ผักกาดหัว
“ผักกาดหัว” เป็นพืชผักอายุปีเดียว ที่ปลูกกันไว้เพื่อบริโภคส่วนของรากที่ขยายตัวใหญ่ขึ้น ซึ่งเราเรียกว่า “หัวผักกาด” อาจจะเป็นสีแดงหรือสีขาวก็ได้คุณภาพของหัวผักกาดขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น พันธุ์ การปลูก การปฏิบัติดูแลรักษาตลอดจนการเก็บเกี่ยว ถ้าหากปล่อยให้อายุแก่หรือเลยระยะเวลาเก็บเกี่ยวแล้วรากจะขยายใหญ่มากยิ่งขึ้นเพื่อสะสมอาหารสำหรับสร้างดอกและติดเมล็ดเนื้อจะเริ่มฟ่าม มีเส้นใยมากขึ้น ผักกาดหัว มีชื่ออื่นๆอีก เช่น ผักขี้หูด ผักกาดจีน ไชโป๊ หรือ ไช้เท้า เป็นต้น สามารถปลูกได้ดีในดินร่วนปนทราย ซึ่งมีความชื้นในดินสูงพอสมควร และได้รับแสงแดดตลอดวัน มี pH ประมาณ 5.5-7.0 และอุณหภูมิ ประมาณ 18.5-24 องศาเซลเซียส สามารถปลูกได้ผลดีที่สุดในช่วงเดือนตุลาคม-มกราคม เป็นที่นิยมปลูกกันมากทางภาคตะวันตกของประเทศไทย เช่น แถบจังหวัดราชบุรี เพชรบุรี และกาญจนบุรี ผักกาดหัว นิยมปลูกเพื่อใช้เป็นอาหารทั้งรับประทานสดหรือดองเค็ม (ไชโป๊) เพราะมีคุณค่าทางโภชนาการสูงพอสมควร คือ ในปริมาณ 100 กรัม จะให้โปรตีน 1 กรัม คาร์โบไฮเดรต 3.6 กรัม ไขมัน 0.1 กรัม วิตามิน เอ 10 ไอ.ยู. รวมทั้งพลังงาน 17 แคลอรีน นอกจากนี้ ยังมี
“ผักกาดหัว” หรือ “หัวไชเท้า” เป็นชื่อของพืชล้มลุกขนาดเล็ก ที่มีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศจีน มีลักษณะเป็นทรงกลมหรือทรงกระบอก ขนาดค่อนข้างอวบ มีเนื้อในที่แน่นและฉ่ำด้วยน้ำ สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายชนิด ทั้งคาวและหวาน ซึ่งนอกจากผักกาดหัวจะเป็นส่วนหนึ่งของอาหารแล้ว สรรพคุณของผักชนิดนี้ยังเป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับตัวช่วยลดน้ำหนักหรือคนที่มีปัญหาท้องอืด อาหารไม่ย่อย เมื่อรับประทานเข้าไปจะสามารถช่วยลดอาการได้ เนื่องจากผักกาดหัวเป็นผักที่มีแคลอรี่ต่ำ แต่มีไฟเบอร์สูง เมื่อรับประทานจึงทำให้อิ่มไว ส่วนไฟเบอร์ก็มีส่วนช่วยในกระบวนการขับถ่าย ปรับสมดุลในระบบย่อยอาหาร ช่วยแก้อาการท้องอืด อาหารไม่ย่อยได้ คุณอภิสิทธิ์ ญาณประสิทธิ์เวทย์ อยู่บ้านเลขที่ 3 หมู่ที่ 7 ตำบลขนงพระ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ยึดอาชีพปลูกผักกาดหัวมานานกว่า 36 ปี โดยเริ่มทำเกษตรปลูกผักใบสลับกับการปลูกผักกาดหัวมาตั้งแต่ปี 2527 ที่อำเภอบางบัวทองมาก่อน แต่ด้วยความเจริญที่เบียดเข้ามาเรื่อยๆ จึงมีความจำเป็นต้องขยับขยายออกห่างเมืองมาเรื่อยๆ จนสุดท้ายมาลงหลักปักฐานอยู่ที่อำเภอปากช่อง คุณอภิสิทธิ์ เล่าถึงการทำเกษตรว่า หลังจากที่ย้ายมาลง
