ผลไม้GI
กรมทรัพย์สินทางปัญญา ประกาศขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI รายการใหม่ “ส้มสายน้ำผึ้งฝาง” สินค้าขึ้นชื่อจังหวัดเชียงใหม่ มั่นใจสร้างรายได้ให้ชุมชนกว่า 270 ล้านบาทต่อปี วันที่ 11 มิถุนายน 2567 นางสาวกนิษฐา กังสวนิช รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้ประกาศขึ้นทะเบียน “ส้มสายน้ำผึ้งฝาง” สินค้า GI ลำดับที่ 5 ของจังหวัดเชียงใหม่ ต่อจากผ้าตีนจกแม่แจ่ม ร่มบ่อสร้าง ศิลาดลเชียงใหม่ และกาแฟเทพเสด็จ ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนไปก่อนหน้านี้ “ส้มสายน้ำผึ้งฝาง” มีแหล่งกำเนิดเดิมอยู่ที่จังหวัดยะลา เรียกว่า “ส้มพันธุ์โชกุน” ได้ถูกนำมาเพาะปลูกในพื้นที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูง มีแหล่งน้ำธรรมชาติที่สำคัญหลายสาย ได้แก่ แม่น้ำฝาง ลำห้วยแม่ใจ ลำน้ำแม่มาว ลำน้ำแม่เผอะ เขื่อนแม่มาว เขื่อนบ้านห้วยบอน ห้วยแม่งอน เป็นต้น รวมไปถึงยังมีน้ำพุร้อน ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่น้ำอุณหภูมิสูงไหลพุ่งจากใต้ดินขึ้นสู่อากาศ ทำให้สภาพดินอุดมไปด้วยแร่ธาตุเหมาะสมต่อการเพาะปลูกส้มสายน้ำผึ้ง ด้วยแหล่งภูมิศาสตร์นี้ ทำให้ส้มสายน้ำผึ้งฝางสามารถเติบโตได้ดี มีผิว
นายรพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จังหวัดนครพนมเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่มีความเหมาะสมในการปลูกลิ้นจี่มีเกษตรกรรวมตัวกันเป็นกลุ่มแปลงใหญ่ลิ้นจี่พันธุ์นพ.1 ในพื้นที่ตำบลขามเฒ่าอำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม เพื่อร่วมกันผลิตและจำหน่ายสร้างรายได้ให้กับครอบครัว โดยลิ้นจี่พันธุ์นพ.1 มีลักษณะพิเศษ เพราะต้องการอากาศหนาวเย็นเพื่อกระตุ้นการออกดอก ผลขนาดใหญ่ ประมาณ 32-36 ผลต่อกิโลกรัม รสชาติหวานอมเปรี้ยว ไม่มีรสฝาด เนื้อหนาประมาณ 0.98 เซนติเมตร ความหวานอยู่ระหว่าง 18 – 20 องศาบริกซ์ และเมื่อต้นลิ้นจี่มีอายุ 8 -10 ปี จะสามารถให้ผลผลิตได้ถึง 65 – 180 กิโลกรัมต่อต้น สำหรับผลผลิตของลิ้นจี่พันธุ์นพ.1 ในพื้นที่จังหวัดนครพนมปีนี้มีผลผลิตมากกว่าปีที่ผ่านมา เพียงพอกับความต้องการของผู้บริโภค โดยเก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้วตั้งแต่ช่วงกลางเดือนเมษายนเป็นต้นมาและคาดการณ์ว่าผลผลิตจะยังมีจำหน่ายไปจนถึงต้นเดือนพฤษภาคมนี้ สำหรับพื้นที่ปลูกส่วนใหญ่จะอยู่ที่บ้านขามเฒ่า และบ้านนาโดน ตำบลขามเฒ่า อำเภอเมืองนครพนม รวมจำนวน 2,698 ไร่ ถือเป็นพื้นที่หลักในการปลูก และลิ้นจี่พันธุ์ นพ.1 ถือ
กระท้อน เป็นผลไม้ขึ้นชื่อของจังหวัดลพบุรี มีพื้นที่ปลูกทั้งหมด 419 ไร่ อยู่ใน 3 ตำบลของอำเภอเมืองลพบุรี ได้แก่ ตำบลตะลุง ตำบลงิ้วราย และตำบลโพธิ์เก้าต้น ลักษณะภูมิประเทศเป็นพื้นที่น้ำไหลทรายมูล เหมาะสมกับการผลิตกระท้อนคุณภาพดี โดยผลผลิตจะเริ่มออกในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมจนถึงเดือนสิงหาคม ราคาผลกระท้อนสดจะอยู่ที่ 35-120 บาทต่อกิโลกรัม ขึ้นอยู่กับขนาดผล ผลผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 1,000 กิโลกรัมต่อไร่ ขณะนี้ผลผลิตกำลังทยอยเข้าสู่ตลาด นายสุชาติ กลิ่นทองหลาง ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านวิศวกรรมเกษตร จังหวัดร้อยเอ็ด รักษาราชการแทนเกษตรจังหวัดลพบุรี กล่าวว่า กระท้อนของจังหวัดลพบุรีได้รับการรับรองเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI ในชื่อ “กระท้อนตะลุง”จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา มีเกษตรกรผ่านการรับรองจำนวน 92 ราย ในพื้นที่ 315 ไร่ กระท้อนตะลุง มีจำนวน 5 สายพันธุ์ ประกอบด้วย พันธุ์ปุยฝ้าย พันธุ์อีล่า พันธุ์ทับทิม พันธุ์นิ่มนวล และพันธุ์กำมะหยี่ โดยมีพื้นที่ปลูกในตำบลตะลุง ตำบลงิ้วราย และตำบลโพธิ์เก้าต้น ของอำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี เท่านั้น นายสุชาติ กลิ่นทองหลาง กล่าวเพิ่มอีกว่า สำนัก
