะกลมรี ขนาดประมาณเหรียญห้าบาท เปลือกนอกแข็งและสีน้ำตาลอมดำ ข้างในเป็นเนื้อสีเหลืองหรือส้ม รสเปรี้ยวจัด บางลูกถึงกับเปรี้ยวจนฝาดลิ้น แต่กลับเป็นรสชาติที่ถูกใจคนไทยจำนวนไม่น้อย บริเวณสวนหลังบ้าน เลขที่ 45 หมู่ที่ 7 ตำบลทุ่งยั้ง อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ นายประเสร็จ ใจวิลัย อายุ 67 ปี เจ้าของบ้านกำลังเด็ดลูกตะคร้อใส่กะละมังเพื่อเตรียมส่งให้กับลูกค้าที่สั่งจอง โดยขายกิโลกรัมละ 35 บาท 3 กิโล 100 บาท เป็นรายได้เสริมช่วงว่าง ซึ่งต้นตะคร้อดังกล่าว นายประเสร็จได้อนุรักษ์ไว้อายุกว่า 120 ปี แม้จะมีเพื่อนบ้านมาขอซื้
“จำปูลิ่ง” ภาษามลายูเรียก อินเต๊ะ เป็นผลไม้ที่พบเห็นได้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ บางพื้นที่จะรู้จักกันในชื่อ จำปูรี จำไหร หรือ มะไฟลิง ตามแต่ละถิ่นที่จะเรียก โดยแต่ละปีจะให้ผลผลิตเพียง 1-2 ครั้งเท่านั้น ตามฤดูกาลผลสุกจะเริ่มมีทยอยออกมาให้เห็นมากในเดือนกรกฎาคม สิงหาคม ของทุกปี ผลไม้ป่าพื้นบ้านภาคใต้ พบได้ตามพื้นที่ป่าเชิงเขา ที่ราบริมเขา ที่มีดินร่วมปนทราย ลักษณะคล้ายมะไฟหรือละไม แต่ผลมีขนาดผลเล็กกว่า เป็นเหลี่ยมเล็กน้อย เปลือกผลแข็งกรอบ ผลและยอดใช้แกงเลียง แกงส้มได้ ผลสุกสีเหลืองส้มกินได้รสชาติหวานอมเปรี้ยว ต้นจำปูลิ่งสูง 20 เมตร ปลูกมานานเกิน 50 ปี บนพื้นที่ 9 ไร่บ้านวังประจัน หมู่ที่ 2 ต.วังประจัน อ.ควนโดน จ.สตูล ผลไม้ป่าที่บรรพบุรุษเก็บไว้ให้หลังเข้ามาทำกินในบริเวณนี้ มี 2 ต้น ให้ผลผลิตทุกปี ให้ผลผลิตมากสุด 600 กิโลกรัม ขายกิโลกรัมละ 60 บาท นายรอศักดิ์ นาปาเลน อายุ 54 ปี บอกว่า ทันทีที่ผลจำปูลิ่งสุก จะต้องมีอุปกรณ์เซฟตี้ในการขึ้นไปเพราะมันสูงมาก จะเก็บผลที่สุกเหลืองเข้มเท่านั้น นางกาญจนา นาปาเลน อายุ 53 ปี บอกว่า จำปูลิ่งให้ผลผลิตปีละครั้ง เป็นผลไม้ป่าไม่เหมาะส่งไปขายต่างจังหวัด เพร
เอ่ยถึงผลไม้พื้นบ้านเมื่อไร มักจะอยู่ในความสนใจของเพื่อนพ้องพี่น้องคนบ้านเรา ทั้งบ้านฉันบ้านเอง มักคิดถึงสีสันและรสชาติที่บาดใจ แม้ว่าผลไม้บางอย่างได้หายไปจากบ้านเรา แต่ภาพจำยังลอยวนเวียนมิได้ลืมเลือน ผลไม้บางอย่างที่เย้ายวน ชวนให้เสาะหามาปลูกไว้ เพื่อให้ภาพเก่าก่อนย้อนกลับมาสู่อ้อมฝัน ดังเช่นผลไม้ชนิดนี้ ที่ยังพอจะเสาะหามาได้บ้าง เขาคือ “มะหลอด” ผลไม้พื้นบ้านดั้งเดิมของไทย มะหลอด มีหลายคนเห็นรูปแล้ว นึกว่าเป็นผลไม้ต่างถิ่น ผลไม้นำเข้า หรืออาจจะไม่คุ้นตา จะว่าเชอร์รี่ ก็ไม่ใช่ จะว่ามะเขือเทศราชินี ก็ไม่ใช่อีก ที่จริงแล้ว มะหลอดเป็นผลไม้ไทยเราเอง ผลไม้ป่าเขตร้อนแบบเอเชีย แพร่กระจายอยู่ทั่วทวีปเอเชีย ไทย ลาว เขมร เวียดนาม เมียนมา มาเลเซีย ศรีลังกา อินโดนีเซีย อินเดีย เนปาล บังกลาเทศ แพร่ไปถึงยุโรป อเมริกา เป็นผลไม้ที่ปรับตัวกับท้องถิ่นต่างๆ ได้ดีมาก ทนร้อน ทนแล้ง ทนฝน ทนหนาว เชื่อได้ว่าเป็นผลไม้ที่มีสมรรถนะ ในการสร้างภูมิคุ้มกันได้ดีมาก มะหลอดเป็นไม้ยืนต้นที่มีลำต้นเหนียวมาก ทอดเลื้อยไปตามรั้ว ตามนั่งร้าน ตามต้นไม้ใหญ่ ขึ้นซุ้มนั่งเล่น เรียกว่าเป็นไม้เถาก็ว่าได้ ดังที่บอกมาข้างต้นว่า มะห
ช่วงนี้กระแสพืชใบด่างกำลังมาแรง แต่ไม่ได้มีอะไรมาเขียนให้อ่านหรอกครับ เพียงแค่จะชวนไปรู้จักกับผลไม้สีแดงชนิดหนึ่งที่มีทางภาคใต้ของไทย เป็นผลไม้ท้องถิ่นพื้นบ้านที่มีมาช้านาน ในชื่อ “มะไฟกา” มะไฟกา หรือ มะไฟแดง ไม้ผลยืนต้นพื้นเมืองตามป่าธรรมชาติของภาคใต้ โดยเฉพาะในผืนป่าตอนล่าง มีผลกลมสีแดงแกมม่วง มีรสเปรี้ยว ชาวบ้านนิยมนำผลอ่อนใส่ในแกงคั่ว หรือบางพื้นที่นำเปลือกผลสุกที่เป็นสีแดงไปยำกับหนังหมูและกุ้งแห้ง ผลสดเมื่อสุกรับประทานได้ มีวิตามินซีสูง จึงมีสรรพคุณทางยามากมาย ผลมะไฟกามีลักษณะไม่ต่างจากมะไฟพันธุ์อื่น เพียงแต่เปลือกผลมีสีแดงเข้มเท่านั้น หากมองมะไฟกาเป็นผลไม้ อาจมีความด้อยในเรื่องรสเปรี้ยว แต่มีเสน่ห์ตรงผลสีแดงเข้ม เมื่อถึงช่วงผลผลิตที่มะไฟกาออกดอกติดผลตั้งแต่โคนต้นจากพื้นดินไปจนถึงปลายกิ่ง ผลที่สุกนั้นมีสีแดงสด เด่นสะดุดตา ทำให้คนจำนวนไม่น้อยหันมาปลูกมะไฟกาเป็นไม้ประดับสวนจะเกิดความสวยงาม เพราะเป็นพืชที่ดูแลง่าย ปลูกได้ในดินทั่วไป แต่โดยส่วนใหญ่จะชอบดินร่วน ควรปลูกในสภาพมีพืชร่วมช่วยบังแสง เพราะไม่ชอบแสงแดดจัด จึงควรปลูกร่วมกับไม้ยืนต้น โดยธรรมชาติผลไม้ชนิดนี้มีรสเปรี้ยว เจริญเติบโ
